เมื่อวันก่อนได้ตกลงกับท่านรองคณบดีว่า ขอผมติดรถไปด้วยนะครับ ฮิฮิ ไป มอ.หาดใหญ่ครับ เนื่องจากว่าท่านบอกว่าจะเอารถของมหาวิทยาลัยไป แต่ก่อนหน้านั้นผมยังไม่ได้คิดเลยครับว่าผมจะไปยังงัย ปรากฏเมื่อคืนเจอความไม่แน่นอนเข้าจากใครจะมาขับรถของมหาวิทยาลัย สุดท้ายก็เลยตัดสินใจว่า ไปรถเองดีกว่า ก็เลยติดต่อผู้ช่วยวิจัย (อีกโครงการหนึ่ง) ให้เป็นช่วยขับรถให้หน่อย ก็ตกลงกันเป็นมั่นเป็นเหมาะครับ แต่พอจะออกจากบ้านเมื่อเช้า ท่านรองฯ ก็โทรมาบอกว่า ไปรถมหาวิทยาลัยพร้อมๆ กันดีกว่า ผมเลยขับรถออกไปรอที่คณะครับ แต่แล้วเกือบๆ จะเจ็ดโมงแล้ว รถมหาวิทยาลัยก็ยังไม่มาสักที และผมเองก็อยากจะแวะทานข้าวเช้าที่จะนะ (กลัวว่าต้องฟรีเซ้นต์ใกล้เที่ยง มีหวังหน้ามืดตาลายเสียก่อน) 

(อ.ชัยวัฒน์ ที่ปรึกษาโครงการครับ)

สุดท้ายก็ต้องใช้บริการผู้ช่วยวิจัยให้ช่วยขับรถไปให้ครับ แต่ดูๆ ไปเหมือนจะไม่ทันเวลา ก็ทำใจครับว่า ยังงัยๆ ก็ขอทานข้าวเช้าก่อน และอย่างรวดเร็วมุ่งสู่คณะทรัพยากรธรรมชาติ มอ.หาดใหญ่ (ซึ่งหวั่นๆ ว่าจะหาไม่เจอ เลยท่องจำคำชี้ทางจากท่านอาจารย์ wwibul  ไว้) ซึ่งไม่น่าเชื่อครับ ไม่หลงจริงๆ ด้วย ไปถูกอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนจะถืงหน้า มอ. ทีมงาน สกว. ก็โทรหาแล้วครับ เนื่องจากทีมจาก มอย.ยังไม่มีใครมาถึงเลย (ความจริงมาถึงแล้วหนึ่งท่านคือ อ.สุมิตรา) 

(ผู้ใช้งานวิจัยและผู้เข้าร่วม)

เข้าห้องประชุมไปก็พบว่า คนเต็มห้องประชุมเลยครับ อ้าว ไหนว่าเฉพาะคนกลุ่มผู้ใช้ (use) งานวิจัยเท่านั้นไง การนำเสนอเริ่มต้นด้วยงานของ อ.ศุภการ จาก ม.ทักษิณ ซึ่งรอบนี้ผมยกนิ้วให้ทีมอาจารย์จาก ม.ทักษิณเลยครับว่า นำเสนอดีมากกันทุกคนเลยครับ

ที่น่าสังเกตคือ นักวิจัยส่วนใหญ่ปรับปรุงแก้ไขโครงการวิจัยจากการนำเสนอครั้งแรกมาค่อนข้างจะดีมากๆ ครับ เลยทำให้การหัวข้อแต่ละหัวข้อน่าสนใจจริงๆ เลยไม่รู้เหมือนกันว่า สกว.จะจัดการยังงัยต่อ เพราะรอบที่แล้วแจ้งว่างบมีจำกัด

(ผู้ช่วยวิจัยถ่ายรูปผมไว้หลายรูปครับ แต่ไม่ชัดสักรูปหนึ่ง)

รู้สึกประเด็นงานวิจัยของผมเป็นประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันพอสมควร ประเด็นหนึ่งน่าสนใจมาก อยากหยิบยกมาคุยนำเสนอครับ ตัวแทนจาก ศอ.บต.ท่านหนึ่งกล่าวว่า "ไม่อยากให้ไปดูที่มาเลย์เลย มันก่อนให้เกิดปัญหาที่บ้านเรา อย่างตาดีกา แต่ก่อนไม่มีเงินเดือน ต่อมารัฐจ่ายเงินเดือนให้ ตอนนี้ก็เรียกร้องจะขอเงินเดือนเพิ่มอีก" เป็นข้อคิดเห็นที่ผมสะใจมากครับ สะใจกับวิธีคิดก่อปัญหาของ ศอ.บต.เอง เสียดายที่ยังไม่รู้สึกตัว

เหตุผลที่ผมตอบไปง่ายๆ ในมิติทางการศึกษาที่ผมคิดว่า ศอ.บต.ไม่เข้าใจ ถึงแม้ว่า คนของศอ.บต.จะเป็นมุสลิมก็ตาม เพราะการศึกษาของสามจังหวัดมองแบบภาพเหมือนของประเทศไม่ได้ครับ ผมเลยใช้เวลาสั้นๆ ยกตัวอย่างให้ฟัง เรื่องที่ ผอ.ยะลาเขต 2 ให้ชุมชนเอาเด็กตาดีกามาสอนที่โรงเรียน ปรากฏได้รับการต่อต้านจากครูในโรงเรียน (ว่างๆ จะให้เรื่องเต็มให้ฟัง) ซึ่งหากผมไม่เกรงใจเรื่องเวลา ผมจะตอบต่อไปอย่างนี้ครับว่า

เดิมคนสอนตาดีกาไม่เคยมีที่ไหนเรียกร้องเงินเลยครับ คนจะสอนต้องจิตอาสาจริงๆ อันต่อมา เมื่อ ศอ.บต.จ่ายเงินให้ทำให้คนหลายคนอยากเข้าสอน ทำให้คนคุณภาพที่จะเป็นแบบให้กับเยาวชนได้ไม่ได้เข้าสอน แต่มีคนจำนวนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของค่าตอบแทนดังกล่าวแย่งเข้าไปสอนแล้ว ซึ่งไม่ต้องถามผลสำเร็จหรอกครับ

ผลต่อมาคือ ในทางหลักจิตวิทยาคือ หากเป็นการให้รางวัลๆ นั้นก็จะต้องเป็นรางวัลที่มีพลังในการกระตุ้นพฤติกรรมครับ ให้แค่ 2000 บาท มันก็แน่อยู่แล้วสิครับที่เขาจะเรียกร้องขอเพิ่มอยู่แล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาเป็นครูตาดีกาตอนนี้ต้องแย่งกันเข้ามาเป็นแล้ว คนจิตอาสาหายไปแล้ว ศอ.บต.จะบ่นทำไม ในเมื่อคนสร้างนิสัยนี้ให้ชาวบ้านก็คุณนั่นแหละ ทำอะไร คิดอะไร ไม่มองในมิติของทุนสังคมเลย

ถ้าคิดจะใช้เงินเพื่อเปลี่ยนใจคน ก็ทำไปให้ถึงที่สุดเถอะครับ ท่าน ศอ.บต. แต่ในความมั่นใจของผมคือ มันไม่ยั่งยืนหรอกครับ

 

(อ.ซอลีฮะห์ รองคณบดีฯ นำเสนอโครงการปัญหาสังคมในมาเลเซีย)

ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมไปว่า (อันนี้พูดให้คน ศอ.บต.ฟังในที่ประชุม) "หากรัฐต้องจ่ายเงินเพิ่มอันเนื่องจากงานวิจัยของผมในอนาคต ผมก็บอกว่ามันคุ้มตรงที่งานวิจัยของผมจะตอบคำถามเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเยาวชนในพื้นที่ได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า ศอ.บต.จะอยากจ่ายแบบนี้ (2000 บาทต่อครูตาดีกาหนึ่งคน) ต่อไปเรื่อยๆ แล้วผมไม่ต้องทำวิจัย หรือจะยอมจ่ายในระยะสั้น แต่ได้แนวทางเมื่อไม่ให้ต้องจ่ายต่อไปในระยะยาว และที่สำคัญคุณภาพของคนในพื้นที่นี้ดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่จะลดปัญหาความรุนแรงได้" (เลือกเองแล้วกันครับ ไม่่น่าจะคิดยากเลย)

(อ.มะห์ซูม นำเสนอโครงการละครดะวะห์ที่มาเลเซีย)

โครงการวิจัยนี้ในใจอยากทำครับ แต่ด้วยสภาพการณ์ตอนนี้ของผมทำให้ผมไม่ค่อยซีเรียสว่าโครงการนี้จะผ่านหรือไม่ผ่าน ยิ่งไม่ผ่านยิ่งดีครับ จะได้ตั้งใจทำวิทยานิพนธ์ ฮาฮา แต่พอได้คุยกับรุ่นพี่ มอ.ท่านหนึ่ง (ลืมชื่ออีกแล้ว ตอนนี้ท่านได้ทุนจาก ม.ทักษิณทำป.เอกอยู่) แสดงความคิดเห็นและให้ข้อแนะนำต่อโครงการของผมนอกรอบหลังทานข้าวเที่ยง ฮือ กลายเป็นว่า ถ้าไม่ผ่านผมอาจจะรู้สึกเสียดายขึ้นมาแล้วซิ พี่เขาบอกว่า เป็นงานวิจัยกลุ่มชาติพันธุ์ที่น่าสนใจและแหวกแนวดี มีเป้าหมายของกระบวนการที่ชัดเจน และก่อประโยชน์ แต่ถ้าจะให้แหลมคมทางวิชาการ ท่านแนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือวิทยาการวิจัยทางกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะของ มช. ซึ่งท่านบอกว่า หากเอาความรู้ในหนังสือแนวนี้มาประกอบงานวิจัยของผมจะทำให้เป็นงานที่ดีมากๆ แน่นอน

(อ.อภิเชษฐ จาก ม.ทักษิณ นำเสนอโครงการวิจัยเกี่ยวกับกฏหมายความมั่นคงของมาเลเซีย)

นอกจากนี้มีประเด็นการพูดคุยที่น่าสนใจที่ผมอยากนำเสนออีกสองเรื่องครับ เรื่องแรกเป็นคำถามที่ผมเคยตั้งคำถามในเวทีเสวนาครั้งหนึ่งที่ ม.มหิดล คือ นักวิจัยทำงานไปสักระยะหนึ่ง ก็มีเสียงดังถามมาว่า งานของคุณเขาเรียกว่า งานวิจัยแล้วหรือ ซึ่งรอบนี้ท่าน ผศ.ปิยะ กิจถาวร ท่านนำเสนองานวิจัยของท่าน พร้อมตั้งคำถามว่า งานของท่านเรียกว่างานวิจัยได้หรือไม่ และหากไม่ ทำอย่างไรให้เกิดเป็นคำถามเพื่อให้เป็นงานวิจัยต่อไป 

(อ.ปิยะ นำเสนอรายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัย)

ผมไม่ได้ตอบคำถามของ อ.ปิยะครับ เพราะผมคิดว่า เวทีนี้ผมไม่น่าจะต้องตอบ แต่จำได้ว่า ตอนที่มหิดล ผมพูดไว้เยอะทีเดียว แต่ผมให้กำลังใจแก่อาจารย์ครับ เนื่องจากงานของอาจารย์มีผลต่อชุมชน ต่อคนในพื้นที่ได้จริงๆ อันนี้ผมสัมผัสได้บ่อยๆ เวลาลงพื้นที่พบปะพูดคุยกับชาวบ้าน

(คุณจิราพร จากสำนักงานข่าวกรองฯ นำเสนอโครงการด้านความมั่นคง)

อีกประเด็นหนึ่งคือ จุดพอดีของงานวิจัยระหว่างวิชาการกับการสนองต่อผู้ใช้ อันนี้เป็นผลจากการนำเสนอโครงการวิจัยครั้้งนี้ให้กับผู้ใช้งานฟัง และรับฟังความเห็นจากผู้ใช้ แน่นอนครับ ผู้ใช้มักจะอยากได้อะไรที่สำเร็จรูป อยากให้นักวิชาการบอกมาเลยว่าทำอย่างนี้อย่างนั้น ฮือ ท่านอ.ชัยวัฒน์ นำเสนอแนวคิดได้ดีครับว่า นักวิชาการทำงานวิจัยไม่ได้เพื่อตอบสนองผู้ใช้ครับ แต่เราทำงานวิจัยเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ ส่วนผู้ใช้ก็จะต้องมีหน้าที่ที่จะเลือกใช้ ประยุกต์ใช้ งานวิจัยจะไปตอบสนองต่อใครคนใดคนหนึ่งคงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเป็นแน่เลยครับ

ความจริงผมอยากแย้งความเห็นของผู้ใช้ท่านหนึ่ง ที่ท่านอยากให้นำเสนอเป็นแนวทางมาเลย ผมว่าราชการไทยคิดผิดครับ ชอบอะไรสำเร็จรูป เอาไปทำได้เลย ไม่ต้องคิดอะไรเพิ่ม ฮาฮา

ผมนึกถึงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งของฝรั่งมังค่าครับ ที่คนหนึ่งลูกชายของเขาเป็นโรคๆ หนึ่ง หมอในพื้นที่ของเขาขาดความรู้ในเรื่องนี้ วิธีการของเขาคือ "ลงทุนจัดสัมมนา" หมอที่เกี่ยวข้องกับโรคของลูกเขา จัดสัมมนา เข้าร่วมสัมมนาจนกระทั่งให้วิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการรักษา ผมว่าอันนี้แหละครับที่เราควรสร้าง เราน่าจะสร้างทางเลือกมากกว่าการชอบให้ใครมาจูงจมูก

เสร็จจากประชุมสี่โมงนิดๆ จะกลับเลยก็กระไรอยู่ครับ เพราะอยากทานข้าวหมกไก่ทอดเดชา เลยไม่ออกประตูข้างที่เห็นๆ อยู่หน้าตึกคณะครับ ไปออกประตูหน้าอีกครั้ง สุดท้ายก็หลงอยู่ข้างใน มอ.โดยไม่รู้เรื่อง บังเอิญหลับตาอยู่แล้วคนขับรถก็ถามว่าไปทางไหน ฮิฮิ ตอบมั่วๆ ไปสุดท้ายก็วนอยู่ในมอ.หลายนาที ฮา