มติชนรายวัน 4 ตุลาคม 2552 ตีพิมพ์เรื่อง "ขอบคุณ(4)" โดยท่านอาจารย์ นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากบทความนี้ เรียนเสนอให้แวะไปเยี่ยมเยียนเว็บไซต์ "มติชนรายวัน" กันครับ

บทความคัดลอกจาก "มติชนรายวัน" คอลัมน์ จับจิตด้วยใจ โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ [email protected]

...

ในเบื้องต้นผมไม่แน่ใจว่าผมควรจะเขียนเรื่อง "การขอบคุณ" เป็นตอนที่สี่หรือไม่ คือผมพบว่ายังมีข้อมูลบางอย่างที่ยังอยากเล่าต่ออยู่

แต่ก็คิดอยู่เหมือนกันครับว่าจะมากเกินไปหรือไม่ ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึก "เอียน" กับเรื่องนี้หรือไม่หากนำเสนอติดต่อกันถึง 4 ตอน

ผมเขียนตอนที่สี่นี้ทิ้งไว้เกินครึ่งแล้วก็คิดว่าคงน่าจะพอแล้ว หลังจากเขียนลงไปสามตอน แต่ก็พบว่า มีเหตุการณ์ประจวบเหมาะหลายอย่างที่เป็นสัญญาณบอกผมว่า ผมควรจะเขียนต่ออย่างน้อยก็ตอนที่สี่นี้

ผมพบว่า ถ้าเราสามารถชวนให้ใครก็ตามกลับมานึก "หาเรื่อง" ขอบคุณอะไรก็ได้ในชีวิต จะมีผลกับ "ปริมาณความสุข" ของคนคนนั้นเป็นอย่างมาก

อย่างน้อยก็ ณ เวลานั้น ณ เวลาที่พวกเขา "กำลังรู้สึกจริงๆ" กับการขอบคุณ ที่ไม่ใช่เป็นการขอบคุณตามมารยาท หรือขอบคุณแบบขอไปที

ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะเคยอ่านหรือเคยได้ข้อมูลจากหนังสือเรื่องผลึกน้ำของ ดร.มาซารุ อิโมโตะ ที่โด่งดังเมื่อสามสี่ปีก่อนกันมาแล้วนะครับ

ส่วนหนึ่งในงานวิจัยเรื่องของผลึกน้ำของ ดร.อิโมโตะ เขาได้ทดลองดูผลึกของน้ำที่ผ่านการพูดคำว่า "ขอบคุณ" กับผลึกของน้ำที่ผ่านคำพูดที่ไม่ไพเราะ พบว่า

ผลึกของน้ำที่ผ่านการพูดคำว่า "ขอบคุณ" จะมีการเรียงตัวของผลึกเป็นหกเหลี่ยมที่สวยงาม ในขณะที่ผลึกของน้ำที่ผ่านคำพูดไม่เพราะนั้นไม่สามารถฟอร์มตัวเป็นผลึกที่สวยงามได้

สถาบันฮาร์ทแมท (HeartMath) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุ่มเทกับงานวิจัยเรื่องของการใช้พลังงานหัวใจ พวกเขาพบว่าใครก็ตามที่สามารถกลับมาใช้พลังงานของหัวใจได้มากขึ้น

จะทำให้คนคนนั้นเกิดความสมดุลมากขึ้นในชีวิต คลื่นสมองเกิดการเรียงตัวที่เหมาะสม คลื่นหัวใจเต้นเป็นจังหวะที่สอดคล้อง มีฮอร์โมนแห่งความสุขหลั่งออกมา

และการขอบคุณก็เป็นวิธีการหนึ่งของการใช้พลังงานของหัวใจ และดูจะเป็นอะไรที่ง่ายที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่คนคนหนึ่งจะสามารถทำได้ในช่วงเวลาสั้นเพียงไม่กี่นาที

ผู้อ่านท่านหนึ่งเขียนเล่ามาว่า

"บทความเรื่องขอบคุณของหมอวิธานทำให้เรื่องที่ดูเหมือนธรรมดาในชีวิตประจำวัน เมื่อลองได้มาทำแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องง่ายๆ กลับคิดไม่ออก

พอคิดได้แล้วขอบคุณเรื่องแรกแล้วเรื่องขอบคุณอื่นก็จะตามมาอย่างง่ายดาย เวลาได้คิดทำให้หัวใจพองโตและยิ่งได้พูดขอบคุณด้วยยิ่งเติมเต็มหัวใจทั้งผู้กล่าว

และผู้ได้รับคำขอบคุณ ลงจากรถแท็กซี่แล้วขอบคุณที่เขาขับรถพาเรามาอย่างปลอดภัย มักจะได้รับการยิ้มตอบและคำอวยพรให้เดินทางปลอดภัย"

ซึ่งจะเห็นว่าเป็นประสบการณ์คล้ายๆ กันกับที่ผมเจอะเจอมาจากการทดลองที่ได้เล่าไปแล้วในสามตอนแรก

คุณหมอกิจจา เจียรวัฒนกนก บอกว่า

"อ่านแล้วรู้สึกว่าการขอบคุณเป็นกระบวนการได้รับของขวัญของชีวิตเราได้อย่างวิเศษ ชีวิตของแต่ละคนอาจจะโชคดีบ้าง โชคร้ายบ้าง หากแต่สิ่งที่ทำให้เราได้อยู่บนโลกใบนี้อย่างไม่ทุกข์ก็คือ

ได้ขอบคุณกับของขวัญที่ชีวิตมอบให้แก่เรา ให้เราได้มีโอกาสรับเอาของขวัญเหล่านั้นอย่างเต็มหัวใจ เดี๋ยวนี้ผมฝึกขอบคุณเพิ่มขึ้น ด้วยการซื้อของด้วยการขอบคุณคนขายของ ออกจะไม่ค่อยตรงกับความคิดของคนทั่วไปว่า

การซื้อเป็นการให้เงินแก่คนขาย การขอบคุณผู้ขายสินค้าให้เราทำให้การซื้อขายกลายเป็นการแลกเปลี่ยนของขวัญ"

ซูซาน เจฟเฟอร์ ผู้เขียนหนังสือขายดีชื่อ "Feel the Fear" บอกไว้ว่า "การขอบคุณ" แสดงถึงทัศนคติของคนคนนั้นว่ามองโลกใบนี้อย่างไร คนที่สามารถขอบคุณอะไรได้ง่ายๆ เป็นคนที่มองเห็นความอุดมสมบูรณ์ของโลกใบนี้

ส่วนที่อาจจะขอบคุณอะไรได้ยากอาจจะเป็นคนที่มองเห็นความขาดแคลนบนโลกใบนี้ ที่มหัศจรรย์คือ

เพียงฝึกที่จะขอบคุณสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราแต่ละวันได้นั้น จะทำให้ทัศนคติที่เรามองโลกใบนี้เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อปริมาณความสุขที่จะเกิดขึ้นกับคนคนนั้นนั่นเอง

ท่านผู้อ่านอีกท่านบอกว่า

"การขอบคุณทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้นอีกเยอะ

การขอบคุณทำให้เรารู้สึกถึงความอุดมสมบูรณ์ ความมีชีวิตชีวา และความมั่นคงปลอดภัยของโลกใบนี้"

โจแอนนา มาซี เขียนไว้ในหนังสือของเธอว่า "การขอบคุณ" นั้นเป็นเบื้องต้นของคำว่า "ความรัก"

มาซี ซีมอฟ นักเขียนอีกท่านหนึ่งยังบอกว่า การขอบคุณเป็นเบื้องต้นของ "passion" ที่สามารถนำพาเราไปสู่จุดมุ่งหมายที่สำคัญของชีวิต

ได้ทั้งมิติกับตัวเองและกับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นๆ เพราะเวลาที่จะขอบคุณ ในที่สุดแล้วก็จะต้องมีสิ่งอื่นๆ ในบริบทชีวิตของเราเข้ามาเกี่ยวข้องจนได้ นอกเหนือไปจากการขอบคุณตัวเอง

โดยส่วนตัวจากการทดลองนี้ ผมพบว่า "คำถามเรื่องการขอบคุณ" นี้ เป็นคำถามง่ายๆ ที่สามารถนำมาใช้และทรงประสิทธิภาพมากในการที่ทำให้คนเหล่านั้นกลับมาที่ "หัวใจ" ของตัวเขาเองได้อย่างรวดเร็ว

น่าจะเหมาะสมกับ "การเริ่มต้นการเรียนการสอน" หรือ "การเริ่มต้นการประชุม" ได้เป็นอย่างดี

เพราะใช้เวลาเพียงไม่เกินห้านาที แต่ให้ผลที่คุ้มค่าเกิดความรู้สึกดีๆ ร่วมกันในกลุ่มผู้ที่มาอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน ห้องบรรยาย หรือห้องประชุม

ยิ่งมิติแห่งการขอบคุณสามารถขยายกว้างออกไปมากเท่าไร ก็เท่ากับว่าพลังงานความรักของหัวใจของเราก็ยิ่งจะแผ่กว้างออกไปมากเท่านั้น

...