หมอนิล

'หมอนิล' หมอหนุ่มใจใหญ่ 'นพ.มารุต เหล็กเพชร' กับภารกิจ 'สร้างสุขให้ชาวเกาะ'

 
 
 
 
 
 

“จากหนังสือของอาจารย์หมอ ประเวศ วะสี ซึ่งพูดถึงปัญหาในระบบสาธารณสุขว่าเป็นสาธารณสุขหรือสาธารณทุกข์ ผมอ่านแล้วเห็นว่าในวงการแพทย์มีเรื่องต้องแก้อีกเยอะ ตรงนี้มันท้าทายทำให้ผมอยากเป็นหมอมาก ตอนนั้นนึกภาพตัวเองขับรถจี๊ปไปรักษาคนไข้ตามชนบทในที่ที่ไม่มีใครอยากไป” ...เป็นคำกล่าวของ “หมอนิล-นพ.มารุต เหล็กเพชร” อีกหนึ่งชีวิตที่อุทิศเพื่อส่วนรวม ที่น่าสนใจ.....

นพ.มารุต เหล็กเพชร หรือ หมอนิล ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์แพทย์ชุมชนพรุใน ต.เกาะยาวใหญ่ จ.พังงา เขาเล่าให้ทีม “วิถีชีวิต” ฟังถึงจุดเริ่มต้นความฝันในการเป็นแพทย์ ณ พื้นที่เกาะยาวใหญ่ ซึ่งชื่อคุ้นหูคนไทย แต่ก็เป็นพื้นที่ห่างไกล โดยหมอนิลบอกว่า อยากทำงานที่นี่ตั้งแต่ได้เดินทางมาเที่ยวในช่วงเป็นนักศึกษาแพทย์ ได้สัมผัสชีวิตชาวบ้านที่ไม่มีหมอดูแล เมื่อเรียนจบก็เลยอยากจะมาดูแลชาวบ้านที่เกาะนี้

การอ่านหนังสือช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตผม โดยเฉพาะวรรณกรรมเพื่อชีวิต ผมได้ข้อคิดว่าชีวิตที่ดีต้องเป็นชีวิตที่ต้องทำงานกับชาวบ้าน ชุมชน สังคม ตอนเป็นนักศึกษาปี 5 ตอนนั้นมาเที่ยวเกาะกับเพื่อนได้เห็นชีวิตของชาวบ้าน พอทราบข่าวว่าที่นี่กำลังรับสมัครแพทย์ ผมก็คิดมุ่งมั่นว่าถ้าเรียนจบเมื่อไหร่จะมาเป็นหมอที่นี่ คิดว่าน่าจะเหมาะกับตัวเรา เพราะผมเป็นคนชนบทและเป็นคนใต้อยู่แล้ว อีกอย่างผมไม่ชอบทำงานในที่ใหญ่ ๆ เกินไป ทำเล็ก ๆ แบบนี้ ผมสามารถทำตามความคิดตัวเองได้เต็มที่” เป็นอุดมการณ์ของหมอหนุ่มใจใหญ่คนนี้

หมอนิลเล่าว่า เขา เกิดเมื่อ 29 มี.ค. 2521 เป็นคนปากพนัง จ.นคร ศรีธรรมราช เป็นบุตรชายคนโตของ มนูญ-ณัฎฐิณี เหล็กเพชร อาชีพรับราชการครู เขามีน้องชาย 2 คน คนรองจากเขาชื่อ ณัฐธร อาชีพอิสระ คนสุดท้องชื่อ พิสัก เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เขาเรียนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก

กับภารกิจที่เกาะยาวใหญ่ มีปริมาณประชากรที่ต้องดูแลเรือนหมื่น ถือว่าหนักไม่น้อย เขาบอกว่า “ใช้หลักสร้างเครือข่าย” ในการดูแล โดยบางส่วนก็ใช้ อสม.ท้องถิ่นเป็นทีมสุขภาพ ช่วยทีมแพทย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีสถานีอนามัยใกล้เคียง 2 แห่ง ทางศูนย์ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ การทำงานจะเน้นเชิงรุก และกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ถือว่ามีจำนวนมาก ทางศูนย์ก็จะเข้าไปเสริมศักยภาพให้สถานีบริการต่าง ๆ

“งานตรงนี้ผมไม่ถือว่าหนัก แต่เน้นทำงาน อย่างมีน้ำหนัก ทุกคนช่วยกัน เรามีเจ้าหน้าที่พยาบาลเวชปฏิบัติ ช่วยดูแลคนไข้ได้ โดยเฉพาะเวลาที่ผมไม่อยู่ การสร้างเครือข่ายก็มีทีมสหวิชาชีพแพทย์ มีหมอ พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพ อสม. ไม่มีใครเป็นพระเอก ทุกคนเป็นฮีโร่เท่ากัน”

กิจวัตรในการทำงาน หมอนิลและทีมงานจะหมุนเวียนกันออกเยี่ยมชาวบ้านทุกสัปดาห์ ที่นี่คนไข้จะไม่เยอะมากเหมือนโรงพยาบาลที่ต้องตรวจคนไข้วันละ 300-400 คน ที่เกาะนี้เต็มที่ก็ราว 60-70 คน พอมีเวลาว่างช่วงบ่ายก็จะออกเยี่ยมคนไข้ตามบ้าน สัปดาห์ละ 3 วัน พุธ-พฤหัสบดี-ศุกร์ เป็นการสร้างระบบการดูแลสุขภาพ

สิ่งที่ทำให้งานเดินหน้าในวันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่ง หมอนิลบอกว่า คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้าน สิ่งที่ดีที่สุดคือทำงานและทำงานให้ชาว บ้านเห็นถึงความจริงใจ ชาวบ้านบนเกาะยาวใหญ่ร้อยละ 95 เป็นชาวมุสลิม มีภาษาถิ่น ความยากลำบากช่วงแรกคือการสื่อสาร แต่หลังจากลงคลุกคลีกับชาวบ้านบ่อยขึ้น ปัญหานี้ก็หมดไป จากอุปสรรคเริ่มต้นก็กลายเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจ จนได้รับการยอมรับจากชาวบ้านในที่สุด

“เวลารักษาคนไข้ผมก็คิดว่ากำลังรักษาพ่อและแม่ของตัวเองอยู่ คิดเอาว่าถ้าแม่ป่วยเป็นโรคแบบนี้เราจะรักษายังไงให้ดีที่สุด ไม่ใช่รักษาเพียงตรวจโรคแล้วจ่ายยา แต่จะหมั่นไปเยี่ยมเขาถึงบ้าน เรื่องนี้ยังถือเป็นปรัชญาของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คือต้องดูแลทั้งกายและใจ ซึ่งการพูดคุยเยี่ยมเยียนถือเป็นการเยียวยาวิธีหนึ่ง ตรงนี้เห็นชัด ๆ เวลาชาวบ้านมีปัญหาจะมาปรึกษาผมทุกเรื่อง จนผมเหมือนเป็นคนในครอบครัวเขาอีกคนหนึ่ง โชคดีที่ผมพูดใต้ได้ ที่เหลือเราก็พยายามเรียนรู้วิถีชีวิตของเขาแล้วนำมาคิดว่าทำอย่างไรให้เราเข้ากับชาวบ้านได้ ตรงนี้สำคัญ เพราะทำให้เราและทีมงานทำงานได้ง่าย” หมอนิลกล่าว

จากวันเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 7 ปีแล้วที่หมอหนุ่มคนนี้ปักหลักต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าของชาวบ้านบนเกาะแห่งนี้ ซึ่งหากจะถามว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้หมอนิล-หมอหนุ่มยึดมั่นถือมั่นมาได้อย่างยาวนาน ? ทั้งที่น่าจะเลือกโอกาสที่ดีกว่านี้ ในพื้นที่ที่ดีกว่า หมอนิล บอกว่า.....

“ความจริงแล้วไม่มีอุดมการณ์อะไร พูดง่าย ๆ เราค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวด้วยซ้ำ คิดว่าผมได้อยู่ในที่สบายกว่าคนอื่น เช่น สามารถไปทะเลได้ง่าย 3 นาที 5 นาที เหมือนกับว่าทำงานไปด้วยพักผ่อนไปด้วย ถือว่าสบาย ผมคิดว่างานผมไม่หนัก แต่งานมันมีน้ำหนัก ในชนบทมีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะ มีสิ่งที่ต้องเติมเต็มอีกมาก งานตรงนี้คือสิ่งที่เหมาะกับผม อีกอย่างที่พยายามทำคือส่งเสริมให้คนอ่านหนังสือดี ๆ ให้เขามีความรู้มากขึ้น ตอนนี้ผมกับเพื่อนก็หุ้นกันเปิดร้านหนังสือชื่อ 2521”


“ถ้าถามถึงอนาคต ผมบอกไม่ได้ว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือไม่ ผมไม่คิดว่าจะต้องไปหรือไม่ไป เพราะทุกวันนี้ชีวิตผมก็เหมือนเป็นคนที่นี่อยู่แล้ว ส่วนเรื่องครอบครัวผมยังไม่ได้คิด เพราะตอนนี้ผมยังมีงานต้องทำอีกมาก” ...เป็นคำกล่าวทิ้งท้ายของ “นพ.มารุต เหล็กเพชร” หลังจากแจกแจงหลักฝัน-หลักคิด-หลักการทำงาน ของหมอหนุ่มใจใหญ่แห่งเกาะยาวใหญ่ ที่ดูเหมือนว่า...

งานของหมอคนนี้ยังมีคำว่าเริ่มต้นอยู่ตลอดเวลา...

'ใกล้บ้าน-ใกล้ใจ' สุขภาพดี

“สิ่งที่ยังเป็นห่วงคือโรคเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เพราะโรคพวกนี้มีผลแทรกซ้อนมาก เช่น ไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต เมื่อก่อนชาวบ้านไม่รู้จักเลยว่าโรคเบาหวาน โรคความดัน เป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มเข้าใจ ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ต้องอาศัยเวลา” ...เป็นอีกความกังวลของ “หมอนิล”

อย่างไรก็ตาม ด้วย “ระบบหลักประกันสุขภาพ” ก็ช่วยคนป่วยได้มาก อย่างกรณีของ ป๊ะดลหว้าหาบ ปลูกพืช ครูสอนศาสนาที่เป็นโรคไตวาย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทางศูนย์แพทย์ฯก็ได้ประสานให้คนไข้ได้บรรเทาเรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการฟอกไต การฉีดยาเพิ่มเม็ดเลือดให้ผู้ป่วย ทำให้คนไข้มีสุขภาพดีขึ้นทั้งใจและกาย

“เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ รู้สึกชีวิตมีความหมายขึ้นมาก เพราะตอนนั้นท้อมาก สงสารคนรอบข้างที่ต้องมาดูแล ถ้าไม่มีโครงการนี้ก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร” ป๊ะดลหว้าหาบเผยความรู้สึก

ขณะที่ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวถึงการทำงานของศูนย์แพทย์ชุมชนพรุในว่า เป็นอีกตัวอย่างของคนทำงานทุ่มเท เพราะระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิคนทำงานต้องใกล้ชิดกับชุมชน “ใกล้บ้าน-ใกล้ใจผู้ป่วย” โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง อย่างผู้ป่วยโรคไต

“ใกล้บ้าน...ระยะทางใกล้ ใกล้ใจ...คือความใกล้ชิด เข้าอกเข้าใจกันระหว่างหมอกับคนไข้ หมอรู้จักคนไข้ คนไข้รู้จักหมอ ใกล้ใจไม่ใช่แค่ความเข้าใจเบื้องต้น ยังครอบคลุมลึกกว่าที่เราเห็น เมื่อคนไข้มีปัญหาอะไรก็กล้าถาม กล้าปรึกษา ถามหมอได้ทุกเรื่อง กรณีหมอนิลนั้นรู้จักแทบทุกคน โดยเฉพาะคนไข้โรคเรื้อรัง และชาวบ้านก็ให้ความเชื่อถือเหมือนญาติ ซึ่งความสำคัญในแง่มุมนี้จะพัฒนาการรักษาของหน่วยพยาบาลใกล้บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ สปสช.อยากจะสร้างลักษณะแบบนี้ให้เกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย ไม่เฉพาะแพทย์ แต่อาจเป็นพยาบาลก็ได้” เลขาฯ สปสช.ระบุ


 จากรายงานของ เชาวลี ชุมขำ