ชื่อเรื่อง การพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเพื่อยกระดับ
คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านกุดฮู
ผู้วิจัย กษมน มังคละคีรี
สถาบัน โรงเรียนบ้านกุดฮู
ปีที่วิจัย 2550-2551
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านกุดฮู อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา คือ ครูโรงเรียนบ้านกุดฮู ปีการศึกษา 2551 จำนวน 9 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบนิเทศการจัดการเรียนการสอน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ
ผลการวิจัย พบว่า
1. จากการดำเนินการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การฝึกปฏิบัติจริงและการนิเทศ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ส่งผลให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ
2. ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพิจารณาได้จาก
2.1 ครูทุกคนมีความสามารถในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมกระบวนการคิดและการพัฒนาทักษะต่าง ๆ โดยแผนการเรียนรู้นั้นมีความเหมาะสม
2.2 ครูทุกคนมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการคิด การฝึกทักษะ และการแสวงหาความรู้ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ครูพัฒนาขึ้น 2.3 นักเรียนมีความรู้ ความสามารถ ด้านมาตรฐานผู้เรียน หลังเรียน ตามแผน การจัดการเรียนรู้ที่ครูพัฒนาขึ้น อยู่ในระดับดี โดยพิจารณาจากผลการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 ในมาตรฐานที่ 4 “ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์” มาตรฐานที่ 5 “ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร” และมาตรฐานที่ 6 “ ผู้เรียนมีทักษะใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง” อยู่ในระดับ ดี
การพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเพื่อยกระดับ
คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านกุดฮู พบว่า กลยุทธ์ที่ใช้ในการดำเนินการ ได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การฝึกปฏิบัติจริง และการนิเทศ สามารถพัฒนาให้ครูมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มีทักษะใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับดี
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนการ์ตูนประกอบการเรียนรู้ ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิด
ของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโกสุมพิทยาสรรค์
กลุ่มสาระ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชา พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
หน่วยงาน โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3
ปีที่พิมพ์ 2552
ผู้ศึกษา นางนิภาพรรณ ศรีทรัพย์
ที่ปรึกษา นายไพจิตร ปริวัฒนากุล
ประเพณีไทยเป็นเครื่องแสดงวิถีชีวิตและจิตใจของคนไทย ตั้งแต่อดีตสืบทอดมาถึงปัจจุบัน เป็นมรดกทางด้านความประพฤติปฏิบัติของบรรพชนที่มีประโยชน์ที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ของไทยส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับพุทธศาสนา การศึกษาค้นคว้า เรื่อง พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาสื่อประกอบการเรียนรู้ บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของสื่อประกอบการเรียนรู้ บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ ของบทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วย บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ จำนวน 45 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 สื่อที่ใช้เป็นบทเรียนการ์ตูน จำนวน 9 เล่ม ได้แก่ ประเพณีปลูกบ้านใหม่ ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีผูกเสี่ยว ประเพณีรดน้ำขอพร ประเพณีการเลี้ยงผีตาแฮก ประเพณีลอยกระทง ประเพณีช้อนขวัญ ประเพณีงันเฮือนดี และประเพณีการทำบุญแจกข้าว (บุญอุทิศ) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple Choices) 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.74 แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าประสิทธิภาพที่ 85.80 แบบประเมินบทเรียนการ์ตูนมีค่าประสิทธิภาพที่ 84.85
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. สื่อประกอบการเรียนรู้ บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.37/84.83
2. ดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนก่อน – หลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยสื่อประกอบการเรียนรู้ บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ (E.I.) มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6247 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 62.47
3. ความคงทนในการเรียนรู้ ของบทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนประจำหน่วยการเรียนรู้มีประสิทธิภาพความคงทนเท่ากับ T1 = 55.66, T2 = 84.67, 1 = 28.72
4. ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วย บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ โดยรวมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วย บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา มีค่าเฉลี่ยที่ 4.24 S.D. 0.71 อยู่ในระดับเหมาะสมมาก
โดยสรุป การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าบทเรียนการ์ตูน เรื่อง พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระสังคมศาสนาและวัฒนธรรม มีประสิทธิภาพสามารถใช้ประกอบการสอน ส่งผลให้นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชื่อเรื่อง : การพัฒนากิจกรรมลูกเสือ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5(ลูกเสือโท)
โรงเรียนประโคนชัยวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2
ชื่อผู้วิจัย : นางกัญญาภรณ์ นุชวงษ์ ปีที่วิจัย : ปีการศึกษา 2550
การวิจัยครั้งนี้เน้นการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) จำนวน 7 ชุด 46 เล่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ (ลูกเสือโท) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด คือ 80/80 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ที่เรียนลูกเสือ ในปีการศึกษา 2550 โรงเรียนประโคนชัยวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงเฉพาะนักเรียนที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ทำการสอน ทำการวิจัยในปีการศึกษา 2550 สรุปผลการวิจัย ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 (ลูกเสือโท) จำนวน 7 ชุด 46 เล่ม พบว่ามีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพ ของผลสัมฤทธิ์ (E1/E2) เป็น 89.92/86.64 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สรุปได้ว่า เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) ทั้ง 7 ชุด 46 เล่ม มีค่าประสิทธิภาพในระดับสูง สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบ การเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) มีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 39.14 ค่าความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน (t-test) เป็น18.84 หรือแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0 .01 3. ผลการวิเคราะห์แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อเอกสารประกอบ การเรียนลูกเสือชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) ทั้ง 7 ชุด 46 เล่ม พบว่า โดยภาพรวมแล้วนักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ทั้ง 7 ชุด ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเป็น 4.86 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.32
ชื่อเรื่อง : การศึกษารูปแบบการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ ในโรงเรียนประโคนชัยวิทยา
ชื่อผู้วิจัย : นางกัญญาภรณ์ นุชวงษ์
ปีที่วิจัย : ปีการศึกษา 2550
การวิจัยครั้งนี้เน้นศึกษารูปแบบการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ โดยทำการวิจัยและใช้โครงการเข้ามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษากระบวนการในการบริหารกิจกรรมลูกเสือ ในโรงเรียนประโคนชัยวิทยาที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการกิจกรรมลูกเสือ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ และประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมลูกเสือ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้กำกับลูกเสือในโรงเรียนประโคนชัยวิทยา จำนวน 24 คน และนักเรียนชายที่เรียนลูกเสือ จำนวน 30 คนพร้อมผู้ปกครอง ทำการวิจัยในปีการศึกษา 2550 โรงเรียนประโคนชัยวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 สรุปผลการวิจัย ดังนี้
1. ผลการวิเคราะห์กระบวนการบริหารกิจกรรมลูกเสือ พบว่า โรงเรียนประโคนชัยวิทยามีกระบวนการบริหารกิจกรรมลูกเสือทั้งระบบ โดยรวมแล้วในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย 3.57 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.69 เมื่อแยกพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการจัดองค์การ มีค่าเฉลี่ยการดำเนินการในระดับดีมากซึ่ง มากกว่าด้านอื่นๆ คือ 3.88 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.69 รองลงมาเป็นด้านงบประมาณ มีค่าเฉลี่ยการดำเนินการในระดับดีมาก คือ 3.73 ด้านการวางแผน ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการอำนวยการสั่งการ และด้านการรายงานผลการปฏิบัติงาน มีค่าเฉลี่ย 3.63,3.54,3.54 และ 3.45 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.70, 0.66, 0.66 และ 0.70 ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าทุกด้าน คือ ด้านการประสานงาน มีค่าเฉลี่ยการดำเนินการในระดับดีปานกลาง คือ 3.24 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.73
2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ พบว่า ปัจจัยทั้ง 4 ด้านส่งผลต่อการพัฒนากิจกรรมลูกเสือทั้งหมด โดยด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือส่งผลต่อการพัฒนากิจกรรมลูกเสือมากที่สุด เห็นได้จากพัฒนาการที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าด้านอื่นๆ คือ ร้อยละ 27.40 รองลงมาเป็นด้านลูกเสือมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นจากก่อนดำเนินโครงการ ร้อยละ 26 ด้านผู้บริหาร มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ25.20 และด้านผู้กำกับลูกเสือมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.60 ก่อนดำเนินการพัฒนา พบว่า ผู้กำกับลูกเสือมีความพึงพอใจในโครงการในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.22 หลังการดำเนินโครงการ พบว่า มีความพึงพอใจในโครงการเพิ่มขึ้นในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.51
3. ผลการวิเคราะห์แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการกิจกรรมลูกเสือ พบว่า
ผู้กำกับลูกเสือมีความพึงพอใจโดยรวมในโครงการที่ใช้ในการพัฒนากิจกรรมลูกเสือในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.60 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.49 เมื่อแยกพิจารณารายข้อ พบว่า ลูกเสือทุกคนสามารถผ่านการประเมินในทุกกิจกรรม และลูกเสือปฏิบัติตามกิจกรรมด้วยความชื่นชอบ เป็นข้อที่ผู้กำกับลูกเสือพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.92 รองลงมาคือ ลูกเสือได้มิตรภาพระหว่างกัน มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 4.88 และข้อที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่ำที่สุด คือ นักเรียนเป็นลูกเสือที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในระดับมาก คือ 4.21
ลูกเสือมีความพึงพอใจในโครงการที่ใช้ในการพัฒนากิจกรรมลูกเสือโดยรวมแล้วในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.66 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48 เมื่อแยกพิจารณารายข้อ พบว่า ลูกเสือ
มีความพึงพอใจในการเป็นผู้มีระเบียบวินัยยิ่งขึ้นมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.90 รองลงมาเป็นลูกเสือ
มีความสามัคคียิ่งขึ้น และลูกเสือได้รู้จักและเข้าใจในการใช้ชีวิตกลางแจ้ง มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ 4.83 และข้อที่ลูกเสือมีความพึงพอใจน้อยกว่าข้ออื่นๆ คือ ลูกเสือสามารถปฏิบัติตามกฎ คำปฏิญาณ และคติพจน์ของลูกเสือได้ มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4. 43
ผู้ปกครองมีความพึงพอใจในการจัดโครงการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ โดยรวมแล้วในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.21 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.65 เมื่อแยกพิจารณาตามรายการประเมิน พบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ นักเรียนรู้จักให้ความรัก และรู้จักแบ่งปันในหมู่พี่น้อง
# หัวข้อ
**ตัวหนา**
*ตัวเอียง*
[ลิงก์](url)

- รายการ
> อ้างอิง
ชื่อเรื่อง การพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเพื่อยกระดับ
คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านกุดฮู
ผู้วิจัย กษมน มังคละคีรี
สถาบัน โรงเรียนบ้านกุดฮู
ปีที่วิจัย 2550-2551
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านกุดฮู อำเภอกุสุมาลย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา คือ ครูโรงเรียนบ้านกุดฮู ปีการศึกษา 2551 จำนวน 9 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบนิเทศการจัดการเรียนการสอน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ระเบียบวิธีวิจัยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการ 2 วงรอบ
ผลการวิจัย พบว่า
1. จากการดำเนินการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การฝึกปฏิบัติจริงและการนิเทศ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ส่งผลให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ
2. ครูมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพิจารณาได้จาก
2.1 ครูทุกคนมีความสามารถในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมกระบวนการคิดและการพัฒนาทักษะต่าง ๆ โดยแผนการเรียนรู้นั้นมีความเหมาะสม
2.2 ครูทุกคนมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการคิด การฝึกทักษะ และการแสวงหาความรู้ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ครูพัฒนาขึ้น 2.3 นักเรียนมีความรู้ ความสามารถ ด้านมาตรฐานผู้เรียน หลังเรียน ตามแผน การจัดการเรียนรู้ที่ครูพัฒนาขึ้น อยู่ในระดับดี โดยพิจารณาจากผลการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 ในมาตรฐานที่ 4 “ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์” มาตรฐานที่ 5 “ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร” และมาตรฐานที่ 6 “ ผู้เรียนมีทักษะใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง” อยู่ในระดับ ดี
การพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนเพื่อยกระดับ
คุณภาพผู้เรียน โรงเรียนบ้านกุดฮู พบว่า กลยุทธ์ที่ใช้ในการดำเนินการ ได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การศึกษาดูงาน การฝึกปฏิบัติจริง และการนิเทศ สามารถพัฒนาให้ครูมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร มีทักษะใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อยู่ในระดับดี
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาบทเรียนการ์ตูนประกอบการเรียนรู้ ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิด
ของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโกสุมพิทยาสรรค์
กลุ่มสาระ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รายวิชา พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
หน่วยงาน โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามหาสารคาม เขต 3
ปีที่พิมพ์ 2552
ผู้ศึกษา นางนิภาพรรณ ศรีทรัพย์
ที่ปรึกษา นายไพจิตร ปริวัฒนากุล
บทคัดย่อ
ประเพณีไทยเป็นเครื่องแสดงวิถีชีวิตและจิตใจของคนไทย ตั้งแต่อดีตสืบทอดมาถึงปัจจุบัน เป็นมรดกทางด้านความประพฤติปฏิบัติของบรรพชนที่มีประโยชน์ที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม จึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ของไทยส่วนใหญ่มักเกี่ยวกับพุทธศาสนา การศึกษาค้นคว้า เรื่อง พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาสื่อประกอบการเรียนรู้ บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของสื่อประกอบการเรียนรู้ บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ ของบทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วย บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ จำนวน 45 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 สื่อที่ใช้เป็นบทเรียนการ์ตูน จำนวน 9 เล่ม ได้แก่ ประเพณีปลูกบ้านใหม่ ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีผูกเสี่ยว ประเพณีรดน้ำขอพร ประเพณีการเลี้ยงผีตาแฮก ประเพณีลอยกระทง ประเพณีช้อนขวัญ ประเพณีงันเฮือนดี และประเพณีการทำบุญแจกข้าว (บุญอุทิศ) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple Choices) 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.74 แบบประเมินคุณภาพแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าประสิทธิภาพที่ 85.80 แบบประเมินบทเรียนการ์ตูนมีค่าประสิทธิภาพที่ 84.85
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า
1. สื่อประกอบการเรียนรู้ บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.37/84.83
2. ดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนก่อน – หลังเรียนของนักเรียน ที่เรียนด้วยสื่อประกอบการเรียนรู้ บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ (E.I.) มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6247 แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 62.47
3. ความคงทนในการเรียนรู้ ของบทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนประจำหน่วยการเรียนรู้มีประสิทธิภาพความคงทนเท่ากับ T1 = 55.66, T2 = 84.67, 1 = 28.72
4. ความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วย บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโกสุมวิทยาสรรค์ โดยรวมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ด้วย บทเรียนการ์ตูน ชุด พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา มีค่าเฉลี่ยที่ 4.24 S.D. 0.71 อยู่ในระดับเหมาะสมมาก
โดยสรุป การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าบทเรียนการ์ตูน เรื่อง พระพุทธศาสนาในบ้านเกิดของฉัน วิชาพระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระสังคมศาสนาและวัฒนธรรม มีประสิทธิภาพสามารถใช้ประกอบการสอน ส่งผลให้นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้น และช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ชื่อเรื่อง : การพัฒนากิจกรรมลูกเสือ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5(ลูกเสือโท)
โรงเรียนประโคนชัยวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2
ชื่อผู้วิจัย : นางกัญญาภรณ์ นุชวงษ์ ปีที่วิจัย : ปีการศึกษา 2550
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เน้นการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) จำนวน 7 ชุด 46 เล่ม มีวัตถุประสงค์เพื่อ สร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ (ลูกเสือโท) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด คือ 80/80 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปี ที่ 5 ที่เรียนลูกเสือ ในปีการศึกษา 2550 โรงเรียนประโคนชัยวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงเฉพาะนักเรียนที่ผู้รายงานได้รับมอบหมายให้ทำการสอน ทำการวิจัยในปีการศึกษา 2550 สรุปผลการวิจัย ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพ เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 (ลูกเสือโท) จำนวน 7 ชุด 46 เล่ม พบว่ามีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ และประสิทธิภาพ ของผลสัมฤทธิ์ (E1/E2) เป็น 89.92/86.64 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ สรุปได้ว่า เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) ทั้ง 7 ชุด 46 เล่ม มีค่าประสิทธิภาพในระดับสูง สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบ การเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) มีคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 39.14 ค่าความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน (t-test) เป็น18.84 หรือแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0 .01 3. ผลการวิเคราะห์แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อเอกสารประกอบ การเรียนลูกเสือชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (ลูกเสือโท) ทั้ง 7 ชุด 46 เล่ม พบว่า โดยภาพรวมแล้วนักเรียนมีความพึงพอใจต่อเอกสารประกอบการเรียนลูกเสือ ทั้ง 7 ชุด ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเป็น 4.86 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.32
ชื่อเรื่อง : การศึกษารูปแบบการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ ในโรงเรียนประโคนชัยวิทยา
ชื่อผู้วิจัย : นางกัญญาภรณ์ นุชวงษ์
ปีที่วิจัย : ปีการศึกษา 2550
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เน้นศึกษารูปแบบการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ โดยทำการวิจัยและใช้โครงการเข้ามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษากระบวนการในการบริหารกิจกรรมลูกเสือ ในโรงเรียนประโคนชัยวิทยาที่ส่งผลต่อความสำเร็จของโครงการกิจกรรมลูกเสือ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ และประเมินความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมลูกเสือ กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้กำกับลูกเสือในโรงเรียนประโคนชัยวิทยา จำนวน 24 คน และนักเรียนชายที่เรียนลูกเสือ จำนวน 30 คนพร้อมผู้ปกครอง ทำการวิจัยในปีการศึกษา 2550 โรงเรียนประโคนชัยวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 สรุปผลการวิจัย ดังนี้
1. ผลการวิเคราะห์กระบวนการบริหารกิจกรรมลูกเสือ พบว่า โรงเรียนประโคนชัยวิทยามีกระบวนการบริหารกิจกรรมลูกเสือทั้งระบบ โดยรวมแล้วในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย 3.57 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.69 เมื่อแยกพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการจัดองค์การ มีค่าเฉลี่ยการดำเนินการในระดับดีมากซึ่ง มากกว่าด้านอื่นๆ คือ 3.88 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.69 รองลงมาเป็นด้านงบประมาณ มีค่าเฉลี่ยการดำเนินการในระดับดีมาก คือ 3.73 ด้านการวางแผน ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการอำนวยการสั่งการ และด้านการรายงานผลการปฏิบัติงาน มีค่าเฉลี่ย 3.63,3.54,3.54 และ 3.45 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.70, 0.66, 0.66 และ 0.70 ตามลำดับ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าทุกด้าน คือ ด้านการประสานงาน มีค่าเฉลี่ยการดำเนินการในระดับดีปานกลาง คือ 3.24 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.73
2. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ พบว่า ปัจจัยทั้ง 4 ด้านส่งผลต่อการพัฒนากิจกรรมลูกเสือทั้งหมด โดยด้านการจัดมวลกิจกรรมลูกเสือส่งผลต่อการพัฒนากิจกรรมลูกเสือมากที่สุด เห็นได้จากพัฒนาการที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าด้านอื่นๆ คือ ร้อยละ 27.40 รองลงมาเป็นด้านลูกเสือมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นจากก่อนดำเนินโครงการ ร้อยละ 26 ด้านผู้บริหาร มีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ25.20 และด้านผู้กำกับลูกเสือมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 24.60 ก่อนดำเนินการพัฒนา พบว่า ผู้กำกับลูกเสือมีความพึงพอใจในโครงการในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.22 หลังการดำเนินโครงการ พบว่า มีความพึงพอใจในโครงการเพิ่มขึ้นในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.51
3. ผลการวิเคราะห์แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโครงการกิจกรรมลูกเสือ พบว่า
ผู้กำกับลูกเสือมีความพึงพอใจโดยรวมในโครงการที่ใช้ในการพัฒนากิจกรรมลูกเสือในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.60 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.49 เมื่อแยกพิจารณารายข้อ พบว่า ลูกเสือทุกคนสามารถผ่านการประเมินในทุกกิจกรรม และลูกเสือปฏิบัติตามกิจกรรมด้วยความชื่นชอบ เป็นข้อที่ผู้กำกับลูกเสือพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.92 รองลงมาคือ ลูกเสือได้มิตรภาพระหว่างกัน มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 4.88 และข้อที่มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่ำที่สุด คือ นักเรียนเป็นลูกเสือที่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในระดับมาก คือ 4.21
ลูกเสือมีความพึงพอใจในโครงการที่ใช้ในการพัฒนากิจกรรมลูกเสือโดยรวมแล้วในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.66 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.48 เมื่อแยกพิจารณารายข้อ พบว่า ลูกเสือ
มีความพึงพอใจในการเป็นผู้มีระเบียบวินัยยิ่งขึ้นมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.90 รองลงมาเป็นลูกเสือ
มีความสามัคคียิ่งขึ้น และลูกเสือได้รู้จักและเข้าใจในการใช้ชีวิตกลางแจ้ง มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ 4.83 และข้อที่ลูกเสือมีความพึงพอใจน้อยกว่าข้ออื่นๆ คือ ลูกเสือสามารถปฏิบัติตามกฎ คำปฏิญาณ และคติพจน์ของลูกเสือได้ มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4. 43
ผู้ปกครองมีความพึงพอใจในการจัดโครงการพัฒนากิจกรรมลูกเสือ โดยรวมแล้วในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.21 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็น 0.65 เมื่อแยกพิจารณาตามรายการประเมิน พบว่า รายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดคือ นักเรียนรู้จักให้ความรัก และรู้จักแบ่งปันในหมู่พี่น้อง