การพัฒนาการศึกษาที่เป็นนโยบาย ก็เน้นแต่การขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ที่แทบไม่มีผล หรือมีความสัมพันธ์กับการ “พัฒนา” ที่แท้จริงแต่อย่างใด

ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมได้ยินพ่อผมเล่าว่า

“แต่ก่อนเราต้องบวชเรียน แต่สมัยนี้ เราไม่ต้องบวชก็ได้เรียน”

ทำให้พ่อผมได้เรียน แต่แม่ผมไม่ได้เรียนและอ่านหนังสือไม่ออก

แต่แม่ของผมก็มีความรู้ มีความจำในหลายๆเรื่อง มีนิทานมาเล่าให้พวกผมฟังก่อนนอนทุกวัน (จนผมและพี่ๆ ติดกับการฟังนิทานก่อนนอน) ที่ไม่ได้ใช้ระบบความจำที่เป็นตัวหนังสือ

แต่เด็กนักเรียนสมัยนี้ (บางคนที่ผมสอน) ใช้ระบบความจำที่เป็นตัวหนังสือ

เรียนอะไรไปก็จดลงสมุด อ่านหนังสือก็ท่องจำให้ได้ เวลาสอบก็ทำ Short note สั้นๆ เพื่อท่องก่อนสอบ แล้วก็ตอบข้อสอบที่ทดสอบความจำได้ แต่ไม่สามารถตอบคำถามการวัดความรู้ และความเข้าใจได้

เด็กที่ใช้ระบบการเรียนแบบนี้ มีโอกาสที่จะได้ “เกียรตินิยม” แต่กลับไม่ค่อยมีความจำระยะยาวพอที่จะนำสิ่งที่เรียนไปพัฒนาเป็นความรู้ และใช้งานได้

ผู้สอนหรืออาจารย์ที่สอน (บางท่านอีกนั่นแหละ) ก็สอนแบบ แจก Sheet ให้เด็กไปอ่าน ไม่ต้องจด แค่มานั่งฟังบ้าง แล้วก็ไปท่อง sheet ให้ได้ กลับมาสอบวัดความจำได้ แค่นี้ ก็ถือว่า “มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง หรือดีมากแล้ว”

แหล่งความรู้ที่ผู้สอนนำมาสอน (บางส่วน หรืออาจจะเป็นส่วนมาก) ก็นำมาจากตำราที่พิมพ์ขายทั้งในและต่างประเทศ

เอกสารประกอบการสอนก็ได้มาจากการอ่านและจำมาสอน หรือแปลตำราต่างประเทศมาสอน นี่ก็เป็นวิธีการปกติที่ทำกันโดยทั่วไป

จึงเป็นที่มาของ “การเรียนที่ไร้ชีวิต” และพัฒนาไปเป็น “การศึกษาที่ไร้ชีวิต

แต่ เรียนเพียงเพื่อสอบผ่าน

และเมื่อเรียนไปแล้ว ก็ไปใช้ชีวิตทำงาน “ตามคำสั่ง” “ตามคู่มือ” ที่ “ไร้การศึกษา”

พอเลิกทำงาน แทนที่จะทำอะไรเก่งกว่าเดิม แต่ปรากฏว่า ทำอะไรแทบไม่เป็น

ผมเคยสัมภาษณ์ชาวบ้านที่เคยไปเป็นคนงานเย็บผ้าในโรงงานนานกว่า ๑๐ ปี ว่า ทำไมเมื่อออกจากโรงงานมาแล้วไม่มาตั้งร้ายเย็บผ้าเอง

ได้ความว่า “ทำไม่เป็น”

ผมถามว่า “ทำไมทำไม่เป็น ก็ไปทำงานเย็บผ้ากว่าสิบปี”

ก็ได้รับคำตอบว่า “ไปทำงานเย็บผ้า ก็ได้แต่เย็บผ้าอย่างเดียว ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบของร้านเย็บผ้า ที่ต้องมีความรู้หลายอย่าง”

และยิ่งกว่านั้น การทำงานในโรงงานนั้น เขาให้เย็บเพียงบางส่วนของงานเท่านั้น

เช่น เย็บแขน ติดกระดุม เย็บคอ ฯลฯ ใครทำอะไรคล่องแคล่วก็ให้ทำสิ่งนั้นเพียงอย่างเดียว

เพราะเขาถือว่า ประสิทธิภาพของการทำงานมีความสำคัญมาก

ก็เลยทำเป็นมาเพียงอย่างเดียว ทำอย่างอื่นไม่เป็น

และกลายเป็น “ชีวิตที่ไร้การศึกษา” (ที่แปลว่าการพัฒนาตัวเอง)

ทั้งสองกรณีของ ชีวิตที่ไร้การศึกษา และการศึกษาที่ไร้ชีวิต มีการวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องแบบคู่ขนานไปพร้อมๆกัน ที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีจุดจบแบบใด

การพัฒนาการศึกษาที่เป็นนโยบาย ก็เน้นแต่การขึ้นเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง ที่แทบไม่มีผล หรือมีความสัมพันธ์กับการ “พัฒนา” ที่แท้จริงแต่อย่างใด

เรามีบุคลากรที่มีวุฒิสูงขึ้น มีวิทยฐานะเพิ่มขึ้น มีเงินเดือนสูงขึ้น มีตำแหน่งสูงขึ้น แต่สาระและแก่นแท้ของการศึกษา ก็มีอยู่เท่าเดิม หรืออาจจะน้อยลงไปด้วยซ้ำ เพราะ บุคลากรจำนวนหนึ่งไปวุ่น อยู่กับการ “ทำผลงานขอตำแหน่ง ทำวิจัยเพื่อการขอตำแหน่ง เขียนเรื่องเพื่อการตีพิมพ์ และการประเมินเอกสารที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อการประเมิน” (แทบไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ความต้องการและความจำเป็นของการพัฒนาสังคมหรือเศรษฐกิจในด้านต่างๆ)

และเราก็กลับมาวนเวียนอยู่กับ

ชีวิตที่ไร้การศึกษา และการศึกษาที่ไร้ชีวิต

แบบเดิมๆ ต่อไป อย่างมองหาจุดจบไม่ได้

เมื่อไหร่เราจะมี “ชีวิตที่มีการศึกษา และ การศึกษาที่มีชีวิต”

ที่เป็นการพัฒนาอย่างสอดประสานจนเป็นเนื้อเดียวกัน เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

ผมเชื่อว่า แม่ของผมที่ไม่เคยเรียนหนังสือ และอ่านหนังสือไม่ออกนั้น เป็นชีวิตที่มีการศึกษา และการบวชเรียนของพ่อผม ก็เป็นการศึกษาเพื่อชีวิต

นี่คือภาพที่ฝังใจผมมาตลอดชีวิตของผมครับ

แต่ปัจจุบัน ผมไม่แน่ใจว่า เราสนใจที่จะทำทั้งสองอย่างให้ “เนียน” เป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่

หรือว่า การพัฒนาแบบแยกกันเดินไปแบบนี้ถูกต้องแล้ว

แล้วเราจะสร้างอนาคต(ที่ดี)ของการศึกษา และการพัฒนาการของชาติ ไปทางไหนกันครับ