เค้าโครงวิทยานิพนธ์

         ปัญหาหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับนิสิตที่กำลังศึกษาปริญญาโทและเอก คือ  การเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์  ซึ่งเป็นการก้าวเดินก้าวแรกหรือตัวชี้วัดอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่า การเรียนของนิสิตจะจบหลักสูตรหรือไม่ เพราะ วิทยานพนธ์หรือการศึกษาค้นคว้าอิสระคือส่วนหนึ่งของการจบหลักสูตร  ดังนั้นถ้านิสิตไม่สามารถทำวิทยานิพนธ์หรือทำวิทยานิพนธ์ไม่สำเร็จ ก็จะส่งผลให้ไม่จบการศึกษาตามหลักสูตรได้ ซึ่งสาเหตุของการทำวิทยานิพนธ์ไม่สำเร็จ คือ 1) เกิดจากตัวผู้วิจัยเอง เพราะตัวนิสิตสำคัญที่สุดถ้านิสิตไม่เริ่มทำ ไม่เริ่มต้นจะเขียนหรือศึกษาค้นคว้า การเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์หรือการตั้งชื่อเรื่อง คงเป็นเรื่องยาก 2)ขาดที่ปรึกษาที่มีความรู้จริง ๆ เพราะถ้านิสิตได้ที่ปรึกษา แต่ไม่มีความรู้หรือเชี่ยวชาญในความรู้ที่ตนถนัด ก็จะทำให้นิสิตเกิดความเบื่อหน่ายในการทำหรือไม่มีทางออกในการทำวิจัย 3)ขาดการศึกษาค้นคว้างานวิจัยที่เคยทำมาแล้ว ทำให้มีแนวทางน้อยในการเขียนเพราะขาดความรู้ที่สนับสนุนงานวิจัยที่นิสิตกำลังจะทำ 4) สภาพแวดล้อมในชั้นเรียนและที่ทำงาน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเขียนเค้าโครงวิทยานพนธ์ไม่ได้  5) ขาดความอดทน ความรอบ และการวางแผนที่ดี ซึ่งการวางแผนในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำวิทยานพนธ์ เพราะการทำวิจัยมีระยะสิ้นสุด 6)ขาดแรงจูงใจและมีเจตคติต่อการทำวิทยานิพนธ์ในแง่ลบ  เพราะนิสิตจะมองว่า การทำวิทยานพนธ์เป็นเรื่องยาก ส่งผลให้ไม่มีแรงจูงใจในการทำ 7) ขาดการเริ่มต้นที่ดี ซึ่งนิสิตเริ่มต้นไม่ดี จะส่งผลให้การทำวิทยานิพนธ์ล้มเลิกกลางครันก็ได้ 8)ขาดการให้เวลากับงานวิทยานพธ์อย่างจริงจัง เพราะไม่มีเวลากับงานวิทยานิพนธ์ ก็จะทำให้งานไม่สำเร็จได้ด้วยเช่นกัน 9)ขาดการวางแผนชีวิต จะทำให้มีผลกระทบต่องานวิทยานพนธ์ที่นิสิตกำลังจะทำ อาจจะหยุดชั่วคราวได้ 10) และสุดท้ายที่สำคัญ ขาดการอ่านเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องของงานวิจัยหรือเอกสารที่เราสนใจจะทำ  ซึ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่พบเป็นประจำสำหรับนิสิต

       ดังนั้นการเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์ถือว่าเป็นการเริ่มต้นในการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ยากและไม่ง่ายในการเขียน ผู้เขียนขอเสนอแนะวิธีการเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์ให้ประสบความสำเร็จ ได้ดังนี้

            1. การตั้งชื่อเรื่อง  การตั้งชื่อเรื่องถือเป็นเรื่องที่สำคัญและก้าวที่สำคัญ งานวิทยานิพนธ์จะสำเร็จต้องเริ่มต้นจากชื่อเรื่องก่อน ซึ่งการตั้งชื่อเรื่องต้องคำนึงถึง (1) ความรู้พื้นฐานของผู้วิจัยเป็นหลัก เช่น กรณีผู้วิจัยจบระดับปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์  ก็น่าจะทำงานวิจัยเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ หรือทำงานคอมพิวเตอร์ ต้องทำวิจัยเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าเป็นการผลิตสื่อการสอน เป็นต้น (2)อาจารย์ที่ปรึกษา ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยเช่นเดียวกัน  เพราะนิสิตที่จะทำวิจัยต้องพูดภาษาเดียวกันกับอาจารย์ที่ปรึกษา ถ้าเกิดความคิดเห็นทั้ง 2 ฝ่ายไม่ตรงกันก็จะส่งผลถึงชื่อเรื่องด้วย อาจจะทำให้การตั้งชื่อเรื่องไม่สำเร็จได้ และนิสิตเองอาจจะเกิดความเบื่อหน่ายเองในที่สุด อีกอย่างเรื่องที่ทำหรือไม่ได้ทำต้องขึ้นอยู่กับอาจารย์ที่ปรึกษาด้วยเช่นกัน (3) นิสิต จะต้องอ่านข้อเสนอแนะจากงานวิจัยเคยทำมาแล้วและเป็นเรื่องที่เราสนใจ เพื่อจะได้แนวทางในการตั้งชื่อเรื่อง หรืออ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้องก็จะสามารถตั้งชื่อเรื่องได้ง่ายและเร็ว เพราะถ้าตัวนิสิตหรือผู้วิจัยคิดเอง อาจจะใช้เวลานานและเบื่อ กรณีที่คิดไม่ออกได้ (4) อ่านวารสารงานวิจัยหรือค้นคว้าจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีงานวิจัยมากมายให้เราได้อ่าน ได้ค้นคว้าเกี่ยวกับที่จะทำวิจัย ซึ่งหนทางหนึ่งในการคิดและตั้งชื่อเรื่องวิจัยที่จะได้งานวิจัยใหม่ ๆ และไม่ซ้ำใครด้วย (5) ถ้ากรณี คิดไม่ออกจริง ๆๆๆ วิธีการที่ง่ายในการตั้งชื่อเรื่อง คือ เอาชื่อเรื่องงานวิจัยที่ทำมาแล้ว 1 -2 เรื่อง แล้วลองเปลี่ยนวิธีการที่เราอยากทำลงไป เช่น การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์  เรื่อง  เส้นขนาน ชั้นประถมศึกษาปีที่  6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทีจีที  (TGT)  แบบจิ๊กซอว์  (JIGSAW)  และแบบ  สสวท. เปลี่ยนเป็น การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์  เรื่อง  เส้นขนาน   ชั้นประถมศึกษาปีที่  6 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบทีจีที  (TGT)  
และแบบ  สสวท. เท่านี้นิสิตก็ได้ชื่อใหม่แล้ว แต่พึงระวังว่า เราต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นจริง ๆๆด้วย  และเรื่องที่ทำต้องไม่ซ้ำด้วย
            2.การเลือกอาจารย์ที่ปรึกษา  การเลือกอาจารย์เป็นเรื่องที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะ ถ้าเราได้อาจารย์ที่ปรึกษาดี ให้คำปรึกษาดี เท่ากับว่าผู้วิจัยมีโอกาสจบสูง ที่เหลือขึ้นอยู่กับผู้วิจัยเท่านั้น แต่ถ้าอาจารย์กับผู้วิจัยมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน หรืออาจารย์ที่ปรึกษาไม่ชอบนิสิต หรือมีอคติ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคติ จะทำให้งานวิจัยไม่สำเร็จ ทำให้มีปัญหาตามมา คือ นิสิตเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษา นิสิตไม่สำเร็จกาศึกษา  หรือสำเร็จช้า ดังนั้นผู้วิจัยต้องประสานอาจารย์ไว้แต่เนิ่น หรือปรึกษาไว้ล่วงหน้า เพื่ออาจารย์ที่ปรึกษาให้แนวทางอีกทางหนึ่งด้วย       

              3. การศึกษารูปแบบและหัวข้อวิทยานิพนธ์  เมื่อเราได้หัวข้อที่จะทำวิจัยแล้ว นิสิตจะต้องมาศึกษารูปแบบและหัวข้อวิทยานิพนธ์ ว่ารูปอย่างไร เพื่อง่ายต่อการเขียนเค้าโครง ซึ่งรูปแบบ หัวข้อแต่ละสถาบันจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ถ้านิสิต  ศึกษาอย่างเข้าใจดีจะเป็นประโยชน์ต่อการเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์ของนิสิตเอง

              4. การเขียนเค้าโครงวิทยานิพนธ์  เป็นการศึกษาค้นว้า เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องของเรา แล้วนำเรียบเรียงใหม่ ซึ่งส่วนประกอบของเค้าโครงประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. ส่วนหน้าเค้าโครง ประกอบด้วย ปกเค้าโครง  สารบัญ สารบัญภาพ(ถ้ามี) สารบัญตาราง (ถ้ามี) ส่วนที่สอง คือ ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย บทที่ 1 บทนำ มีหัวข้อย่อย ดังนี้ ภูมิหลัง ความมุ่งหมายของการวิจัย สมมติฐานของการวิจัย ความสำคัญของการวิจัย ของเขตของการวิจัย นิยามศัพท์เฉพาะ บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นเอกสารค้นคว้า งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่อที่ทำ บทที่ 3 คือ วิธีดำเนินการวิจัย มีหัวข้อย่อย ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล และส่วนที่สาม คือ บรรณานุกรม  

                5.การตรวจสอบความถูกต้องของเค้าโครงวิทยานิพนธ์  หลังจากนิสิตเขียนเค้าโครงสมบูรณ์ ควรมีการตรวจความถูกต้องเค้าโครงวิทยานิพนธ์  เพื่อความสมบูรณ์ ความสอดคล้อง ความถูกต้อง และแม่นยำ ซึ่งสิ่งที่ควรตรวจสอบอันดับแรก คือ หัวข้อย่อย ต่าง ๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ เนื้อหามีความสอดคล้องหรือไม่ และภาษามีความถูกต้องหรือ คำผิด และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง การตรวจสอบบรรณานุกรม กล่าวคือ แหล่งอ้างอิงที่ผู้วิจัยอ้างอิงในบทที่ 1-บทที่ 3 ต้องมีในบรรณานุกรมและต้องเขียนให้ถูกต้องตามรูปแบบการเขียนบรรณานุกรมของแต่ละสถาบันด้วย ซึ่งการตรวจเหล่านี้เป็นการบ่งบอกถึงความรอบคอบของผู้วิจัยด้วย

             จะเห็นว่าการเขียนเค้าโครงวิทยานพนธ์ไม่ใช่เรื่องยากและไม่ใช่เรื่องง่ายเกินไป ดังนั้นผู้วิจัยเท่านั้นจะเป็นคนกำหนดว่าง่ายหรือยากสำหรับการเขียนเค้าโครงให้สำเร็จ