เช้านี้เข้าไปทักทายเพื่อนบ้านในบล็อคของ oknation เลยได้อ่านบทความของพระคุณเจ้าบุญเรือง (หรือหลวงตาของชาวบล็อกบ้านโน้น) เจ้าอาวาสวัดบ้านด่าน บุรีรัมย์ น่าสนใจมากค่ะ เลยขออนุญาตท่านนำมาฝากที่บ้านนี้ด้วย ท่านโพสต์ไว้ในเอนทรี่นี้ค่ะhttp://www.oknation.net/blog/bunruang/2009/09/25/entry-1
วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2552
โลกทัศน์ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา
และเหล่านี้คือความที่คัดมานั้น
........................................................
วันนี้นั่งพิจารณาดูความเป็นไปของผู้คน สังคม ตลอดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา และที่กำลังดำเนินไปข้างหน้า ทำให้อดย้อนมองเข้ามาในมุมของพระพุทธศาสนาบ้างไม่ได้ว่า พระพุทธศาสนาของเรามองโลกแบบไหน
ส่วนหนึ่งก็อยากจะตอบคำถามให้กับตัวเอง และคนอีกหลาย ๆ คนที่อาจมองพระพุทธศาสนาไม่ครบเหลี่ยม อันเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้ไม่สามารถวางจิตของตนได้ถูกต้อง
และส่วนที่ไม่ถูกต้องแม้น้อยนิดนี้ หากยังติดอยู่ห้วงของความรู้สึกนึกคิดของเราแล้ว ก็ถือว่ายังไม่ปลอดภัย เพราะอาจเป็นชนวนทำให้มองเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องผิดพลาดไปด้วย
เหมือนกรณีที่พวกฝรั่งตะวันตกบอกว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มองโลกในแง่ร้าย เพราะไปจับพระพุทธพจน์ หรือชุดคำสอนที่พรรณนาเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์บางช่วงบางตอนมาผสมผสานกัน จนทำให้ดูเหมือนมีน้ำหนักที่จะมองไปอย่างนั้นได้
นี่ก็เป็นผลพวงจากการมองพระพุทธศาสนาไม่ครบถ้วนกระบวนความ
ถามว่า แล้วพระพุทธศาสนามองโลกแบบไหน ?
คำตอบคือ พระพุทธศาสนามองโลกตามความเป็นจริง !
ถามต่อไปอีกว่า แล้วความจริงของโลกเป็นอย่างไร ?
ตอบว่า ความจริงของโลกตามมุมมองของพระพุทธศาสนามีหลายแง่หลายมุม และหลายแง่หลายมุมที่ว่านี้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความจริง ที่ทรงต้องการเน้นให้เราเข้าใจ
ลองมาสำรวจดูแง่มุมที่ว่านั้นดูก็ได้
มุมที่ ๑ มองโลกตามนัยแห่งธรรมุเทศ ๔ ลักษณะของโลกตามนัยแห่งธรรมบทนี้จะบอกความจริงแก่เรา ๔ ประการ
ความจริงข้อที่ ๑ โลกกำลังเดินไปสู่ความเสื่อม ภาษาบาลีใช้คำว่า ชรา ไม่ว่าจะมองไปที่มุมใดของโลก ไม่เว้นแม้กระทั่งชีวิตของเรา
ความจริงข้อที่ ๒ โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นอิสระ ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ เงื่อนไขที่ถูกถักทอตั้งแต่เรียบ ๆ ง่าย ๆ ธรรมดา กระทั่งซับซ้อนยากต่อการสืบสาวให้ครบถ้วนบริบูรณ์ได้
ความจริงข้อที่ ๓ สรรพสิ่งในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเราอย่างแท้จริง กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงข้อนี้ โดยเฉพาะตอนที่เราหมดลมหายใจนอนทอดกายบนแผ่นดิน
ความจริงข้อที่ ๔ โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์ ทุกอย่างจึงดูเหมือนยังพร่องอยู่เสมอสำหรับมนุษย์ ลองสำรวจดูที่นอน เราไม่ต้องการให้เปื้อนดิน จึงเทพื้นคอนกรีต เทเสร็จก็ยังไม่พอ ต้องปูกระเบื้องทับอีกชั้น ปูกระเบื้องแล้วก็ยังนอนไม่ได้ ต้องหาเตียงมาวาง ครั้นได้เตียงแล้ว ก็ต้องหาอะไรนุ่ม ๆ มาปูลาด ได้ของนุ่ม ๆ มาปูลาดแล้ว ยังต้องมีผ้าปูเตียงปูทับอีก บางท่านมีครบทุกอย่างแล้ว แต่ก็ยังขาดคู่ร่วมเตียงเคียงหมอน สรุปแล้วคือยังขาดยังพร่องอยู่ร่ำไปไม่มีที่สิ้นสุด
นี่เป็นความจริงอีกมุมหนึ่งเกี่ยวกับโลก
มุมที่ ๒ โลกตามนัยแห่งคัมภีร์ธรรมบท ลักษณะของโลกตามนัยแห่งคัมภีร์นี้ พรรณนาโลกไว้สั้น ๆ ดังนี้
เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ
ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ.
บาลีบทนี้ สะท้อนให้เราทราบความจริงเกี่ยวกับโลกดังนี้
ความจริงข้อที่ ๑ โลกนี้งดงามเหมือนราชรถ (โลกัง จิตตัง ราชะระถูปะมัง) การที่ท่านเปรียบเหมือนราชรถก็อาจจะต้องการสะท้อนให้เราเห็นว่า โลกนี้ได้ถูกประดับประดาให้วิจิตรสวยงาม ทั้งโดยธรรมชาติ และน้ำมือของมนุษย์เอง เหตุนี้ จึงอาจทำให้หลายต่อหลายคนกลายเป็นคน หลงโลก ชนิดถอนตัวไม่ขึ้นก็มี เหตุนั้น บาลีบรรทัดถัดไปจึงกระตุกให้เรามองโลกอย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง ไม่เป็นคน ไร้เดียงสา หรือ อ่อน ต่อโลก (คำว่า พาลา,พาล รากศัพท์จริง ๆ แปลว่า อ่อน)
มุมที่ ๓ มองโลกตามนัยแห่งโลกธรรม ๘ โลกธรรม ๘ ได้แก่ ๑.มีลาภ ๒ เสื่อมลาภ ๓.มียศ ๔.เสื่อมยศ ๕.นินทา ๖.สรรเสริญ ๗.สุข ๘.ทุกข์ โลกตามมุมมองนี้สะท้อนให้เราเห็นความจริง ๒ ข้
ความจริงข้อที่ ๑ โลกส่วนที่เราชอบใจ ปรารถนา ไขว่คว้าอยากได้มาครอบครอง หลัก ๆ ก็ได้แก่ ๑.ลาภ ๒.ยศ ๓.สรรเสริญ ๔. สุข
มนุษย์ทั้งหลายที่เดินขวักไขว่กันอยู่บนถนน ไม่เว้นแม้กระทั่งยามค่ำคืน ว่ากันว่าโดยที่สุดแล้วก็เพียงเพื่อสิ่งนี้ บางครั้งถึงกับต้องลงทุนทำสิ่งเลวร้าย เสียหาย หรือบางครั้งก็ถึงกับฆ่าแกงกันเลยก็มี
ความจริงข้อที่ ๒ โลกส่วนที่เราไม่ชอบใจ ไม่ปรารถนา ไม่อยากได้มาครอบครอง หลัก ๆ ก็ได้แก่ ๑.เสื่อมลาภ ๒.เสื่อมยศ ๓.นินทา ๔. ทุกข์
เช่นเดียวกัน บางครั้งมนุษย์ก็ยอมทำสิ่งที่เลวร้าย ผิดศีลผิดธรรม เบียดเบียน หรือบางครั้งถึงกับฆ่าแกงกัน เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนประสบกับสิ่งเหล่านี้
ถ้าเรายอมรับความเป็นจริงว่า นี่เป็นเรื่องธรรมดา ชีวิตคนก็เป็นอย่างนี้ โลกก็เป็นอย่างนี้ มีได้บ้าง เสียบ้างตามเหตุปัจจัย
วางจิตเช่นนี้ได้ ชีวิตก็ย่อมร่มเย็น ไม่เดือดร้อน
นี่ก็เป็นความจริงของโลกอย่างหนึ่งที่เราควรทำความเข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจธรรมดา แต่ควรจะทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
มุมที่ ๔ โลกตามนัยแห่งบาลีสังยุตตนิกาย สคาถวรรค โลกตามนัยแห่งบาลีบทนี้ท่านกล่าวไว้สั้น ๆ ว่า จิตฺเตน นียติ โลโก ซึ่งสะท้อนให้เราเห็นความจริงอย่างน้อย ๒ ประการ
ความจริงข้อที่ ๑ จิตมนุษย์สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
ความจริงข้อที่ ๒ จิตนี่แหละเป็นตัวกำหนดความเป็นไปของโลก บาลีท่านจึงใช้คำว่า นำโลก (นียติ โลโก) ซึ่งก็เป็นความจริงที่เราสามารถมองเห็นได้ไม่ยากนัก พูดรวม ๆ ไว้ก็ได้ว่า โลกเป็นอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้ และที่จะเป็นต่อไปในอนาคต ก็เพราะจิตนั่นแหละเป็นตัวการใหญ่นำไป ให้เป็นไป
ปล. ก็ลองเกริ่น ๆ ดู ๓-๔ มุมมองเกี่ยวกับโลก ยังมีบาลีที่พรรณนามุมมองเกี่ยวกับโลกไว้อีกพอควร หากมีเวลา จะนำมาแจกแจงต่อ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ครูอ้อย รับความรู้ไปแล้วนะคะ
ขอบพระคุณครับ
พุทธศานาสอนให้มองโลกตามความเป็นจริง รู้ทุกข์ ไม่ใช่หนีทุกข์
คนทั่วไปมองความทุกข์ว่าน่ารังเกียจ อยากหนีทุกข์ ไม่อยากรู้ทุกข์ ก็เลยมองว่าพุทธศาสนาสอนในแง่ลบครับ
ความทุกข์ มีไว้ให้เห็นครับ
เป้าหลักอย่างหนึ่งของพุทธศาสน์คือ
ต้องการเชื่อมโยงรอยต่อระหว่างของความเป็นจริงแห่งธรรมชาติ
กับสิ่งที่เรากำลังสัมผัสมันอยู่ทางทวารทั้งหก..
สาธุ..
สวัสดีค่ะคุณณัฐรดา
โลกทัศน์ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา..หากได้ศึกษา"กฎธรรมชาติ"ที่ได้กล่าวถึงอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม และธรรมนิยาม.........คือทุกสรรพสิ่งเป็นเอกภาพเดียวกัน ล้วนมีเกิดดับ ตามกฏไตรลักษณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวข้องเชื่อมโยงต่อกันไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งอดีต ปัจจุปัน อนาคต มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา..เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ในวงจรปกิจจสมุทปบาท
"โลก" ก็มีกาลเวลาของมันเอง...ดังจะเห็น พระพุทธเจ้าหลายพระองค์ยุคสมัยนั้นมีเกิด กำเนินไป แก่ชรา และดับสิ้นเป็นเช่นนี้ตลอด
โลกทัศน์ตามนัยแห่งพระพุทธศาสนา..คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติทั้งหมด ไม่เฉพาะแต่เรื่องความทุกข์เท่านั้น
ขอบคุณสำหรับ"ธรรมะ"ที่ดีดีค่ะ
ทุกแง่มุมล้วนเป็นความจริงของโลกค่ะ
ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป ถ้ามองโลกด้วยความเข้าใจ และยอมรับ ก็จะไม่เกิดทุกข์
ระลึกค่ะ
มาชม
มองโลกเห็นได้หลายเหลี่ยมเลยนะครับ...
สวัสดีค่ะ
แวะมาหาความรู้ค่ะ
ส่งเทียบเชิญมาถึงคุณณัฐรดา
และกัลยาณมิตรทุกท่าน
ขอเชิญร่วมชมนิทรรศการ โครงงานคุณธรรม
ในงาน"พลังเยาวชน พลังสังคม" ครั้งที่ 1
"ร่วมสร้างประเทศไทย...ด้วยการให้"
และร่วมเวทีเสวนา
วันเสาร์ที่ 10 ต.ค. : ถอดองค์ความรู้โครงงาน สร้างเป็นบทภาพยนต์โทรทัศน์
เวลา10.00-16.30น. ณ หอประชุมชั้น5 หอศิลป์ฯ กทมฯ
วันอาทิตย์ที่ 11ต.ค. : ถอดรหัส ๙ วิธีฟื้นฟูชาติ

เวลา13.00-18.00น. ณ หอประชุมชั้น5 หอศิลป์ฯ กทมฯ
ผมก็ถือโอกาสใช้เวทีเสวนาที่สยามกัมมาจลเป็นเจ้าภาพงาน จัดระดมความคิด หัวข้อ ถอดรหัส ๙ วิธีฟื้นฟูชาติ ขึ้น
ยังไงก็เรียนเชิญ กัลยาณมิตร ผู้รักแผ่นดินทุกท่าน ร่วม work shop ระดมความคิดในเวทีเสวนาได้นะครับ
โลกทัศน์แต่ละศาสนาคืออะไรช่วยที่