เงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี

ข้อ 8 การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของสถาบันการเงินในส่วนของหนี้ที่เป็นลูกหนี้จัดชั้นสูญและลูกหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญที่ได้กันเงินสำรองครบร้อยละ 100 ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด สำหรับหนี้ในส่วนที่ได้กันเงินสำรองไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เป็นต้นไป ให้กระทำได้โดยไม่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ในข้อ 2 ข้อ 3 หรือข้อ 4

การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้ของสถาบันการเงินในส่วนของลูกหนี้ที่เป็นลูกหนี้จัดชั้นสูญและลูกหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญที่ได้กันเงินสำรองครบร้อยละ 100 ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด สำหรับหนี้ในส่วนที่ได้กันเงินสำรองไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 จนถึงรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2539 โดย

(1)  ในส่วนของหนี้ที่ได้กันเงินสำรองไว้และได้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิไปแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ให้จำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ได้โดยไม่ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ในข้อ 2 ข้อ 3 หรือข้อ 4

(2)  ในส่วนของหนี้ที่ได้กันเงินสำรองไว้แต่ไม่อาจถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นได้ การจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ในข้อ 2 ข้อ 3 หรือข้อ 4

“สถาบันการเงิน” หมายความว่า

(1)  ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์

(2)  บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเออร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเออร์

(3) บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์หรือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นโดยตรงหรือโดยอ้อมเกินกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง ทั้งนี้ การถือหุ้นโดยอ้อมให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

(4)  นิติบุคคลอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

ข้อ 9 หนี้ของลูกหนี้รายใดที่เข้าลักษณะตามข้อ 1 และได้ดำเนินการตามข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 หรือข้อ 8 ครบถ้วนแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีใด ให้จำหน่ายเป็นหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้และถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น เว้นแต่กรณีตามข้อ 3(2) และ (3) ให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลได้มีคำสั่งรับคำฟ้องคำขอเฉลี่ยหนี้ หรือคำขอรับชำระหนี้ และกรณีตามข้อ 6 ให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลได้มีคำสั่งเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วแต่กรณี

ตัวอย่าง  การที่ลูกหนี้เลิกกิจการหลบหนีไปและไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้ ยังไม่เข้ากรณี “ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เป็นคนสาบสูญ หรือมีหลักฐานว่าหายสาบสูญไปหรือมีหลักฐานแสดงว่าหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่นมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้”

1.10    เงินปันผลที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องนำมารวมคำนวณ (ดูหัวข้อ 2.5 เงินได้ที่ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล)

1.11    ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

1.12    เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร ที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจาก ถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว และผู้รับเป็นบริษัทจดทะเบียนหรือเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้นำบทบัญญัติของข้อ (10) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

1.13    มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ ไม่ต้องนำเงินค่าลทะเบียนหรือค่าบำรุงที่ได้รับจากสมาชิก หรือเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการรับบริจาคหรือจากการให้โดยเสน่หาแล้วแต่กรณี มารวมคำนวณเป็นรายได้

1.14    ภาษีขาย ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้รับหรือพึงได้รับ และภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้รับคืนเนื่องจากการขอคืน ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้

2.     เงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี 

รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

2.1  เงินสำรองต่างๆ นอกจาก 

2.1.1  เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิตที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัย ซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว ถือเป็นรายจ่ายได้

ในรอบระยะเวลาบัญชี ถ้ากิจการจำเป็นต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่เอาประกัน สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วน เงินที่ใช้เฉพาะส่วนที่เกินเงินสำรองที่ตั้งไว้ ถือเป็นรายจ่ายได้ (ส่วนที่ไม่เกินถือเป็นรายจ่ายไม่ได้)

เมื่อกรมธรรม์ประกันชีวิตสิ้นสุดลง โดยการเลิกสัญญากรมธรรม์ เงินสำรองที่ตั้งไว้สำหรับกรมธรรม์รายที่เลิกจะต้องโอนกลับไปเป็นรายได้ ในรอบระยะเวลาบัญชีที่เลิกกรมธรรม์นั้น

ค่าเบี้ยประกันต่อ คือ จำนวนที่บริษัทผู้รับประกันต้องจ่ายให้แก่บริษัทประกันภัยอื่นจากการที่บริษัทผู้รับประกันได้นำเอากรมธรรม์ประกันภัยที่ตนรับไว้นั้นไปประกันไว้กับอีกบริษัทหนึ่ง เพื่อให้บริษัทประกันภัยอื่นเข้ามาเฉลี่ยความเลี่ยงภัยเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น

ตัวอย่าง บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ได้ตกลงทำกรมธรรม์ประกันชีวิตกับลูกค้า ได้รับเบี้ยประกันชีวิต 200,000 บาท โดยบริษัทได้ไปประกันต่อกับบริษัทประกันอื่น โดยเสียเบี้ยประกันต่อ 30,000 บาท

เบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับทั้งหมด  200,000 บาท

หัก เบี้ยประกันต่อ                  30,000 บาท

เบี้ยประกันชีวิตสุทธิ               170,000 บาท

เงินสำรองเบี้ยประกันชีวิตที่หักเป็นรายจ่ายได้ = 65 % ของ     170,000 บาท=                    110,500 บาท

ถ้าปีใดมีการเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิต ให้เอาสำรองที่ตั้งไว้สำหรับกรมธรรม์รายนั้นในปีนั้น ๆ มาเปรียบเทียบกับค่าสินไหมที่ต้องจ่ายให้แก่ผู้เอาประกัน ถ้าค่าสินไหมสูงกว่าเงินสำรอง ผลต่างถือเป็นรายจ่าย ถ้าเงินสำรองสูงกว่าสินไหม ผลต่างต้องบวกกลับเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

ตัวอย่าง บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด ได้รับประกันชีวิตลูกค้ารายหนึ่ง กรมธรรม์อายุ 10 ปี ค่าเบี้ยประกันปีละ 5,000 บาท บริษัทได้ประกันต่อกับบริษัทประกันอื่น โดยเสียเบี้ยประกันต่อปีละ 10,000 บาท ประกันได้ครบ 3 ปี ลูกค้าถึงแก่กรรมด้วยอุบัติเหตุ บริษัทต้องจ่ายค่าสินไหม  1 ล้านบาท

เงินสำรองที่ตั้งไว้และถือเป็นรายจ่าย                             

ปีที่ 1 65% ของ 40,000

=

26,000

บาท

ปีที่ 2 65% ของ 40,000

=

26,000

บาท

ปีที่ 3 65% ของ 40,000

=

26,000

บาท

รวมเงินสำรอง 3 ปีที่ตั้งไว้และหักเป็นรายจ่าย

=

78,000

บาท

ค่าสินไหมที่จ่าย

=

1,000,000

บาท

ผลต่าง

=

922,000

บาท

 

ในปีที่ 4 ที่กรมธรรม์หมดอายุและบริษัทต้องจ่ายสินไหม บริษัทหักรายจ่ายได้เพียง 922,000 บาท เพราะจำนวน 78,000 บาท ได้ตั้งเป็นสำรองซึ่งถือเป็นรายจ่ายในปีที่ 1 – 3 แล้ว

2.1.2  เงินสำรองจากเบี้ยประกัน เพื่อสมทบทุนประกันอื่นที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว ถือเป็นรายจ่ายได้

เงินสำรองที่กันไว้นี้ จะต้องถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป

ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ถ้ากิจการจำเป็นต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่เอาประกัน สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรายใด ไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วน ให้ถือเป็นรายจ่ายได้เต็มจำนวน ที่จ่าย

ตัวอย่าง บริษัท อยุธยาประกันภัย จำกัด ประกอบกิจการรับประกันอัคคีภัย ในปี 25X9 บริษัทได้รับค่าเบี้ยประกัน 5 ล้านบาท และได้จ่ายค่าเบี้ยประกันต่อ 2 ล้านบาท

เบี้ยประกันภัยที่ได้รับทั้งหมด

 

5,000,000

บาท

หัก เบี้ยประกันต่อ

 

2,000,000

บาท

เบี้ยประกันสุทธิ

 

3,000,000

บาท

เงินสำรองค่าเบี้ยประกันที่หักเป็นรายจ่ายได้

= 40% ของ

3,000,000

บาท

 

=

1,200,000

บาท

สำรองที่กันไว้นี้จะถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีใน  รอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป ในรอบระยะเวลาบัญชีใด ถ้ากิจการจำเป็นต้องจ่ายเงินตามจำนวนที่เอาประกันสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยรายใดไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วน ให้ถือเป็นรายจ่ายได้เต็มจำนวน ที่จ่าย

เนื่องจากสัญญากรมธรรม์ประกันภัยอื่น ๆ (นอกจากการประกันชีวิต) จะมีอายุเพียง 1 ปี ดังนั้นในปีต่อไปเมื่อกรมธรรม์หมดอายุ บริษัทจะต้องนำเงินสำรองที่ตั้งเป็นรายจ่ายเปรียบเทียบกับค่าสินไหมที่จ่ายให้แก่ผู้เอาประกัน ผลต่างจะถือเป็นรายได้หรือรายจ่าย แล้วแต่กรณี

เงื่อนไขข้อนี้กฎหมายห้ามมิให้นำส่วนที่กันจากกำไรสะสมเพี่อตั้งเงินสำรองถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ตามหลักการบัญชีเมื่อตั้งสำรองจะบันทึกบัญชีโดย

เดบิต      กำไรสะสม           XX

เครดิต    สำรอง (ประเภทที่ต้องการ) XX

ซึ่งจะเห็นได้ว่าการบันทึกบัญชีดังกล่าวห้ามมิให้นำมาลงเป็นรายจ่ายเพื่อการคำนวณกำไรสุทธิ

2.1.3  เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญสำหรับหนี้จาก การให้สินเชื่อที่ธนาคารบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทเครดิตฟองซิเออร์ได้กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเออร์แล้วแต่กรณีเฉพาะส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นจากเงินสำรองประเภทดังกล่าวที่ปรากฏในงบดุลของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน

เงินสำรองส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นตามวรรคหนึ่ง และได้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิไปแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีใด ต่อมาหากมีการตั้ง เงินสำรองประเภทดังกล่าวลดลง ให้นำเงินสำรองส่วนที่ตั้งลดลงซึ่งได้ถือเป็นรายจ่ายไปแล้วนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในอบระยะเวลาบัญชีที่ตั้งเงินสำรองลดลงนั้น (พระราชกำหนดฯ (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2540 ใช้บังคับสำหรับเงินได้ในรอบระยะเวลบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 เป็นต้นไป)

ตัวอย่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญยกมาต้นงวด              200,000 บาท สิ้นงวดมียอดลูกหนี้ 10 ล้านบาท ให้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 3% ของยอดลูกหนี้ บันทึกบัญชีโดย

  เดบิต      หนี้สงสัยจะสูญ                                   100,000

เครดิต    ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ                             100,000

            ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 3% ของ 10,000,000

                (300,000-200,000 = 100,000)

ดังนั้นเงินสำรองที่ตั้งเพิ่มขึ้นคือ 100,000 บาท ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ

ตัวอย่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญยกมาต้นงวด             350,000 บาท สิ้นงวดมียอดลูกหนี้ 10 ล้านบาท ให้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 3% ของยอดลูกหนี้ บันทึกบัญชีโดย

เดบิต      ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ                  50,000

เครดิต    หนี้สงสัยจะสูญ                           50,000

 ลดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

 (350,000 – 300,000 = 50,000)

ดังนั้นเงินสำรองนี้ลดลง 50,000 บาท ถือเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ