วันนี้เป็นวันวิชาการของแผนก กำหนดให้เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องหาข้อมูลความรู้ ข่าวสารใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง รังสีรักษา หรือข้อมูลอื่นๆที่คิดว่าเป็นประโยชน์ น่าสนใจ มาเล่าให้สมาชิกในแผนกฟัง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ช่วยเหลือคนไข้ค่ะ ^___^

 

วันนี้เจอเรื่องที่น่าสนใจเรื่องนึง บางครั้งนิยายแนววิทยาศาสตร์ที่เราดูๆกันนั้น บางอย่างเราก็คิดไม่ถึงว่าจะสามารถทำให้เป็นจริงได้ แต่ก็อย่างว่าล่ะค่ะ ไม่มีอะไรเกินความสามารถของมนุษย์

 

ในนิยายเชิงวิทยาศาสตร์เคยมีการกล่าวถึงการส่งหุ่นยนต์จิ๋วเข้าไปในร่างกายมนุษย์เพื่อเสาะหาและทำลายสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการอย่างแพร่หลาย แนวความคิดนี้ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบันโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จาก Nanjing University และ Georgia Institute of Technology นำทีมโดย Bin Kang และ Yaodong Dai

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้นำปรากฏการณ์ที่เรียกว่า photoacoustic effect (ปรากฏการณ์ที่พลังงานแสงถูกสสารหรืออนุภาคดูดกลืนแล้วสะสมจนเกิดรังสีความร้อนแผ่ออกมา ความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความดันที่เปลี่ยนแปลงรอบ ๆ อนุภาคนั้นเกิดเป็นคลื่นเสียงที่สามารถตรวจจับได้) เพื่อสร้างลูกระเบิดขนาดจิ๋วที่มีความสามารถทั้งค้นหาและทำลายเป้าหมายที่เป็นเซลล์มะเร็งได้

Professor Dai กล่าวว่า จากความสามารถในการสร้างระเบิดขนาดจิ๋วนี้โดยการฉายแสงเลเซอร์ลงไปยัง carbon nanotube เขาจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า จะเป็นอย่างไรหากเจ้า carbon nanotube กลายเป็นอาวุธที่สามารถระเบิดเซลล์มะเร็งให้กลายเป็นจุลได้

วิธีการเหล่านั้นเริ่มต้นจากการทำ carbon nanotube ให้มีความจะเพาะเจาะจงที่จะเลือกไปจับกับเซลล์มะเร็งด้วยการติดหมู่ฟังก์ชันของ folate acid ลงไปบน carbon nanotube เมื่อ carbon nanotube ไปจับอยู่กับเซลล์มะเร็งเรียบร้อยแล้งจึงทำการจุดชนวนระเบิดโดยการฉายแสงเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่น 1054 nm เจ้า carbon nanotube จะดูดกลืนแสงในช่วงความยาวคลื่นนี้ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เซลล์และส่วนอื่น ๆ ในร่างกายเราไม่ดูดกลืนเลยจึงทำให้ไม่เกิดอันตรายกับเซลล์บริเวณรอบ ๆ โดยเมื่อ carbon nanotube ดูดพลังงานจากแสงเลเซอร์แล้วก็จะเกิดความร้อนส่งผลให้เกิดแรงดันมหาศาล (มหาศาลในที่นี้หมายถึงเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของเซลล์เล็ก ๆ เท่านั้นนะ อย่าเข้าใจผิดว่ามหาศาลจนถึงขึ้นผิวทะลุ: ผู้แปล) ภายในเวลาเพียงแค่ 20 วินาทีพบว่าเซลล์ที่มี carbon nanotube เกาะติดอยู่ถูกทำลายมากถึง 85% ในขณะที่เซลล์อื่นรอบ ๆ บริเวณนั้นไม่ได้รับอันตรายสูงถึง 90%

นอกจากนั้น Professor Dai ยังกล่าวอีกว่าเทคนิค photoacoustic นี้มีข้อดีเหนือกว่าเทคนิค photothermal ซึ่งเป็นวิธีเก่าในการรักษามะเร็ง เนื่องจากเทคนิค photoacoustic ใช้พลังงานน้อยกว่าเทคนิค photothermal หลายร้อยเท่าจึงไม่ทำให้เกิดความร้อนที่สูงมากจนเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง

สำหรับงานวิจัยขั้นต่อไปนั้น จะเป็นการทดลองรักษามะเร็งในหนู ถ้าหากว่าประสบผลสำเร็จก็จะขยายผลไปยังสัตว์อื่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น กระต่ายหรือสุนัข เป็นต้น Professor Dai ยังเตือนว่า สำหรับการรักษาในคนนั้น ต้องมีการศึกษาอีกมากนัก จึงยังไม่ควรนำไปทดลองรักษาเอง

 

 

ที่มา วิชาการ.คอม