หรือว่าเราจะเป็นพี่น้องกันจริงๆ
สังคมของไทอาหม เป็นสังคมเครือญาติ นับถือกันเป็นพี่เป็นน้องตามสายตระกูล ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ตระกูล
ไม่แปลกที่เราจะเห็นเขาพาใคร ๆ มาแนะนำว่าคนนี้เป็นพี่ คนนี้เป็นน้อง ทั้งที่หน้าตาไม่เหมือนกันสักนิด
มาอยู่อัสสัมไม่กี่วัน ฉันเริ่มญาติเยอะ และเพื่อนมากมายไม่ซ้ำหน้า เพราะ D.K. จะพาเพื่อนมาทำความรู้จัก วันละคนสองคน แต่โดยสรุปคือ จำใครไม่ได้สักคน
นิดพยายามท่องชื่อ ชางไหม่ อยู่สักพักก็เปลี่ยนใจ
“เราจะเรียกคุณว่า เชียงใหม่ ก็แล้วกัน” นิดสรุปหน้าตาเฉย พร้อมอธิบายความสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ให้ชางไหม่ฟัง “เชียงใหม่” หัวเราะชอบใจ และยอมรับชื่อนี้ไปอย่างยินดี ส่วน D.K. รอดตัวไป เพราะให้เราเรียกชื่อย่อ เพราะชื่อเต็ม ๆ ของเขาคือ Daya Krishna Gogoi ไม่อย่างนั้นอาจถูกนิดเปลี่ยนชื่อเป็นอย่างอื่น
“เรากะจะเรียกว่ากองกอยซะหน่อย ค่อยจำง่ายขึ้น” นิดสารภาพออกมาในที่สุด เหมือนที่ฉันคิดไว้ไม่มีผิด
ส่วนเพื่อนอีกคน คือ อานิล บอร์ โกไฮน์ (Ani Bor gohain) นั้น นิดเรียกโกไห่ กลายเป็นคนจีนไปซะงั้น จริง ๆ ถ้าเราสนิทกับเขา ก็สามารถเรียกชื่อหน้าได้ ซึ่งเขาจะดีใจมาก เช่น D.K. ชื่อ ดอย่า บอร์โกไฮน์ ชื่ออานิล เพราะชื่อหน้าเป็นชื่อใช้เรียกกันในหมู่คนสนิท คงเหมือนเราที่มีชื่อเล่นไว้เรียกกัน คนอาหมก็มีชื่อเล่นเหมือนกัน แต่ฉันพบว่าชื่อเล่นของบางคน เรียกยากกว่าชื่อจริงเสียอีก
ชางไหม่ เป็นธุระจัดการหาซิมมือถือมาให้เราไว้ใช้ เขาเป็นนักศึกษาปริญญาโท ที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เป็นคนอารมณ์ดี ไม่มีพิษภัยกับใคร ออกจะเรื่อย ๆ เปื่อย ๆ แบบตามสบายคือ ไทแท้ และมีเสียงหัวเราะเป็นเอกลักษณ์
ร้านขายเสื้อผ้าในกวาฮาตี เมืองหลวงของอัสสัม
ส่วน D.K. เป็นข้าราชการระดับกลางค่อนข้างสูง ของกระทรวงศึกษา ตำแหน่งผู้ตรวจมาตรฐานโรงเรียนของรัฐ เป็นคนหนุ่มที่จริงจัง เป็นนักจัดการ และมีเพื่อนมาก คอยให้การช่วยเหลืออำนวยความสะดวก เป็นคนมีความรับผิดชอบสูง ดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ด้วยความเต็มใจ และด้วยความผูกพันกับคนไทย เพราะเขาคิดว่าเขาเป็นคนไทเหมือนกัน
ก่อนมาได้ยินแต่คำบอกเล่าจากหลายคนเรื่อง คนไทยจะเป็นที่สนใจของชาวไทอาหม เพิ่งเข้าใจจริง ๆ เมื่อมาถึงนี่เอง
ชางไหม่ D.K. อานิล กิราน และทุกคนที่พบดูแลเราอย่างดี ชนิดที่ถ้าพวกเขาแบกเราเดินได้ก็คงจะทำ เขารู้สึกเป็นเกียรติที่เราไปเป็นแขก (ในเมืองแขกของเขา) ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ข้าวปลาอาหาร พวกเขาจัดการดูแลให้ตลอด เราก็เกรงใจพยายามจะจ่ายเองเวลากินอาหารที่โรงแรมตอนกลางวัน แต่พนักงานก็ไม่เก็บเงินเรา จะไปกินที่อื่นก็สกปรก
ส่วนมื้อเย็นนั้น พวกเขาจะมารับเราไปกินร้านหรู ๆ นอกเมืองทุกวัน ก่อนอาหารมีรายการพาชมสวนดอกไม้เสียอีก เสียดายแต่เป็นเวลามืดค่ำ จึงไม่เห็นความงามใด ๆ ของดอกไม้ นอกจากความสวยงามของน้ำใจคน
ดอกไม้ที่ D.K. พยายามพาไปดู เป็นดอกไม้ประจำเมืองมีอยู่ทั่วไป
เห็นที ฉันกับนิดคงต้องชวนเขามาเที่ยวเมืองไทยเป็นการตอบแทน ไม่อย่างนั้นไม่รู้จะชดใช้กันได้อย่างไร
พวกเขาไม่ได้มีผลประโยชน์อะไรเลยในการดูแลพวกเรา ซ้ำต้องเสียเงินอีก แต่พวกเขาก็เต็มใจ น้ำใจแบบนี้หาได้ยากยิ่งแล้วในบ้านเรา
สองวัน สองคืนในกวาฮาตี พวกเขาแวะเวียนมาดูแลเราอย่างไม่ให้คลาดสายตา บางวันที่เราออกไปท่องเที่ยวนอกโรงแรม กิรานก็แวะมาหาที่โรงแรมแล้วไม่เจอ เป็นที่ห่วงใยว่าสองสาวคนไทยหายไปไหน ถึงกับโทรเช็คกันจ้าละหวั่น
เขาคงคิดว่า สาวไทยต้องอยู่กับเหย้าเฝ้าโรงแรมเป็นแน่
ความห่วงใย และการดูแลของพวกเขา ... คนไทอาหม ทำให้เราเข้าใจคำว่า พี่น้อง และญาติมิตร กระจ่างชัดยิ่งขึ้น ... จนบางชั่วขณะเริ่มสับสน .. หรือว่าเราอาจจะเป็นพี่น้องกันจริง ๆ
ขอบคุณค่ะครูตา
ขอให้มีความสุขในการอ่านนะคะ