เคยอ่านหนังสือชื่อเรื่อง  นครกาย  หลายเล่มที่มีท่านผู้รู้แต่งไว้ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง
ให้ข้อคิดต่อเราท่านทั้งหลายได้พอสมควร 
หลายปีแล้วมีโยมท่านหนึ่งให้ธรรมฐิตรวบรวมแบบย่อๆ
ให้อ่านง่ายๆ  เพื่อนำไปแจกแก่ผู้ที่สนใจในธรรม 
ธรรมฐิตจึงรวบรวมให้ตามความประสงค์
นึกได้เลยนำมาลงไว้ในบันทึกเผื่อใครอ่านแล้วจะรู้จักร่างกายนี้มากขึ้น
 
นครกาย (โดยสังเขป)
 เป็นเมืองที่ทุกชีวิตกำลังอาศัยอยู่
พร้อมที่จะรู้จักกับนครกายหรือยัง
 ..ธรรมฐิต..
 
                                                                 
            นครกายเป็นเมืองที่เราท่านทั้งหลายอาศัยอยู่คือร่างกายของเรานั่นเอง 
ที่กฎแห่งกรรมเป็นผู้สร้างขึ้นมา  จึงสมมติให้เป็นรูปธรรมขึ้นมาจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้น 
            เมื่อศึกษานครกาย  อันยาววา  หนาคืบ  กว้างศอกแล้วย้อนมาดูตัวของเราว่าชีวิตนี้เราต้องการอะไร  ต้องการสุขหรือทุกข์กันแน่  และเราบริหารจัดการกับนครกายของเราดีพอหรือยัง  ถ้าเรารูจักจัดการกับนครกายของเราอย่างถูกต้อง  กฎแห่งกรรมก็ไม่สามารถที่จะสร้างนครกายให้เราได้อีกต่อไป
        หวังว่าท่านอ่านนครกายเล่มนี้แล้วคงได้ข้อคิดบ้างไม่มากก็น้อย  แล้วอย่าลืมย้อนกลับมาดูนครกายของตัวเองนะขอรับ
                                                                                     ด้วยความจริงใจ
 
อัฏฐีนัง  นะคะรัง  กะตัง         มังสะโลหิตเลปะนัง
ยัตถะ  ชรา  จะ  มัจจุ  จะ         มาโน  มักโข  จะ  โอหิโตฯ
                                                                                    ขุ.ธ.๒๕/๓๕
แปลว่า สรีระร่างกายถูกกฎแห่งกรรมทำให้เป็นเมืองแห่งกระดูก ฉาบทาไว้ด้วยเนื้อและเลือด เป็นที่รวมอยู่ของชราและมัจจุ(ความตาย)
มีทั้งการถือดีและการลบหลู่คุณท่าน   ดังนี้ฯ
            ตั้งแต่อดีตกาลผ่านมาจวบจนปัจจุบัน ยังมีนครอยู่เมืองหนึ่ง ชื่อว่า กายนคร หรือนครกาย นครกายแห่งนี้มีเนื้อที่วัดได้โดยประมาณ ยาว ๑ วา หนา ๑ คืบ กว้าง ๑ ศอก ผู้ที่สร้างนครกายแห่งนี้ขึ้นมา ชื่อว่า กฎแห่งกรรม มีความวิจิตรพิสมัยหลากหลาย
            ในนครกายแห่งนี้มีพระราชามหากษัตริย์ ครองราชสมบัติอยู่พระนามว่า
พระเจ้าอวิชชา (คือ ความไม่รู้ ว่า ทุกข์ ต้นเหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติที่จะให้ทุกข์ดับ เป็นอย่างไร)  พระเจ้าอวิชชา พระองค์นี้ยังมีพระมเหสีคู่บารมีอยู่นางหนึ่ง พระนามว่า พระนางโมหาราชเทวี (คือ เจ้าแห่งความหลงในขันธ์ ๕ ) และพระองค์ ยังมีพระราชโอรสอยู่องค์หนึ่ง  เป็นผู้มีหน้าที่ว่าราชการบ้านเมืองแทนพระองค์ผู้เป็นพระราชบิดา พระราชโอรสนี้ พระนามว่า จิตตราชกุมาร (คือ เจ้าชีวิต หมายถึง จิตใจของคนนั่นเอง)
                                                                           
นครกายแห่งนี้ มีกำแพงราชวัง อย่างหนาแน่นถึง ๔ ชั้นด้วยกัน ชั้นในที่สุด สร้างด้วยกระดูก ประมาณ  ๓๐๐  ท่อน รัดรึงด้วยเอ็นน้อยใหญ่ อย่างหนาแน่น ชั้นที่ สอง กั้นด้วยมังสา (เนื้อ)  ชั้นที่สาม ปิดกั้นอย่างมิดชิดด้วยตโจ (หนัง) ชั้นที่ สี่ สร้างเหมือนขวากหนามเรียงรายไว้ด้วย โลมา (คือ เส้นขน) กำแพงทั้ง ๔ ชั้น สร้างขึ้นอย่างดีวิจิตรพิสดารยิ่งนัก
            และนครกายแห่งนี้ ยังมีทวาร (ประตู) พระราชวัง ทางเข้า ออก ถึง ๖ ประตู แต่ละประตูมีชื่อดังนี้
         ประตูแรก     มีชื่อว่า จักษุทวาร (ประตูตา เป็นทางผ่านรูปน้อยใหญ่
         อีกประตู      มีชื่อว่า โสตทวาร (ประตูหู) เป็นทางผ่านของเสียงต่าง ๆ
         อีกประตู     มีชื่อว่า ฆานทวาร (ประตูจมูก) เป็นทางผ่านของอากาศ
         อีกประตู     มีชื่อว่า ชิวหาทวาร (ประตูลิ้น) เป็นทางผ่านรสต่าง ๆ น่าโอชา
         อีกประตู มีชื่อว่า กายทวาร (ประตูกาย) เป็นทางผ่านสัมผัสเย็น ร้อน อ่อนแข็ง
         อีกประตู    มีชื่อว่า มโนทวาร (ประตูใจ) ประตูนี้อยู่ด่านในสุด จะรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาตามชอบใจบ้าง มิชอบใจบ้าง
            ประตูทั้ง ๖ นี้ คอยต้อนรับทุกสิ่งทั้งชอบและมิชอบอยู่ตลอดเวลา

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

ธรรมะสวัสดีขอรับ..