เข้าใจ...วัยเยาว์ ว่าพวกเขาต้องการอะไร ?
จากการประชุม TV for KIDS Workshop at TK Park Central World
เด็กอายุ 0 – 6 ปี (วัยอนุบาล)
- สมองของเด็กทำงานได้ดีที่สุด มีการเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทภายในสมองมากที่สุด
- ใช้น้ำตาลกลูโคส (อาหารของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย) มากกว่าผู้ใหญ่ 20 เท่า จึงต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการ
สิ่งที่ต้องคำนึงในการผลิตสื่อ
- ต้องการการกระตุ้นการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก
- เด็กเริ่มจะมีการเรียนรู้ในเรื่องอารมณ์ จิตใจ และความรู้สึก เช่น ความกลัว กังวลเกี่ยวกับการลาจาก เป็นต้น
- มีการเรียนรู้ด้านพัฒนาการทางสังคมตามวัย เพราะเด็กเริ่มเข้าโรงเรียน และได้รับการเลี้ยงดูจากญาติพี่น้อง ปู่ย่าตายาย เป็นต้น
- ทางด้านสติปัญญานั้นเป็นช่วงที่เรียนรู้ด้านภาษา เพราะภาษาเป็นพื้นฐานของสติปัญญา
- ควรกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเปิดโลกของการเรียนรู้ให้กับเด็ก
- สามารถสอนในเรื่องของ DO & DON’T ให้กับเด็กได้
- กิน+เล่น+เต้น+วาด เป็นสิ่งที่สำคัญของเด็กวัยนี้
เด็กอายุ 6 – 9 ปี (วัยประถมต้น)
- มีความซับซ้อนมากกว่าในวัยอนุบาล
- เด็กจะมีความรู้สึกว่าตนเองโตแล้ว ไม่ชอบที่จะได้รับการดูแลแบบเด็กๆ
สิ่งที่ต้องคำนึงในการผลิตสื่อ
- ควรสร้างเสริมความเชื่อมั่นในตนเองให้กับเด็ก เน้นความสาสมารถที่สามารถทำได้ด้วยตนเอง และต้องทำได้สำเร็จ เด็กจะเกิดความกล้าที่จะจินตนาการ คิดนอกกรอบ เพื่อสร้างพื้นฐานความพร้อมในการเข้าสู่ช่วงวัยต่อไป
- เน้นการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นมีการจดจำเพื่อน มีวีรกรรมร่วมกับเพื่อน เริ่มจัดการความสัมพันธ์กับตนเองพ่อแม่ และครู เรียนรู้โลกภายนอกผ่านกลุ่มเพื่อน จากสังคมอื่นๆ เช่น โลกไซเบอร์ สังคม IT เป็นต้น
- ควรส่งเสริมการเรียนวิชาการ เป็นวัยที่เข้าสู่การเรียนอย่างเป็นระบบในโรงเรียน เช่น คณิตศาสตร์ การบวก การลบ เป็นต้น
เด็กอายุ 9 – 12 ปี (วัยประถมปลาย)
- จะเหมือนกับในวัยประถมต้น แต่จะมีการเพิ่มเติมให้มีความเข้มข้นมากขึ้น
- ด้านความเชื่อมั่นในตนเอง ต้องให้ในสิ่งที่มีความท้าทายมากขึ้น ปลูกฝังความคิดว่าเด็กไทยทำได้ เพื่อการค้นพบเอกลักษณ์ของตนเอง และ Idol ที่ดีมีผลต่อการใช้ชีวิตของเด็กวัยนี้
- ด้านการสร้างสัมพันธภาพเสริมประสบการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิต
*** UNESCO ให้ความสำคัญและตั้งเป้าจะต้องพัฒนาการเรียนรู้เป็น 4 ขั้น คือ
1. Learning to know (เรียนให้รู้)
2. Learning to do (กล้าที่จะทำ)
3. Learning to line with other (อยู่ร่วมกับคนอื่นได้)
4. Learning to be (จิตใจสูง อุดมปัญญา)