เราพูดกันมานาน ๒๐ – ๓๐ ปี ว่ากระบวนการหรือระบบสร้างผู้บริหารในมหาวิทยาลัยยังไม่ดี ไม่เป็นระบบ ทำให้ขาดแคลนผู้บริหารที่ดีและมีความสามารถ ทั้งๆ ที่ในมหาวิทยาลัยมีคนเก่ง คนมีความสามารถมากมาย
สคช. (สถาบันคลังสมองของชาติ) กำลังอยู่ระหว่างจัดตั้งสถาบันส่งเสริมธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริม good governance และ good management ในมหาวิทยาลัย
ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร สคช. เมื่อวันที่ ๒ ต.ค. ๕๒ จึงมีการพูดกันเรื่อง หลักสูตรการบริหารและการเมืองในมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจเรียกว่าหลักสูตร University Leadership, Governance and Management โดยมีเป้าหมายสอนวิชาการเมืองในมหาวิทยาลัยให้แก่นักวิชาการชั้นยอด คือสมาชิกของมหาวิทยาลัยที่มีแววเป็นผู้นำทางวิชาการจะต้องได้เข้าหลักสูตรนี้ ตั้งแต่อายุน้อยๆ เช่น ๓๐ ปี เพื่อให้เข้าใจว่า วิธีการที่จะทำให้บรรลุความฝัน ในการสร้างสรรค์สังคมวิชาการ ผลงานวิชาการ ที่ตนใฝ่ฝัน มีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง และเมื่อตนเติบโตขึ้น จะต้องค่อยๆ เข้าไปมีส่วนรับผิดชอบภาพใหญ่อย่างไร
เป้าหมายในจินตนาการของผม คือมีคนสำหรับทำหน้าที่ผู้บริหารได้หลายคนในหน้าที่หนึ่งๆ และหาทีมงานบริหารได้ง่าย และคนที่เก่ง มีความสามารถและความดีจริงๆ เมื่ออายุได้สัก ๔๐ – ๔๕ ก็ถือว่ามีวุฒิภาวะเต็มที่ และได้รับการยอมรับเต็มที่ ที่จะทำหน้าที่ผู้นำของสถาบันในระดับต่างๆ
ผมเข้าใจว่า หลักสูตรผู้บริหารในระดับต่างๆ ยังไม่ได้มีเป้าหมายดังในย่อหน้าบน ยังเน้นเทคนิคด้านการจัดการเป็นหลัก ไม่ใช่เน้นความเข้าใจ politics of power ในมหาวิทยาลัย ที่เน้น white politics (การเมืองมนตร์ขาว) ไม่ใช่การเมืองมนตร์ดำ (dark politics)
เราต้องการการวางรากฐานการเมืองมนตร์ขาว ทำความเข้าใจ politics of power เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าของสถาบันอุดมศึกษา ที่เน้นยกย่องคนดีมีความสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำ เน้นที่ความสามารถในการทำคุณประโยชน์แก่สถาบันและบ้านเมือง ไม่ใช่เลือกตามความชอบหรือโอกาสเอื้อประโยชน์ส่วนบุคคล
เป็นที่รู้กัน ว่าในมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย ที่ยังเล่นการเมืองมนตร์ดำกันอยู่ เราจะต้องสร้างระบบ วางรากฐานเพื่อสร้างระบบการเมืองมนตร์ขาวขึ้นในระบบอุดมศึกษาให้จงได้ นี่คือจินตนาการใหญ่อย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องช่วยกันผลักดัน
วิจารณ์ พานิช
๒ ต.ค. ๔๒
...สาธุ...มนตร์ขาว..อุดมศึกษา...กับจินตนาการใหญ่...จินตนาการที่ต้องผลักดัน..ไม่ให้เป็นแต่จินตนาการเท่านั้น
อาจารย์ครับ อาจารย์ทราบไหมครับว่า หนึ่งในมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยนั้น ขณะนี้กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างหนัก ทั้งที่เคยทะยานไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น
ที่ถดถอยก็เพราะ ผู้บริหารระดับสูงสุดที่กำลังร่ายมนตร์ดำ (super dark politics) ปกคลุมไปทั่วมหาวิทยาลัยแห่งนั้น ท่านเองเป็นผู้ประกาศก่อนขึ้นรับตำแหน่งว่า "เหตุผลที่ทำให้ผมกลับมาอีกครั้งคือ จะมาขจัดเวทย์มนต์ เพราะได้ข่าวว่าเวทย์มนต์ที่นี่เยอะ ผมบังเอิญมีกุมารทอง เหมือนขุนแผน!! กุมารทองมากระซิบบอกว่าที่นี่มีเวทย์มนต์เยอะ ต้องมาขจัดเวทย์มนต์ คลายมนต์ดำออก...."
การที่ผู้บริหารมีประสบการณ์สูง เปี่ยมไปด้วยวัยวุฒิ และคุณวุฒิ ไม่ได้ช่วยประกันได้เลยว่า จะทำให้มหาวิทยาลัยเจริญก้าวหน้าได้ต่อไปอย่างยั่งยืน แม้กระทั่งจากฐานที่มั่นคงที่ร่วมกันสร้างมาแต่เดิมด้วยความยากลำบาก
จึงอยากเรียนให้อาจารย์ได้รับทราบและเป็นข้อพิจารณาไว้อีกประการหนึ่งครับว่า วัยวุฒิ และคุณวุฒิ บางครั้งกลับเป็นปัจจัยลบที่ทำให้คนดี คนเก่ง เปลี่ยนไป กลายเป็นคนมีทิฎฐิแรงกล้ามากขึ้น ไม่ยอมรับฟังความเห็นผู้ที่ไม่ใช่คนสนิท และเชื่อคนสนิท (กุมารทอง)ง่าย และที่ร้ายที่สุด คือ ท่านเหล่านั้น กำลังฟูมฟักผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เป็นนักการเมืองมนตร์ดำ ที่เข้าใจดีว่าการจะได้อำนาจเพื่อเป็นผู้ปกครองมหาวิทยาลัยต่อไปได้นั้นจะต้องทำตัวเป็นกุมารทองที่ดี ให้ท่านเชื่อสนิทใจ
เช่นนี้แล้ว อาจารย์จะมีวิธีสร้างระบบ วางรากฐานเพื่อระบบการเมืองมนตร์ขาวในระบบอุดมศึกษาอย่างไร กระผมจินตนาการไม่ออกเลยครับ
เรียนอ.หมอวิจารณ์ที่เคารพรัก สิ่งที่กล่าวมาเรื่องมนต์ขาวมนต์ดำ ดูแล้วคล้ายๆเป็นตัวเหตุ แต่ถ้าเราไล่วิเคราะห์ดูให้ดี ตรงไปตรงมา ผมว่ามันเป็นตัวผลนะครับ ไม่ใช่ตัวเหตุ ตรงนี้ถ้าจับประเด็นผิดหรือจะกล่าวอีกทางหนึ่งว่า"ถ้าไม่สามารถกำหนดรู้ตัวปัญหาได้อย่างถูกต้อง" ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาก็ไม่เกิดผล (ดังที่อาจารย์กล่าวยืนยันเองในย่อหน้าแรก) ทั้งนี้สิ่งที่เรียกกล่าวว่ามนต์ต่างๆ จริงๆแล้วเป็นการกระทำของบุคคลที่(เป็นผล)มาจาก(เหตุ)นั่นคือความอยากหรือความต้องการ นั่นคือความอยากเป็นเหตุ แล้วเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลเป็นการกระทำ(มนต์ดำขาว) ความอยากที่เกิดลึกในระดับจิตใจนี้จะถูกกำกับด้วย"เจตนา" ซึ่งการทำความเข้าใจกับตัว "ความอยาก" ซึ่งฟังดูเหมือนเรื่องกล้วยๆนี้ให้ถูกต้องเป็นเบื้องต้นเท่านั้น เราจึงจะเริ่มเดินถูกทาง และวิธีลัดของการเรียนรู้ในเบื้องต้นเรื่อง "ความอยาก"นี้ได้มีอยู่ในblogของอาจารย์ที่ http://gotoknow.org/blog/council/301763 ซึ่งเป็นธรรมกถาเรื่อง "ปรัชญาการอุดมศึกษาไทย" ของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ผมขอยกตัดตอนมาสั้นๆเป็นตัวอย่างดังนี้ "ถ้ามนุษย์มีความต้องการแบบเดียว ต้องการเสพ ต้องการบริโภค ต้องการได้ ต้องการเอาก็ต้องให้เป็นอย่างนั้น สนองความต้องการอย่างนั้นแล้วก็มีความสุข ถ้าไม่ได้สนองความต้องการก็เป็นความทุกข์ แต่ถ้าเราพัฒนาความต้องการของมนุษย์ขึ้นมาให้ถูกทางเขาก็จะมีความสุขในนิมิใหม่ อันนี้เป็นหลักธรรมดาเลยที่มี มนุษย์ แต่บางทีเพราะต้องการพัฒนา แม้แต่การศึกษาที่พูดได้ว่าผิดคือ ไปเน้นเรื่องสนองความต้องการที่ผิดด้านเดียวก็เลยกลบบังความต้องการที่ดีงามที่พระบอกไว้ว่าความต้องการของมนุษย์มี 2 ด้าน คือ ความต้องการที่เป็นอกุศล ที่ไม่ดีกับความต้องการที่เป็นกุศล คือ เราอยากได้อะไรมาเพื่อเสพบริโภคนี้ก็ด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็คือความต้องการให้มันดี และมีความต้องการทำให้มันดีอันนี้เราจะเติมก็ได้คือ ให้มันดีของมันคือความต้องการทำให้มันดีของมัน ทำอย่างไร" ถ้าได้อ่านทั้งหมดอย่างตั้งใจ จะพบว่าท่านได้ชี้ทางเดินที่ถูกต้องถ้าจะแก้ปัญหากันจริงๆ / เคารพและนับถือ ดำรง