วรรณคดีย่อมสะท้อนวิถีความคิดและความเชื่อของคนในสมัยนั้น
วรรณกรรมสมัยใดย่อมสะท้อนความคิดและความเชื่อของคนในสมัยนั้น
เมื่อกาลเวลล่วงเลยไป สังคมเปลี่ยนไป วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป ค่านิยม
ความเชื่อก็ย่อมเปลี่ยนไป แต่บางอย่างยังคงความเป็นอมตะ
แต่บางอย่างเกิดความสงสัยว่าจะใช้ได้หรือไม่
เพราะการเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ความเชื่อและค่านิยมเปลี่ยนไป จึงทำให้วรรณคดีมักจะถูกลืมเลือนไป
ซึ่งน่าวิตกว่าวรรณคดีไทยที่เป็นมรดกของชาติจะถูกลบออกจากความรู้
ความทรงจำของเด็กไทยไป
ในการสอนวรรณคดีอย่างไรให้สนุกนั้นต้องให้นักเรียนรู้จักคิด
วิเคราะห์ว่าอะไรบ้างที่ยังคงอยู่ได้เป็นอมตะนิรันดร์กาล
อะไรบ้างที่เปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปเพราะอะไร
ความน่าสนใจในการเรียนวรรณคดีคือการเสนอประเด็นให้คิด ให้อภิปราย
ให้พิจารณา เปรียบเทียบค่านิยม สังคม เจตคติ ในปัจจุบัน เช่น
คำสอนในสุภาษิตสอนหญิง สอนให้ผู้หญิงรักนวลสงวนตัว ไม่ชิงสุกก่อนห่าม
ดังคำกลอนว่า
"เขารักจริงให้สู่ขอกับพ่อแม่
อย่าวิ่งแร่หลงงามไปตามง่าย
เขาไม่เลี้ยงไล่ขับจะอับอาย
ต้องเป็นม่ายอยู่กับบ้านประจานตัว"
หรืออีกบทหนึ่งว่า
"จงรักนวลสงวนงามห้ามใจไว้
อย่าหลงใหลจำคำที่ร่ำสอน
คิดถึงหน้าบิดาและมารดร
อย่ารีบร้อนเร็วนักมักไม่ดี
เมื่อสุกงอมหอมหวนจึงควรหล่น
อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่
อย่าชิงสุกก่อนห่ามไม่งามดี
เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์"
การอภิปรายแสดงความคิดเห็นที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วยที่บนฐานของเหตุและผล
แสดงภูมิรู้ของตนออกมาไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียน
จะสะท้อนความคิดของนักเรียนได้ดี
และกิจกรรมที่นักเรียนได้กระทำในชั่วโมง
ลองให้นักเรียนทุกคนเขียนสรุปตามแบบของตนเองแล้วจะได้ผลงานที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป เป็นการเขียนสื่อความที่สะท้อนความคิดของนักเรียนได้เป็นอย่างดี