“สันติภาพในมือเรา” เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินความเป็นจริง หากสืบสาวถึงประสบการณ์ของกระบวนการสร้างสันติภาพในโลกแล้ว ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า บทบาทของประชาชนเป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จของการสร้างสันติภาพที่ไม่อาจมองข้ามได้ และเป็นหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขยายตัวสืบเนื่องมาเป็นเวลากว่า ๕ ปี ท่ามกลางปัญหาวิกฤติ ประชาชนได้รวมตัวกันเพื่อตอบสนองต่อปัญหาตั้งแต่การมีปฏิกิริยาต่อความรุนแรง การพิทักษ์สิทธิมนุษยชน การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหาย การพัฒนาท้องถิ่น รวมไปถึงการติดตามตรวจสอบนโยบาย และรณรงค์สื่อสารเพื่อสร้างสรรค์สันติภาพในสังคมส่วนใหญ่

วันนี้มาจัดเวทีโครงการสัมมนาเครือข่ายภาคประชาสังคม เรื่องประชาสังคมกับกระบวนการสันติภาพ :การขยายพื้นที่ภาคประชาชน  เพื่อการแก้ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ที่หาดใหญ่

 

มีการพูดคุยกันในเรื่อง“สันติภาพ” ประเด็นนี้ลุงเอกได้มอบเป้าหมายให้ไว้กับทีมงานว่าพื้นที่ๆจะจัดงานลักษณะนี้พื้นที่น่าจะอยู่ที่สามจังหวัดเป็นหลัก  ประการที่สองต้องเอาคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง  ประเด็นที่สามต้องไม่มีกรอบให้ทำโน่นทำนี่  สุดท้ายเลิกการบรรยายนำมีแต่จะใส่ตาม้าให้คนไม่สามารถมองอะไรกว้างๆไกลๆ

 

การตีกรอบที่กำหนดมาก่อนแล้ว จะทำให้การทำงานเป็นทางการมากเกินไป โดยที่จะมุ่งใช้อำนาจ ใช้ตำราเป็นตัวตั้ง วานนี้เวทีหมอประเวศพูดกันว่า ความรู้ใช้แก้ปัญหาไม่ได้เพราะปัญหาใหม่ยังไม่มีความรู้ใดสามารถแก้ปัญหาได้ เพราะชุดความรู้วันนี้วันรุ่งขึ้นปัญหาเปลี่ยนก็ต้องใช้ความรู้ใหม่แล้ว ปัญหาวันพรุ่งนี้ต้องใช้ปัญญา

 

คนที่รู้เรื่องภาคใต้ทั้งพื้นที่และคนดี วันนี้คือคนในพื้นที่นั่นเอง อยากให้คนนอกเพียงแต่สนับสนุน ต้องการให้เกิด Do the think right  สิ่งที่เขาทำแล้วชีวิตดีขึ้น มากกว่า Do the right thing ให้ทำตามที่ฉันบอกแล้วชีวิตแกจะดีเอง ดังที่ผ่านๆมาคงไม่ใช่แน่ เพราะการทำตามใจแหล่งทุน นายทุนบอกว่าการใช้งบประมาณจะต้องตามใจเรา  มิใช่ตามใจเขา

 

ลุงเอกจะมองหาคุณค่าในพื้นที่มากกว่ามองปัญหาในพื้นที่ ที่แก้ยังไงก็ไม่จบ มองว่าอนาคตข้างหน้าคงมีการเปลี่ยนแปลง

 

ทั้งรัฐเองคงใช้รูปแบบเก่าๆ  นิ่งๆไม่ทำอะไรมากนักคงไม่ได้ต้องจริงจังและจริงใจให้มากกว่านี้

 

ภาคการเมืองเองต้องมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่แน่ ใครยังนิ่งเฉยไม่สนใจจะถูกแย่งพื้นที่ทันทีขอให้ระวังตัวเอาไว้

 

ภาคประชาชนนั้นคงต้องทำงานที่เป็นปึกแผ่นกันมากขึ้นให้เกิดการเชื่อมต่อกัน

การสร้างชุมชนให้เข้มแข็งลุงเอกมองว่าขณะนี้เขายังไม่แข็งพออีกหรือ หรือจะให้เขาบุกกรุงเทพก่อนจึงจะรู้ตัว  ที่นี่เขาแข็งมากแต่ถ้าอยากให้แข็งแบบเรานั้นมันคงไม่ใช่สำหรับเขา

 

สำรวจเครือข่ายภาคประชาสังคมแล้วยังกระจุกไม่กระจายพื้นที่ปัตตานีมีมากสุด รองมายะลา น้อยสุดนราธิวาส ไม่น่าแปลกใจเหตุการณ์จึงเกิดมากมายในพื้นที่

วันนี้คงจะเกิดภาพ Mapping ความคิด  พื้นที่การทำงานของกลุ่มต่างๆ  และเครือข่าย

 

การทำงานในพื้นที่ต้องให้เกิดการพูดจากันที่มีพื้นที่เอื้ออำนวย เป็น Peace Talk  เพื่อให้เกิดเครือข่าย Peace Net  ที่จะสื่อคุณค่า อัตตลักษณ์ และความเป็นพหุสังคมออกไปให้คนที่อื่นๆได้รับรู้ Peace Communication

 

งานวันนี้ทำอะไรโดยตรงคงไม่ได้ต้องทำทางอ้อมที่เปิดพื้นที่ สร้างสภาพแวดล้อมให้เกื้อกูล   สุดท้ายหนึ่งปีผ่านไปคงต้องลงนั่งคุยกัน ถอดบทเรียนออกมาใช้ในแผนต่อไปครับ