เราบวชนาน ถ้าเราไม่เข้าใจ กิเลสมันก็ยิ่งตัวใหญ่ ยิ่งมีทิฏฐิ ยิ่งมีมานะ ยิ่งถือตัว ถือตน...
บวชนาน อวดพรรษาและ บวชใหม่ก็อวดบริขารกัน อย่างนั้น
อันนี้ให้เราเข้าใจความหมาย ความเป็นพระนั้นมันอยู่ที่จิตที่ใจ อยู่ที่เราละตัวละตน ละทิฏฐิ ละมานะ เราอย่าให้อุปทานมันมาซ้อนอุปทาน...
บางทีก็ไม่ได้พิจารณาตัวเอง
ก็ตัวเองได้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัตร์ ได้ปลงผม ได้ถือเพศบรรพชิต ก็มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นพระ อันนี้คือความยึด ความถือ...
แต่ที่แท้จริงแล้ว ความเป็นพระมันยังไม่มี อันนี้เป็นเพียง “สมมติสงฆ์”
อันนี้เราต้องเข้าใจ เรารักษาศีลก็ดี เราทำข้อวัตรปฏิบัติก็ดี ก็เพื่อละทิฏฐิมานะ ละตัวละตน ละความยึดความถือ
อย่าให้มันมาซ้อนในจิตในใจของเรา “อุปทาน...”
การที่ทำนั้นมันถูกต้องแล้ว แต่ว่ามันถูกต้องแต่เพียงภายนอก แต่เราต้องภาวนาเข้าหาภายใน...
ต้องพิจารณาต้องเองว่าเรานี้มีความยึดความถือขนาดไหน
เจอรูป เจอเสียง เจอเค้านิทา สรรเสริญนี่มีความพอใจไม่พอใจขนาดไหน...
ถ้ามันยังพอใจ ไม่พอใจอยู่ ก็แสดงว่าเรายังมี “สังโยชน์” อยู่ เรายังมี “อุปทาน” อยู่ ยังมีความยึด ความถือ ต้องพิจารณาตัวเอง มันติดตรงไหน มันพร่องตรงไหนต้อง “ภาวนา...”
ถ้าเราไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้เราก็ไม่รู้จักทางดำเนิน เราก็ไม่รู้จักทางไป “นิพพาน...”
เราจะไปพลาดโอกาสให้เวลามันผ่านไป ผ่านไปเฉย ๆ
เราอย่าไปสงบแบบที่ไม่ใช้สติ ใช้ปัญญา...
เรื่องปล่อย เรื่องวาง เค้าปล่อยวางที่จิตที่ใจ แต่ว่าระเบียบวินัยเราต้องรักษาให้ดี ยึดถือให้ดี
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ก็เพื่อที่จะละทิฏฐิมานะ ละตัวละตน
ผู้ที่ไม่มีจิตใจที่มีทิฏฐิมานะนั้น ย่อมไม่กลัวข้อวัตรปฏิบัติ ไม่กลัวในการรักษาศีล ไม่กลัวในการเจริญสมาธิภาวนา เพราะจิตใจของท่านมันว่าง จิตใจของท่านไม่มีทิฏฐิไม่มีมานะ
ถ้าเรากลัวข้อวัตรปฏิบัติ กลัวกิจวัตรต่าง ๆ แสดงว่าเราติดสุข ติดความขี้เกียจขี้คร้าน เรามีความยึดความถือในตัวในตน หรือว่าชอบเป็นอิสระของความมีกิเลสตัณหา
บางทีหลายพรรษาเข้ามันมีความเห็นแก่ตัว ชอบอิสระ ชอบอันนี้
คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว แน่แล้ว อยากจะทำอะไรตามใจ ตามอะไรอย่างนี้...
เพื่อที่จะให้มันตามความคิดความเห็นของตัวเอง อันนี้ก็ไม่ถูกไม่ต้อง
เราจะอยู่ที่ไหนก็ดี จะอยู่ในระเบียบในวินัยก็ดี เราถือว่าความเป็นอิสระก็อยู่ที่นั่น เพราะว่าเราหลุดพ้นจากความยึด ความถือ
ระเบียบวินัยนี่มัน สำหรับผู้ที่ยังฝึกยังหัดยังเป็นปุถุชน แต่ระยะยาวแล้วไม่มีปัญหาไม่มีความหมาย
ท่านจะตื่นแต่เช้าหรือจะทำอะไร อย่างนี้ท่านก็ไม่มีอุปสรรคไม่มีอะไร...
บางทีหลาย ๆ พรรษาแล้ว ก็อยากไปเป็นเอกเทศ อยากไปเด่น ไปดัง ไปอะไร มันเป็นอย่างนั้นก็มีนะ
อันนี้ก็ต้องรู้จัก ความเด่น ความดังไม่ใช่อย่างนั้น
ความเด่น ความดัง เค้าต้องเอาความเด่น ความดังของพระพุทธเจ้า ไม่มีทิฏฐิมานะ ไม่มีตัว ไม่มีตนอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะลาภสักการะ ไม่ใช่เพราะวัตถุความลุ่มหลงอะไรต่าง ๆ นี้เราต้องเข้าใจ
อยู่ที่ไหนก็ให้มันสงบอยู่ที่นั่นเยือกเย็นอยู่ที่นั่น...
บางทีอยู่หลายองค์หลายท่านมีพระเถระเยอะ บางทีเค้าก็มองเห็นว่าธรรมดา อย่างนี้ก็เป็น “โรคคนไม่ถามหา” อีกแล้ว อย่างนี้ไม่ได้ อันนี้แสดงว่าเราไม่มีนิพพานในจิตใจของเรา ไม่มีความสงบเย็นเย็นในจิตในใจของเรา ดิ้นรนอะไรอย่างนี้…
เราไปอยู่ที่ไหนก็ต้องให้ที่นั่นได้รับประโยชน์ ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อย่าไปติดสุข อย่าไปติดขี้เกียจขี้คร้าน เพราะอันนี้มันเป็น “นิวรณ์” เป็นความสุขทางเนื้อหนัง เท่านั้นเอง...
ช่างมันเรานี่ช่างมัน จะตายเมื่อไหร่ก็ช่างมัน จะผอมก็ช่างมัน จะอ้วนก็ช่างมัน เค้าจะนินทาก็ช่างมัน เค้าจะสรรเสริญก็ช่างมัน เพราะเราภาวนากับปฏิบัติเพื่อปล่อยเพื่อวาง ไม่ใช่เราเอาตัวเอาตนมากขึ้นอีก
จะได้ฉันก็ช่างไม่ได้ฉันก็ช่าง หรือเรามีหน้าที่ฉันก็ฉันไป อย่าไปลุ่มหลงในการกินการฉันอะไร
ภาวนาหาแต่การกิน การฉัน มันก็ไม่ได้...
ปรมัตถ์อยู่ที่ไหนน๊อ สมออยู่ที่ไหนน๊อ อะไรอยู่ที่น๊อ อย่าไปสนใจมัน หรืออาหารดี ๆ อยู่ที่ไหนนะ อย่าไปสนใจ
ปรมัตถ์ก็หมายถึง ถ่ายเทสุขภาพร่างกายของเสียออก
ความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม ในโลกธรรม ถ่ายเทความยึดมั่น ถือมั่น ความเห็นแก่ตัวออกจากจิตจากใจของเราอย่างนั้น
ให้อยู่ที่ไหนก็อยู่ ให้ไปที่ไหนก็ไปอย่างนั้น เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิมานะ เป็นเหมือน “ตุ๊กตา” อย่างนั้น
เพื่อฝึกจิตใจของเราให้มันเป็นคนมี “สมาธิ” มีความ “หนักแน่น” ไม่ใช่เป็นคน “วอกแวก...”
อยู่ที่ไหนก็ดิ้นรน ไม่เป็นสุข อย่างนั้น
เป็นคนไม่หนักแน่น เป็นคนที่ไม่มีปัญญาที่จะรู้จิต รู้ใจ รู้อารมณ์
เดี๋ยวผะว่อโน่นผะว่อนี่นะ เดี๋ยวทางเหนือมั่ง ทางใต้มั่ง...
เพราะเราเป็นพระจะไปที่ไหนมันก็พอได้ เพราะญาติโยมเค้าส่งเค้าอะไรอย่างนี้ก็ต้องรู้จักคิดเหมือนกัน
คิดว่ามีเหตุผลที่จะไปที่จะอยู่หรือเปล่า อย่างนี้เป็นต้น
ไปนี่มันเกิดประโยชน์หรือไม่เกิดประโยชน์ต่อตัวเองหรือต่อส่วนรวม
ไม่ใช่อยากจะเป็นเล่นไปเที่ยว ไปเปิดหูเปิดตาอะไรไม่ใช่อย่างนั้น
เป็นพระเป็นเณรเป็นอย่างนี้ไปเที่ยวได้อย่างไง...
มันก็อยากจะไปตามใจทุกคน ต้องรู้ต้องฝืน ต้องทน เพื่อให้สมาธิของเรามันแก่กล้า อินทรีย์แก่กล้า เพื่อที่จะได้บ่ม “อินทรีย์” ถ้าอย่างนั้นมีปัญหาต่อสังคม
ไปอยู่ที่ไหนก็อย่างนั่นแหละ บางทีก็ไปทะเลาะกับญาติกับโยม โยมทำอะไรไม่ถูกใจก็ทะเลาะกัน ทะเลาะกับเพื่อนกับฝูงกับพระกับเณร อย่างนี้...
เพราะว่าใจของเรามันไม่หนักแน่น
ค่านิยมต่าง ๆ ในทางสังคมหรือในหนังสือก็ดี ในสิ่งแวดล้อมก็ดีเราต้องรู้จักเหมือนกัน อย่าให้มันครอบงำเรา
บางทีเค้าก็ว่าอย่างโน้นดีเราก็ฟังดู ว่าอย่างนี้ดีเราก็ฟังดู ถ้ามันดับทุกข์ได้ หมดอุปทานมันก็ใช้ได้แล้ว…
ปฏิบัติบางทีมันก็ไม่เข้าใจมันก็ไม่เข้าจุดเข้าทางเหมือนกัน
ถ้าเราเข้าใจแล้วมันก็ปฏิบัติง่าย ๆ “รู้จิตรู้อารมณ์…”
เราบิณฑบาตแล้วเราก็รู้อยู่ เราคิดอะไร เรานึกอะไร เราก็จัดแจงความคิดนั้นให้เกิดสมาธิเกิดปัญญา เราทำอะไรอยู่ก็ “รู้” อยู่
พัฒนาตัวเองให้มันเกิดสมาธิให้เกิดปัญญา ก็ชื่อว่าเราได้ “พัฒนา” เรื่อย ๆ
เราจะไปก็รอก็แต่ ไปหลบอยู่เงียบ ๆ หรือไม่ได้เห็นหน้าใครอย่างนั้นมันก็ไม่ทันการณ์...
เพราะว่าการภาวนานี่มันต้องภาวนาอยู่ตลอด
ภายนอกมันเพียงแต่เป็นกิริยาเท่านั้นเอง เราอาจจะนอนอยู่ก็ได้ อาจจะเดินอยู่ก็ได้ อาจจะทำอะไรอยู่ก็ได้เพราะว่าใจของเรามันภาวนาอยู่ มัน “รู้จัก” อยู่...
คนไม่รู้จักความสงบมันก็ “วิ่ง” ไปเรื่อย วิ่งไปเท่าไหร่ก็ยิ่งง่อนแง่น คลอนแคลน
เดี๋ยวก็จะเอาอย่างโน้น เดี๋ยวก็เอาอย่างนี้
บางทีก็ เฮ้อ หรือความสงบมันไม่พอนั้นมั๊ง มันต้องไปหาความสงบ
เพราะว่าเราไม่ปฏิบัติตรงที่มันเจริญสติปัฏฐานทุกอาการกิริยา เราไม่ได้ปฏิบัติตัวนี้ เราปล่อยให้โอกาสมันพลาดไป
สมาธิมันก็ไม่เกิด ปัญญาก็ไม่เกิด การละความคิดความเห็น การละตัวตนก็ไม่มี มันมัว มันครึ้ม ครึ้มฝนจะตก..
ถ้าเราภาวนาอยู่ เราพิจารณาอยู่ มันก็ไปของมันเรื่อย ๆ
สมองเค้ามี สติปัญญาเค้าต้องเอามาใช้ เอามา “รู้” ตัวเอง
เอามาละ เอามาปล่อย เอามาวาง
เอามาสร้างเหตุ สร้างปัจจัยที่จะ “ละตัว ละตน...”
วัดวา ศาสนา ต้นไม้ภูเขานี้ มันไม่ใช่ตัวศาสนาหรอก มันเป็นเพียงที่อยู่อาศัยของเราเท่านั้นเอง
บางทีเราก็ไปเน้นที่อยู่อาศัย ไปเน้นอยู่อย่างนั้นแหละ
บางทีก็ไปเน้นกันทางวัตถุมากเกิน
แต่อันนี้เราก็ไม่ใช่ว่าปฏิเสธ แต่ต้องให้มันมีให้เป็น ต้องไม่ให้เห็นทุกข์หรือเป็นอุปสรรค หรือไม่ให้จิตใจมันลำบากเศร้าหมอง...
ถึงคราวมันจะมี ถึงคราวมันจะเป็นก็เป็นเองนั่นแหละ
บางทีก็ไปเน้นว่า เอ้อ ถ้าไม่มีกุฏิ ไม่มีศาลาไม่มีอันนี้จะปฏิบัติได้อย่างไร อันนี้มันค่อยเป็นค่อยไป ของมันตามธรรมชาติ
ที่ไหนมีพระอริยเจ้าอยู่มันก็ค่อยมีค่อยเป็น
ยกตัวอย่างครูบาอาจารย์ ท่านไม่ต้องการอะไรมันก็ไหลมาเทมา
คนอยากได้ อยากมี อยากเป็น เป็นเปรตทั้งวันทั้งคืนมันยิ่งไม่ค่อยได้
เราอย่าไปกลัว กลัวอย่างโน้นกลัวอย่างนี้ กลัวในการ “ทำความดี” การผ่านอุปสรรค การกลัวเป็นอาการของ “อสูรกาย” อะไรก็ “กลัว” ไปหมด...
ต้องทำไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องสนใจใคร มีปฏิปทาสม่ำเสมอ
ถ้าไม่สม่ำเสมอเดี๋ยวมันเหี่ยว ต้นไม้ไม่มีน้ำ ไม่มีแดด ไม่มีปุ๋ย
ถ้าเราใจดี ใจสบายแล้วธรรมะมันก็เกิด เพราะนิพพานมันเกิดในใจของเรา...
นี่มันพอครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันลำบาก
จะไปทางฝั่งโน้นก็ไม่ใช่ จะมาฝั่งนี้ก็ไม่ใช่ จิตใจต้องปล่อย ต้องวาง...
จะสร้างอะไร จะทำอะไรบางทีไปเป็นหนี้เป็นสิน อย่างนี้มันก็ไม่ดี ก็ไม่มีประวัติที่ไหนหรอก พระพุทธเจ้าไปสร้างวิหารอยู่ที่โน่นที่นี่ สร้างศาลาสร้างกุฏิอยู่ที่โน่นท ไม่มี
มีแต่ท่านเสด็จไปโน่นไปนี่ ก็มีคนเลื่อมใส ไม่มีที่อยู่ เค้าไม่ยอมขายคนที่ซื้อก็ยังเอาเงินไปปูที่นั้นทั้งหมดเลย อย่างนี้เป็นต้น
เพราะท่านปฏิบัติ เทวดา มนุษย์ก็เคารพบูชาอย่างนี้เป็นต้น
ก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก แต่ถ้าเราปฏิบัติมันก็ไปของมันเอง ถึงไม่ไป ไม่มีวัตถุอย่างนั้นจิตใจของเราก็ไม่มีทุกข์...
เทศน์ก็เทศน์พอดี ก็อย่าไปเทศน์มาก เทศน์มากก็ “เมา” เหมือนกัน
บางทีธรรมะมันเกิด มันอย่างเทศน์อย่างสอนอะไร ก็เอาพอดี ๆ เอานิด ๆ หน่อย ๆ อย่าให้ได้นิมนต์เทศน์แล้วต้อง “นิมนต์ลง” ซักสามสิบนาทีก็พอ อย่างนี้เป็นต้น...
ญาติโยมก็บอกสอนให้เดินจงกลม นั่งสมาธิ ฝึกจิตฝึกใจให้สงบ ฝึกปล่อย ฝึกวาง ความยึดความถือ ในตัวตน ในทรัพย์สมบัติลูกในหลาน ละตัว ละตน มีอะไรติดขัดก็ละมัน เป็นพระวันหนึ่งคืนหนึ่งก็ยังดี หรือว่าหนึ่งวินาทีก็ยังดี หมายถึง “พระทางจิตใจ...”
ไม่ใช่ว่าจะมาฟังแต่เทศน์ เดินจงกลมนั่งสมาธินะ ไม่ต้องพูดต้องคุยอะไรกันมาก ใครพูดมากก็รู้จักตัวเอง
ก็พยายามอยู่เป็นสัดส่วนเป็นส่วน อย่ามั่วกับญาติกับโยม ให้มันเรียบร้อย
บางที่ที่ฉันมันอยู่ใกล้กับโยมเกิน บางทีนาน ๆ ไปมันก็คลุกคลีกันมากเกินก็ไม่ดี
แต่มันยังดีนะที่นี่คนพื้นเมือง ไม่ใช่คนในที่เจริญ คนในที่เจริญเนี๊ยะใกล้ชิดอย่างนี้พระหนุ่มเณรน้อยนี่ลำบาก บางทีพระแก่ก็ลำบากถ้ายังมีกิเลส...
บางทีต้องจัดระบบจัดอะไรให้ดีนะ การเกี่ยวข้อง กับอะไร ๆ
เค้ามีวัด มีอันนี้เพื่อเข้าหาจุดมุ่งหมายที่พระพุทธเจ้าท่านสอน เรื่องไม่มีตัวไม่มีตน
ความยึดความถือนี่มันน่าดูเหมือนกัน...
อยู่ด้วยกันขนาดเป็นพระ ถ้าไม่อันนี้มันก็มองดูกันก็คอยแต่ไม่ชอบกัน คอยแต่จะทะเลาะกัน อย่างนี้ อันนี้อย่าให้มี
ถึงอะไรมันจะ อะไรก็ช่างมัน พวกนี้แหละพวกที่ให้เกิดปัญญา เค้าจะด่าเรา เค้าจะดูถูกเราก็ช่างมัน
เรื่องจิตเรื่องใจของเราต้องเข้มแข็ง ต้องมีปัญญา สถานที่ภาวนานี่ถ้าเรารู้จักแล้ว พอไปได้ก็เอา...
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์...
