GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ท่ามกลางสายฝน กับคนทำนา

มาเพราะอยากรู้แล้วไปลองทำที่บ้านต้วเอง

กลุ่มข้าวสะอาดจังหวัดพิจิตร

วันนี้(22 พ.ค. 49) ยกทีมงานมากันครบเพื่อร่วมถ่ายทอดความรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำนาข้าวของกลุ่ม คุณบำรุง  พูลคล้าย ต.หนองปล้อง  อ.วังทรายพูน ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มข้าวสะอาด ครั้งนี้จึงเป็นการช่วยเหลือกันข้ามเครือข่ายอีกครั้ง ระหว่าง เครือข่ายเชิงประเด็นคือ กลุ่มข้าวสะอาด กับกลุ่มเครือข่ายอำเภอวังทรายพูน  แม้วันนี้ฝนจะตกลงมาอย่างต่อเนื่องไม่ลืมหูลืมตา แต่ผู้เข้าร่วมก็มากันครบ ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ท้อถอยที่อยากเรียนรู้ร่วมกัน เริ่มต้น คุณผดุง เป็นตัวชูโรงอีกตามเคย ในการพูดคุยเรื่องแนวคิดการทำนาปลอดสารพิษ เล่าให้ฟังถึงความสำเร็จที่ผ่านๆมา ผลที่เกิดขึ้นจริง ผลัดเปลี่ยนการพูดคุยอย่างมีสีสัน กระเซ้าเย้าแหย่กัน ตามประสาคนคุ้นเคยกัน   อย่าง คุณจรัล คุณชานนท์ คุณบำรงุ และลุงบุญสืบ ปราชญ์ชาวบ้านอาวุโส หนึ่งเดียวที่เข้าร่วมด้วย ซึ่งกระบวนการประชุมได้ดำเนินการไปตามขั้นตอน ดังนี้
            เวลา 10.00 น. บุญสืบ กลิ่นชาติ เปิดการประชุม และได้กล่าวถึงการทำนาของเกษตรกร และสถานการณ์ในปัจจุบันว่า "...เราควรจะทำการปรับปรุงแก้ไข และทำการปรับปรุงบำรุงพันธุ์ข้าว และปัญหาของเราส่วนใหญ่เป็นเรื่องการตลาด ..."
            จากนั้นคุณผดุง เครือบุษผา แกนนำบริหารกลุ่มข้าว ได้กล่าวในที่ประชุมต่อว่า "...เมล็ดพันธุ์ข้าว และการคัดพันธุ์ ผสมข้ามสายพันธุ์แต่ละชนิด โดยเฉพาะข้าวพันธุ์พื้นเมือง อีกปัญหาที่ชาวนาพบคือ เรื่องกิโล ที่ต้องเสียเปรียบพ่อค้า  การทำนาที่ดีจะต้องไม่เผาฟางซึ่งทำให้หน้าดินดีขึ้น  ในส่วนของแมลงรบกวน ควรจัดการด้วยสารหมักสมุนไพร ฮอร์โมน แทนสารเคมี และทำใช้เองด้วย เกษตรกรควรปรับปรุงการทำนาแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก ตามแนวในหลวง..." 
            คุณกัลยาภรณ์ สมประสงค์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มเกษตรปลอดสาร ต.หนองปล้อง ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดการทำนาว่า "...ตนเองได้ทำนาใช้สารเคมีตลอด ตามพ่อค้าแนะนำอะไรก็ทำตาม ทำนา 200 ไร่ ข้าวพันธุ์ กข. (นาปี) ในแต่ละคราวใช้ปุ๋ย 200 ลูก ใช้สารเคมี 7 ขวดๆละ 1,000 บาท แต่หลังจากที่ได้พบกับ อ.จำรัส มาเนียม เข้ามาสอนแนวทางเกษตรชีวภาพ จึงค่อยๆปรับมาทำแบบผสมผสาน ใช้ชีวภาพนำ เคมีตาม หลักๆแล้วก็จะใช้ฮอร์โมนไข่ ใช้ได้ผลมาก ลดต้นทุนได้ จากการจดบันทึกรายรับ รายจ่าย ผลที่ทำอย่างนี้ทำให้รู้ชีวิตวงจรของข้าว ว่าเค้าต้องการสิ่งไหน ช่วงโต ออกรวง ออกใบ ปุ๋ย ยา ใช้อะไรเหมาะสม  ทำมาเรื่อยๆจนตอนนี้แฟนยอมรับได้แล้ว บอกให้ทำชีวภาพใช้เองก็ต้องทำเพราะเราเป็นแม่บ้าน..."
            ลุงกระจ่าง วันภูสิทธิ์  เล่าว่า "...ทำผักสวนครัว ปลูกถั่ว ข้าวโพดอ่อน45 วันก็ขายได้แล้ว ทุกวันนี้ใช้ปุ๋ย ยา ชีวภาพที่หมักไว้ เช่น หอย ฮอร์โมนไข่ไก่ 5 วันฉีดครั้งหนึ่ง  รายได้ที่ขายผักราวๆวันละประมาณ 400 บาทได้ความรู้มาจาก อ.จำรัส ตั้งแต่ปี 2546  ปัญหาที่ผ่านๆมา ส่วนใหญ่มักเจอปัญหา ความร้อนสูง ช่วงเดือน 5  ทำให้ผักเป็นโรค ไม่โต แก้ไขปัญหาด้วยการทดลองใช้ฮอร์โมนไปเรื่อยๆ อันไหนไม่ดีก็ปรับใช้หาวิธีใหม่ๆ..."
            คุณจรัล ติ้งฉิ่น เล่าชีวิตตัวเองให้กลุ่มสมาชิกฟังก่อนที่จะมาถึงทุกวันนี้ ว่า "...แม่บ้านช่วงแรกก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะทำแบบชีวภาพมันเสื่ยง กลัวไม่ได้อย่างที่ทำเคมี แต่เมื่อทำแล้วจดบัญชีรายรับรายจ่าย มาหักลบดูผลที่ได้คือเหลือมากกว่าแบบเคมี ทำมาเรื่อยๆจนตอนนี้ยอมรับแล้ว  ในส่วนเทคนิคการผสมพันธุ์ข้าวข้ามสายพันธุ์ หลังจากเรียนรู้กับ อ.เดชา ศิริภัทร ที่สุพรรณบุรี ทำให้รู้วิธีการคือ เราต้องเพราะข้าวในกระถางพร้อมกันระหว่างพันธุ์ข้าว พอข้าวออกรวงพร้อมกันจะมีเวลาตาก ออกเกสร คือ ข้าวเปลือกจะมีสองกลีบในช่วงสลัดเกสร ประมาณ 2-3 โมงเช้า ให้เราคีบตัวผู้มาสลัดใส่เกสรตัวเมีย ต้องใช้เทคนิคเล็งผ่านแสงแดด พอเสร็จแล้วให้นำถุงพลาสติกมาครอบไว้ ป้องกันน้ำและเกสรอื่นๆ มาผสมด้วย     ส่วนเรื่องน้ำส้มควันไม้ ตอนนี้ได้ทำเตาใช้เองแล้ว น้ำส้มควันไม้ใช้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น ป้องกันแมลง เชื้อรา ในนาข้าว ผักได้  สามารถนำมาผสมอาบ ลดปัญหาผดผื่นคัน สิว ฝ้า ก็หาย  หรือผสมให้หมาอาบ ขนจะเงา หมัด เห็บหาย  เทราดให้ห้องน้ำขจัดกลิ่นเหม็นก็ได้..."
            ลุงสมบูรณ์ โพธิ์กล่ำ  เล่าว่า "...ทำไร่นาสวนผสม พื้นที่ 10 ไร่ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ช่วง 2 ปีแรกใช้สารเคมี หลังจากได้เรียนรู้จากวิทยุ และมี อ.จำรัส ทำให้รู้เรื่อง ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง จากนั้นก็ไม่ใช้สารเคมีเลย เป็นเวลา 8 ปีแล้ว ช่วงนี้กำลังทำข้าวขาวอากาศ ได้ 70 ถัง ไม่เคยใส่ปุ๋ย ยา เลย เพราะไม่มีแมลงรบกวน ตอนนี้รายได้ที่สวนก็ตกอยู่ราวประมาณ 400-500 บาท..."
            ชำนาญ ตะฉิน  เล่าว่า "...เห็นพ่อแม่ทำนามาตลอด ทำแล้วก็ไม่เหลือซักที หลังจากหันมาทำชีวภาพผสมกับยูเรีย ได้ผลผลิตต่ำกว่าเดิม แต่ก็เหลือมากกว่า มีโอกาสเข้ากลุ่มได้เพราะคุณบำรุง พูลคล้าย ชวนมาร่วมด้วย มีความรู้สึกชื่นชอบด้วย เพราะเห็นคนฉีดเคมีแล้ว ได้เงินมาเยอะก็จริง แต่เดี๋ยวก็ตายไม่ได้ใช้เงินที่หามาได้ตั้งมากมาย..."
            เจน สุริยะ  มาจาก หมู่ 2 ต.คลองคูณ อ.ตะพานหิน เล่าให้ฟังประสบการณ์จัดตั้งกลุ่ม "...ในพื้นที่ตำบลคลองคูณทำนาปรัง 2 ปี 7 ครั้ง ทำนาตลอดไม่ได้หยุดเลย ช่วงไปแนะนำแรกๆ ไปพูดเรื่องไม่เผาฟาง ไม่ได้เลย เค้าไม่ฟัง ไม่เข้าหู ตนเองก็เหมือนกันไม่ค่อยเชื่อฟัง หลังจากหันมาทำชีวภาพก็เกิดปัญหาหาวัตถุดิบไม่ได้อย่างขี้วัว ขี้ควาย จะใช้แต่ละครั้งก็ต้องหาให้ได้ตั้ง 5 ตัน เลยเห็นว่าฟางในนาข้าวเป็นเชื้อปุ๋ยอย่างดี จึงลองทำด้วยการฉีดจุลินทรีย์เพื่อย่อยฟาง หลังจากที่เก็บเกี่ยวใหม่ๆ  ทำแล้วก็ได้ผลดี หลังออกมาศึกษาเรียนรู้ข้างนอกบ่อยๆ ก็เกิดปัญหาครอบครัวบ้าง เพราะทำนาในที่ของแม่ยาย (เกรงใจ) ทำให้ออกไปเรียนรู้ได้ยาก  สำหรับการรวมกลุ่มในพื้นที่ได้ เพราะได้ชักชวน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. ธกส. มาช่วยกัน ปัจจุบันจึงเกิด โรงเรียน สอนการทำปุ๋ย ทำยาสมุนไพรชีวภาพ  มีการทำแปลงสาธิตที่ใช้อินทรีย์ล้วนๆ จดบันทึกรายรับ รายจ่ายให้เห็นผลการลดต้นทุน นอกจากนี้แล้วยังมีการรักษาประเพณีวัฒนธรรม อย่างช่วง ข้าวตั้งท้องก็ทำขวัญข้าว ช่วงเกี่ยวก็ใช้มือ มีกลองยาว รำกันอย่างสนุกสนาน  การมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันอย่างนี้ทำให้ได้ความรู้เทคนิคใหม่ๆ นำกลับไปใช้ในพื้นที่ของตัวเอง  หลังจากจัดตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2548 ตอนนี้มีสมาชิกประมาณ 40 คน มีโรงปุ๋ยอัดเม็ด ใช้งบประมาณแสนกว่าบาทของผู้ว่าฯ ร่วมกับ ธกส. จุดเด่นของการรวมกลุ่ม คือจะต้องดึงผู้นำชุมชน อย่างผู้ใหญ่บ้านมาร่วมให้ได้งานจะได้เคลื่อนไปได้ไว..."
            ลุงบุญสืบ กลิ่นชาติ ได้เล่าถึง โรงสีว่า "ปกติมีการโกงหลายรูปแบบ ถ้าเรารวมกลุ่มกันได้ ก็จะแก้ปัญหานี้ได้ แนวโน้มข้าวขาวอากาศไม่มีปัญหา แต่ข้าวหอมมะลิอาจจะมี  ข้าวดีไม่ดีตอนนี้ขึ้นอยู่กับโรงสี เราผลิตได้ดีแค่ไหนเค้าก็เอาไปปนกันหมด เคมีไม่เคมี ก็ไม่มีผลอะไร เค้าไม่ได้สนใจ  ถ้าเราทำข้าวปลอดสารตอนแรกต้องทนหน่อย เพราะอย่างน้อยเราก็ลดต้นทุนได้ ไม่เสี่ยง..."
            ครูจำรัส มาเนียม บอกว่า "...ถ้าจะทำข้าวให้ได้ดีจะต้องมี ดินดี น้ำดี แสงแดดดี ปุ๋ยยาดี แล้วทำจะต้องใช้สติ ใช้ปัญญา รู้ที่ทำอยู่ อย่างจุลินทรีย์ต้องรู้ว่ามันมีประโยชน์อะไรบ้างไม่ใช่อยากใส่อะไรเท่าไรก็ได้ มันเปลืองเปล่าๆ จุลินทรีย์นั้นช่วยกินซากพืชซากสัตว์แล้วขี้ออกมาให้พืช ข้าว ได้กินต่อ อามูเร่เราทำเองก็ได้ ไม่ต้องไปซื้อที่แพงๆ 800-900 บาท มันไม่โก้หรอก เสียตังก์เปล่าๆ ทำใช้เองเงินที่เหลือเอาไปให้ลูกๆซื้อหนังสือ ซื้อขนมกินดีกว่า..."

            หลังจากนั้นครูจำรัส และทีมงานเกษตรย้อนยุควังทรายพูน ได้สาธิตการทำ สูตรฮอร์โมนซุปเปอร์ เป็นตัวอย่างไว้ใช้ในนาข้าว ให้กับผู้เข้าร่วมทดลองใช้  เป็นการสิ้นสุดกระบวนการในวันนี้ ในเวลา 16.00 น. 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 30395
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)