หลากมุมมอง… กับ… เศรษฐกิจไทยในปี 2552
ธันวาคม 18, 2008 ( Editor Talk ) ย้อนรอยอดีต
สวัสดีค่ะทุกท่าน อ่านพบบทความดีๆของหลากมุมมองกับศรษฐกิจไทยในปี 2552 ในหนังสือ Editor Talk เลยหยิบยกมาให้อ่านกันเพราะอีกไม่กี่เดือนก็สิ้นปีแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างลองช่วยกันวิเคราะห์หน่อยคะ ถึงแม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองหลายๆ เรื่อง อาจจะไม่น่าชวนให้มีความสุขก็ตาม แต่ไม่ว่าจะทำอะไร แบบไหน ก็ควรให้อยู่ในความพอดี และพอเพียง อย่าลืมกันนะว่าเวลานี้เศรษฐกิจทั้งภายนอกและภายในประเทศไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เพราะ เศรษฐกิจในปี 2552 ซึ่งดูแล้ว รัฐบาลชุดใหม่ทำงานหนักแน่ๆ
ส่วนเรื่องรายละเอียดกับประเด็นเศรษฐกิจในปี 2552 มีหลายสำนักเศรษฐกิจทีเดียว ที่วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของไทยไว้อย่างหลากหลายประเด็น ตัวอย่างเช่น
1. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้ปรับประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจปี 2551 จากที่คาดไว้ 5.2-5.7% ลงมาที่ 4.5% เงินเฟ้อ 5.6% และดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเล็กน้อย 0.4% ของจีดีพี ขณะที่ในปี 2552 เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มชะลอลง คาดว่าจะขยายตัว 3-4% ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 4.4% และมีมูลค่าการส่งออกสินค้า 192,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 7% นับเป็นการส่งออกที่ชะลอลงเร็ว และภาคบริการจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกซบเซา ขณะที่ปริมาณการนำเข้าสินค้าและบริการขยายตัว 5.2% จึงคาดว่าดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล 6,500 และ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ โดยการขาดดุลเดินสะพัด คิดเป็น 1.2% ของจีดีพี ส่วนอัตราว่างงานมีแนวโน้มอยู่ที่ 1.5-2.5% หรือไม่เกิน 900,000 คนตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สรุปก่อนการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 25 พ.ย. 2551 เพียงวันเดียว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ความเสียหายของจีดีพีมากถึง 0.5-0.7% และมีผลต่อการปรับเปลี่ยนตัวเลขทั้งหมด โดยทางสำนักงานฯ จะนำเสนอตัวเลขครั้งใหม่ในเดือนมกราคม 2552 นี้
2. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุดได้ปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2551 จากเดิมคาดว่าขยายตัว 4.3-5% เหลือ 4.3-4.5% ในขณะที่ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2552 จากเดิมขยายตัว 3.8-5% ลง 1% เหลือ 2.8-4% หลังจากที่ ธปท. ประเมินผลกระทบจากความรุนแรงจากเหตุการณ์การเมือง และการปิดสนามบินทั้งสองแห่ง ทำให้มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย โดยคาดว่าในปี 2552 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหายไปสูงถึง 3.5 ล้านคน และส่งผลให้เม็ดเงินสูญหายไปกว่า 140,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ของปี 2551 โดยในเดือน มกราคม 2552 ธปท. จะปรับประมาณการเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ทั้งนี้ ในการประมาณการเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมา ธปท. ประมาณการบริโภคภาคเอกชน ปี 2552 ที่ 3.5-4.5% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 5-6% การส่งออกจะขยายตัวเพียง 7-10% การนำเข้าขยายตัว 8-11% ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล 1,000-4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 7-8% การลงทุนภาครัฐ 4.5-5.5% และยอมรับว่าการใช้จ่ายภาครัฐมีโอกาสลดลงจากสถานการณ์ทางการเมือง
3. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2551 จะขยายตัวขึ้นกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 4.8% มาอยู่ที่ 5.1% แต่ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อนในเดือน มิ.ย. 2551 ที่ 5.6% ต่อปี ส่วนในปี 2552 คาดว่าจะขยายตัวที่ 4-5% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายในประเทศที่น่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีนี้ แต่การส่งออกในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวลดลงตามการชะลอตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะขยายตัวเพียง 6.5-7.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะลดลงอยู่ที่ 3-4% ตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงด้านการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ 3-4% และการลงทุนภาคเอกชนดีขึ้นมาอยู่ที่ 7-8% เนื่องจากการลงทุนที่ขยายตัวต่ำมากเป็นเวลาหลายปี นอกจากนี้ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ภายใต้กรอบนโยบายการคลังที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นที่ 2.5% ของจีดีพี ทั้งนี้ไม่ได้นับรวมการขาดดุลเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2552 จะช่วยสนับสนุนให้อุปสงค์ภายในประเทศฟื้นตัวขึ้นโดยคาดว่าการบริโภคภาครัฐขยายตัว 7-8% และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัว 8-9%ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจน่าจะอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดุลบัญชีเดินสะพัดจะยังคงเกินดุล 1-2% ของจีดีพี แต่อย่างไรก็ตาม สศค. เตรียมทบทวนเพื่อปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2551 และ 2552 เนื่องจากขณะนี้มีทั้งปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงกรณีการปิดสนามบินที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับธุรกิจท่องเที่ยว
4. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2551 ที่ 4.5% และประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยปี 2552 ไว้ที่ 1.9% (ไม่รวมผลกระทบจากการปิดสนามบิน) ด้านการส่งออกปี 2552 ขยายตัวติดลบสูงถึง 12.1% จากที่คาดว่าจะขยายตัว 5.2% ในปีนี้ และการนำเข้าสินค้าและบริการติดลบ 8% จากการขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% ในปีนี้ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 5.3% เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของปีนี้ 2.6% ด้านการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% จาก 4.9% ในปีนี้
และในปี 2552 เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือการขยายตัวติดลบ แต่ถ้ารัฐบาลชุดใหม่สามารถเร่งรัดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง ทำให้ประมาณการใช้จ่ายของภาครัฐในปี 2552 ที่ 20.2% และการลงทุนภาครัฐ 30.5% ทำให้ทีดีอาร์ไอ ประเมินว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงที่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพราะจากการประมาณการอัตราเงินเฟ้อในปีหน้า พบว่าติดลบ 0.6% ทั้งนี้ถ้ารวมผลกระทบจากการปิดสนามบิน เศรษฐกิจปี 2552 อาจจะขยายตัว 0.9%
5. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าผลกระทบจากการปิดสนามบิน ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว คิดเป็นมูลค่า 150,000 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบต่อการส่งออก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40,000-70,000 ล้านบาท การบริโภคชะลอตัวลดลงเป็นมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท รวมถึงการลงทุน เสียหายเป็นมูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจถึงประมาณ 250,000 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2551 จะขยายตัวเพียง 1-1.5% และเศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวแค่ 4% และสำหรับปี 2552 ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากวิกฤตทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่เกิน 1% และจะมีคนตกงาน 900,000 – 1,000,000 คน
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า โดยภาพรวมนั้นเศรษฐกิจไทยในปี 2552 มีแนวโน้มของการขยายตัวลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร เราก็ควรที่จะเตรียมรับสถานการณ์ไว้ให้พร้อมเสมอ ไม่ควรประมาทกับการใช้ชีวิต ควรรู้จักกินรู้จักใช้ จ่ายเท่าที่จำเป็น มีการวางแผนก่อนเสมอ เพื่อการสูญเสียให้น้อยที่สุด เช่น การเดินทาง…ก่อนเดินทางก็ควรวางแผนเส้นทางเพื่อประหยัดน้ำมัน หรือแม้แต่การไปจ่ายตลาดก็ควรวางแผนว่าจะต้องซื้ออะไรบ้าง เพื่อไม่ให้ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เป็นการควบคุมการใช้เงินได้ดีอีกวิธีหนึ่งค่ะ
ขอบคุณข้อมูลดี ๆ ครับ เป็นประโยชน์มาก
บทความ “พอล ครุกแมน” : “ปีใหม่จีน” อันตรายจากพาณิชยนิยมของจีน
January 11, 2010
เขียนโดย พอล ครุกแมน
มันเป็นช่วงเวลาที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญออกมาป่าวประกาศการคาดการณ์ประจำปี ส่วนข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจระหว่างประเทศของผมก็มีว่า ผมมองว่าปี 2010 นี้จะเป็นปีของจีน แต่ไม่ใช่ในทางที่ดีนัก
จะว่าไปแล้ว ปัญหาใหญ่สุดของจีนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องโลกร้อน แต่วันนี้ผมจะเน้นเรื่องนโยบายทางการเงินประเทศจีนกลายเป็นมหาอำนาจทางการค้าและการเงิน แต่จีนกลับทำตัวไม่เหมือนประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อื่นๆ ตรงกันข้ามประเทศนี้กลับใช้นโยบายแบบพาณิชย์นิยม (mercantilist policy) นั่นคือคอยคุมให้การเกินดุลการค้าสูงอย่างไม่ปกติ และในโลกที่กำลังอยู่ในช่วงภาวะถดถอยเช่นนี้ นโยบายดังว่ากำลังทำให้ประเทศจีนกลายเป็นผู้ล่าอย่างโจ่งแจ้ง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นดังต่อไปนี้ ค่าเงินของจีนถูกกำหนดอย่างตายตัวโดยนโยบายจากทางการ โดยให้มีค่าประมาณ 6.8 หยวนต่อดอลลาร์ ซึ่งต่างจากเงินดอลลาร์ ยูโร หรือเยน ที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปมา ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนแบบนี้ ผู้ผลิตจีนจะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างใหญ่หลวงเหนือคู่แข่ง ซึ่งนำไปสู่การเกินดุลการค้ามหาศาล ถ้าเป็นเหตุการณ์ปกติ และพวกนักลงทุนภาคเอกชนไม่หาวิธีชดเชยด้วยวิธีอื่น กระแสเงินดอลลาร์ไหลเข้าจากการเกินดุลดังกล่าวจะผลักดันให้มูลค่าอัตราแลกเปลี่ยนของจีนสูงขึ้น ทำให้พวกนักลงทุนภาคเอกชนจะหาทางเข้าไปในจีน ไม่ใช่หนีออกไป แต่ทางการจีนมีมาตรการจำกัดเงินทุนไหลเข้า ทำให้ตอนนี้พวกเขาซื้อดอลลาร์แล้วฝากไว้ต่างประเทศ ที่มีการกักตุนเงินตราต่างประเทศรวมได้มูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนโยบายแบบนี้ดีต่อประเทศจีนที่มีลักษณะแขวนกับการส่งออก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จากภาครัฐ แต่ไม่ดีกับผู้บริโภคของจีนเอง แล้วสำหรับเรา (อเมริกัน – ผู้แปล) ทั้งหมดเล่า?ในอดีตจีนสะสมเงินทุนสำรองต่างชาติด้วยการลงทุนในพันธบัตรอเมริกัน ซึ่งหลายคนอาจมองว่ามีแง่ดีที่ว่าทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำ — แม้ว่าสิ่งที่เรา (อเมริกัน – ผู้แปล) ได้ใช้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำเหล่านั้น โดยส่วนใหญ๋ก็ลงไปกับการปั่นฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ แต่ปัจจุบันนี้โลกกำลังจมอยู่ใต้เงินต้นทุนต่ำเหล่านี้ และมันย่อมหาที่ๆจะไป (เพื่อทำผลตอบแทน – ผู้แปล) อัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ระยะสั้นขณะนี้เข้าใกล้ศูนย์ ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวสูงกว่านี้นิดหน่อย แต่ก็เพียงเพราะเชื่อกันว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยศูนย์เปอร์เซนต์จะสิ้นสุดในวันหนึ่ง การเข้าซื้อพันธบัตรของจีนให้ผลตอบแทนน้อย ไม่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลงมากนักในขณะเดียวกัน การเกินดุลการค้าของจีนดึงเอาอุปสงค์ที่กำลังจำเป็นนี้ออกไปจากโลกที่กำลังอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย ให้ผมคำนวณนับนิ้วเอาง่ายๆ ผมมองว่าในอีกสองสามปีข้างหน้า ระบบพาณิชย์นิยมของจีนจะสิ้นสุดลงด้วยการทำให้การจ้างงานของสหรัฐฯหายไป 1.4 ล้านตำแหน่งจีนปฏิเสธรับรู้ปัญหาดังกล่าว ล่าสุดนายเหวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีนปฏิเสธข้อเรียกร้องจากต่างประเทศในทำนองว่า “ด้านหนึ่งคุณก็เรียกร้องให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้น แต่อีกด้านคุณก็เรียกร้องให้มีมาตรการกีดกัน (การนำเข้า – ผู้แปล)” ซึ่งอันที่จริงแล้ว ทุกประเทศใช้มาตรการกีดกันการนำเข้า (โดยใช้เครื่องมือใหม่ๆ) ก็เพราะจีนปฏิเสธจะขึ้นค่าเงินหยวนนั่นเอง และมาตรการหลายประการก็มีความเหมาะสมดีอยู่แล้วเป็นอย่างนั้นจริงหรือ? ผมก็ได้ยินสองเหตุผลที่เราจะไม่ตอบโต้กับนโยบายของจีน และเหตุผลทั้งคู่ก็ฟังไม่ขึ้นเอาเลยเหตุผลประการแรก, มีข้ออ้างว่าเราไม่ควรตอบโต้จีนเพราะ จีนจะทุ่มเงินสำรองหนุนหลังอัตราแลกเปลี่ยนลงมาทำลายเศรษฐกิจให้เสียหายอย่างรุนแรง นี่เป็นการให้เหตุผลที่ผิด เพราะหากจีนทำเช่นนั้น จีนก็จะได้รับความเสียหายอย่างมากเช่นเดียวกัน ประเด็นสำคัญทีเดียวก็คืออำนาจเดียวกันกับที่ทำให้ระบบพาณิชย์นิยมของจีนเป็นภัย นั้นก็ยังทำให้จีนปราศจากหรือมีแรงทดทางการเงินน้อยมากย้ำอีกครั้ง ขณะนี้โลกก็จมอยู่ใต้เงินถูกๆอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าจีนจะทุ่มขายเงินดอลลาร์ออกมาล่ะก็ มันก็ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกปรับสูงขึ้นได้ วิธีแบบนั้นจะยิ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับค่าเงินอื่น — แต่นั่นอาจจะเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องแย่หรอกครับ สำหรับความสามารถในการแข่งขัน และการจ้างงานของสหรัฐ ดังนั้นถ้าจีนทุ่มขายดอลลาร์ เราต้องรีบส่งการ์ดขอบคุณไปให้พวกเขาเลยเชียวล่ะเหตุผลประการที่สอง มีคนอ้างกันว่ามาตรการกีดกันการค้านั้นเป็นสิ่งเลวร้าย ภายใต้ทุกสถานการณ์ ถ้าคุณเชื่อแบบนั้น ผมสงสัยว่าคุณกำลังเรียนเศรษฐศาสตร์ 101 จากอาจารย์ผิดคนแล้วกระมัง — เพราะเมื่ออัตราการว่างงานสูง แล้วรัฐบาลไม่สามารถทำให้เกิดการจ้างงานเต็มอัตราได้เมื่อใด เมื่อนั้นกฎเกณฑ์ปกติก็ใช้ไม่ได้หรอกครับขอผมอ้างคำพูดจากหนังสือคลาสสิคของ พอล แซมมวลสัน ผู้เพิ่งจากไป และเป็นผู้สร้างเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ไม่มากก็น้อย เสียหน่อยเถอะ “ถ้ามีภาวะการจ้างงานน้อย ไม่ใช่การจ้างงานเต็ม … ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นของพวกนักพาณิชย์นิยมทั้งหลาย” — นั่นคือ ประเทศที่อุดหนุนการส่งออกอย่างได้ผลแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการขโมยตำแหน่งงานจากประเทศอื่น — “กลับกลายเป็นเรื่องถูกต้องขึ้นมา” แซมมวลสันยังไปถกเถียงกับการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ผิดแปลกไปนานๆ ว่ากลับเป็นตัวสร้าง “ปัญหาต่อพวกนับถือลัทธิการค้าเสรีอย่างแท้จริง” คำตอบที่ดีที่สุดต่อปัญหานี้คือการเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรากลับไปยังสิ่งที่มันควรเป็น แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่จีนปฏิเสธไม่ให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเรื่องของเรื่องก็คือแนวทางพาณิชย์นิยมของจีนกำลังสร้างปัญหามากขึ้นทุกที และเหยื่อของพาณิชย์นิยมก็เสียหายน้อยเหลือเกินจากการตอบโต้ทางการค้า ดังนั้นผมจึงอยากเตือนให้รัฐบาลจีนทบทวนท่าทีหัวแข็งของตนเองลงบ้าง หาไม่แล้วการกีดกันทางการค้าอย่างอ่อนที่จีนกำลังโวยวายอยู่นั้น จะเริ่มทำให้เกิดอะไรที่ใหญ่โตกว่ามาก
แปลจาก – Chinese New Year โดย Paul Krugman
เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้น โปรดอ่าน : Leader : วาระใหม่เอเชีย