งดเรื่องนครกายตอนสามไว้ก่อนขอรายการพิเศษขั้นไว้  พอดีตอนเช้าอ่านบันทึกของพี่ท่านหนึ่ง(ทราบว่าเป็นหมอ)เรื่องไปทำบุญวันออกพรรษา  ธรรมฐิตเลยนำมาเขียนต่อยอดประดับความรู้  ตามกำลังสติปัญญาที่มีอยู่น้อยนิด
 
วันนี้เป็นวัน ...วันออกพรรษา.. หรืออีกชื่อเรียกว่า ..วันมหาปวารณา.. เพราะเป็นวันที่พระที่อยู่จำพรรษาในที่นั้นๆต้องกล่าวปวารณาต่อกัน เป็นสังฆกรรม(กิจที่สงฆ์พึงทำ)อย่างหนึ่งที่ทำเฉพาะในวันสุดท้ายแห่งการจำพรรษา

ปวารณา นั้นแปลว่า ยอมให้ขอ เช่น โยมพูดออกปากไว้กับพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไว้ว่า ยินดีจัดหาปัจจัยสี่ไปถวายให้  ถ้าหากพระท่านขอมา(หากไม่ใช่ญาติไม่ใช่คนที่ปวารณาไว้  พระจะออกปากขอไม่ได้) เป็นต้น
อีกอย่างแปลว่า ยอมตนเพื่อให้ว่ากล่าวตักเตือน นี้คือที่มาของวันมหาปวารณาออกพรรษา ในวันนี้พระภิกษุทั้งหลายรวมกันที่อุโบสถแล้วเปิดโอกาสต่อกันและกันให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ โดยกล่าวเป็นภาษาพระซึ่งแปลเป็นภาษาที่เราเข้าใจว่า ..ข้าพเจ้าขอปวารณากะสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ตาม ด้วยได้ยินก็ตาม ด้วยน่าระแวงสงสัยก็ตาม ขอท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงว่ากล่าวกะข้าพเจ้า ด้วยอาศัยความหวังดีเอ็นดู เมื่อข้าพเจ้ามองเห็น จักแก้ไข กล่าวอย่างนี้สามครั้ง....


พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า การว่ากล่าวตักเตือนกันนั้นสำคัญที่ช่วยให้บุคคลมีการพัฒนาตนเองให้เข้าถึงธรรมได้อย่างดีเยี่ยม ในสมัยพุทธกาลมีบุคคลจำนวนไม่น้อยบรรลุธรรมได้ก็เพราะได้รับฟังคำว่ากล่าวตักเตือน จึงเปรียบเสมือนมีคนมาคอยชี้ขุมทรัพย์ให้เรา

และเพื่อตอกย้ำเตือนให้บุคคลเห็นคุณค่าของคำว่ากล่าวตักเตือน โดยไม่เพียงเปิดใจยอมรับคำตักเตือนเท่านั้น หากยังเชิญชวนให้คนอื่นแนะนำว่ากล่าวได้ด้วย
แต่พิธีนี้ไม่ควรมีไว้แต่พระสงฆ์เท่านั้น

สำหรับญาติโยมแล้วโดยส่วนมากไม่รู้เลย(ถ้าพูดผิดก็ขอพระอภัยมณีสุดสาครม้านิลมังกรละกัน)ว่ามีวันสำหรับการเปิดใจแบบนี้อยู่ด้วยในพุทธศาสนา เพื่อจะพัฒนาตนให้เจริญได้อย่างงดงาม
พิธีดังกล่าวนี้แฝงด้วยธรรมข้อหนึ่งสำหรับการมีชีวิตที่ดีงาม เรียกว่า ..โสวจัสสตา... คือความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย พร้อมรับฟังคำชี้แนะว่ากล่าว ซึ่งก็เป็นข้องหนึ่งในมงคลสามสิปแปดประการ  โดยมากเราไม่ชอบให้ใครมากล่าวเตือนสาเหตุหลักคือ..เจ้าตัวอัตตา..ไงละว่าไหม   ตัวกูของกู(ขอโทษขอรับถ้าไม่สุภาพ)ที่เรากอดไว้นั้นมันต้องการเอาอกเอาใจ คำเยินยอที่มันชอบโดยไม่สนว่าถูกต้องหรือไม่  ขอให้ถูกใจ..ตัวกู..ก็พอ และคำแนะนำว่ากล่าวตักเตือนนั้นเป็นของแสลงสำหรับมันหากใครนำมาให้ละก็จะต้องไปหาหมอแทบไม่ทัน  หากเราทรมาน...เจ้าตัวกู..เสียบ้าง มันจะไม่พยศมากไป เพราะมิฉะนั้นมันจะบังคับให้เราตามมันอยู่ร่ำไป
 
คนที่รู้เท่าทันพึงตระหนักรู้ว่า คำว่ากล่าวตักเตือนหรือคำวิจารณ์นั้นๆจะช่วยทรมาน..เจ้าตัวกู..ของกู..ให้หายพยศอ่อนกำลังได้ดีนักแล แล้วทำให้ปัญญาพัฒนาได้อย่างดีเยี่ยม ถึงจะเอื้อนเอ่ยจากคนที่ไม่หวังดีก็ตามแต่
จุดอ่อนหรือข้อเสียในงานของเรา บางครั้งแม้แต่คนที่ใกล้ชิดก็มองไม่เห็น หรือเห็นแต่ไม่กล้าพูด แต่ทว่าคนที่ไม่หวังดีเท่านั้นที่จะกล้าพูด บางครั้งเขาอาจแต่งเติมใส่สีสันให้มันเลวร้ายเกินจริงอย่างทนรับไม่ได้ หากเพียงว่าถ้าเรารู้จักมองแยกแยะความจริงออกจากความเท็จหรือความเข้าใจผิด เรียนรู้บางมุมมองของตนเองที่อาจมองไม่เห็นมาก่อน รู้แล้วนำกลับมาปรับ-ปรุง-เปลี่ยน-แปรงแก้-ไข  พัฒนาตน เท่านี้สิ่งดีก็จะเกิดขึ้น

และโดยที่สุดเราจะเห็นความจริงว่า นินทากับสรรเสริญเป็นของคู่กันของโลก เรามักอิ่มเอมจนหลงตัวเมื่อได้ยินคำชม แต่ทว่าคำต่อว่านินทานี้แหละจะช่วยเหนี่ยวเรากลับมาสู่ความจริงอีกครั้ง และรู้ใส่ใจไว้ว่าเป็นธรรมดาของโลก มีได้ก็มีเสีย จึงควรดำรงตั้งมั่นในความไม่ประมาทและเตรียมตัวและใจไว้เนืองนิตย์ ถ้าไม่อยากทุกข์เพราะคำตำหนิ ก็อย่าไปดีใจเวลาได้รับคำสรรเสริญให้มากนัก

ดังนั้นพิธีปวารณาในวันสุดท้ายของการจำพรรษา ดังกล่าวไม่ควรเป็นเรื่องของพระสงฆ์เท่านั้น แม้คฤหัสถ์ก็ควรกระทำต่อกันเป็นประจำ อย่าให้เป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ในรั้ววัดอย่างเดียวเท่านั้น  พอถึงวันเช่นนี้ก็ไปทำบุญตักบาตรโดยไม่เคยใส่ใจว่าทำไมจึงมีวันนี้ขึ้นและในแก่นสาระที่แท้จริงของพิธีคืออะไรสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้หรือไม่ ควรผนวกให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและชุมชนแต่ละสังคมให้จงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่การนำเสนอของผู้ที่ได้ชื่อว่า..สมณะ..ในที่นั้นๆว่าสามารถสื่อให้วันออกพรรษาหรือวันมหาปวารณานี้เป็นไปในทิศทางใดได้มากน้อยเท่านั้นเพียงใด  เข้าวัดอย่าติดเพียงแค่พิธีการต่างๆหาสาระสำคัญที่แท้จริงของประเพณีนั้นๆให้จงได้ละ
แล้วท่านละได้อะไรที่เป็นสาระในวันมหาปวารณาออกพรรษานี้บ้างหรือยัง

ธรรมะสวัสดีขอรับ..