การคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและการบันทึกบัญชี

ตัวอย่างที่ 3 กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวในระหว่างปีภาษี ถ้าในเดือนมีนาคม นาย ก ได้รับเงินโบนัสเป็นเงิน 90,000 บาท ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับเดือนมีนาคมดังนี้

วิธีคำนวณ 

1. การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ และเมษายนถึงพฤศจิกายน คำนวณตามตัวอย่างที่ 1

2. ส่วนการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเดือนมีนาคมให้คำนวณดังนี้

เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี (30,000×12)

=

360,000

บวก โบนัส (90,000×1)

=

90,000

รวมเงินได้พึงประเมิน

=

450,000

หัก     ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000 บาท)

=

60,000

คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย

=

390,000

หัก      ค่าลดหย่อน ( 30,000+30,000+34,000+16,000+30,000)

=

140,000

คงเหลือเงินได้สุทธิ

=

250,000

ภาษีเงินได้ทั้งปีของเดือนรวมเงินโบนัส (100,000-100,000) ×5%+(150,000×10%)

=

15,000

หัก      ภาษีเงินได้ทั้งปีเฉพาะเงินเดือน (ตามตัวอย่างที่ 1)

=

6,000

คงเหลือภาษีเงินได้ของเงินโบนัส

=

9,000

บวก    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนของเดือนมีนาคม (ตามตัวอย่างที่ 1)

=

500

รวมภาษีต้องหัก ณ ที่จ่ายเดือนมีนาคม

=

9,500

 

สรุป 

ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของนาย ก ในกรณีนี้ดังนี้

 

 

 

 

เดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์เดือนละ

=

500

บาท

 

เดือนมีนาคม

=

9,500

บาท

 

เดือนเมษายนถึงธันวาคมเดือนละ

=

500

บาท

 

ตัวอย่างที่ 4 กรณีจำนวนคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินไม่สม่ำเสมอตลอดปีภาษี จากตัวอย่างที่ 1 นาย ก ได้รับเงินเดือนและได้รับเงินค่าล่วงเวลาตามจำนวนเวลาที่ทำงานเดือนมกราคมได้รับค่าล่วงเวลา 6,500 บาท เดือนกุมภาพันธ์ได้รับค่าล่วงเวลา 5,200 บาท ผู้จ่ายเงินได้ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายดังนี้

วิธีคำนวณ

1. การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเดือนมกราคม

เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี (30,000×12)

=

360,000

บวก ค่าล่วงเวลา

=

6,500

รวมเงินได้พึงประเมิน

=

365,500

หัก     ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000 บาท)

=

60,000

คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย

=

306,500

หัก      ค่าลดหย่อน ( 30,000+30,000+34,000+16,000+30,000)

=

140,000

คงเหลือเงินได้สุทธิ

=

166,500

ภาษีเงินได้ทั้งปีของเดือนรวมค่าล่วงเวลา (100,000-100,000) ×5%+(66,500×10%)

=

6,650

หัก      ภาษีเงินได้ทั้งปีเฉพาะเงินเดือน (ตามตัวอย่างที่ 1)

=

6,000

คงเหลือภาษีเงินได้ของค่าล่วงเวลาเดือนมกราคม

=

650

บวก    ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนของเดือนมกราคม (ตามตัวอย่างที่ 1)

=

500

รวมภาษีต้องหัก ณ ที่จ่ายเดือนมกราคม

=

1,150

2. การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายเดือนกุมภาพันธ์

เงินเดือนเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี (30,000×12)

=

360,000

บวก ค่าล่วงเวลาเดือนมกราคม

=

6,500

บวก ค่าล่วงเวลาเดือนกุมภาพันธ์

=

5,200

รวมเงินได้พึงประเมิน

=

371,700

หัก    ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000 บาท)

=

60,000

คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย

=

311,700

หัก    ค่าลดหย่อน ( 30,000+30,000+34,000+16,000+30,000)

=

140,000

คงเหลือเงินได้สุทธิ

=

171,700

ภาษีเงินได้ทั้งปีของเงินเดือนรวมค่าล่วงเวลา (100,000100,000)×5%+(71,700×10%)

=

7,170

หัก  ภาษีเงินได้ทั้งปีเฉพาะเงินเดือน (ตามตัวอย่างที่ 1)

=

6,000

ภาษีเงินได้ของค่าล่วงเวลา

=

1,170

หัก  ภาษีเงินได้ค่าล่วงเวลาเดือนมกราคม

=

650

คงเหลือภาษีเงินได้ของค่าล่วงเวลาเดือนกุมภาพันธ์

=

520

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนของเดือนกุมภาพันธ์

=

500

รวมภาษีต้องหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนกุมภาพันธ์

=

1,020

 

สรุป 

ผู้จ่ายเงินได้จะต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายของนาย ก ในกรณีนี้ดังนี้

 

 

 

 

เดือนมกราคม

=

1,150

บาท

 

เดือนกุมภาพันธ์

=

1,020

บาท

 

เดือนมีนาคมถึงธันวาคมเดือนละ

=

500

บาท

ตัวอย่างที่ 5 นายประพัฒน์ ทองปัญญา เป็นคนโสด ทำงานบริษัท เอกรัตน์ จำกัด ตั้งแต่เดือนมกราคมได้รับเงินเดือนเดือนละ 20,000 บาท ต่อมาได้ลาออกจากบริษัท เอกรัตน์ จำกัด ไปทำงานบริษัท ทองแท้ จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ได้รับเงินเดือนเดือนละ 30,000 บาท และในเดือนธันวาคม บริษัท ทองแท้ จำกัด ได้จ่ายเงินโบนัสให้นายประพัฒน์ ทองปัญญา เป็นเงิน 40,000 บาท ดังนั้นนายประพัฒน์จะถูกบริษัท เอกรัตน์ จำกัด และบริษัททองแท้ จำกัด หักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นเงินเท่าไร

1)  บริษัท เอกรัตน์ จำกัด ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนายประพัฒน์ ทองปัญญา ดังนี้

วิธีคำนวณ

เงินได้พึงประเมิน (20,000×12)

=

240,000

หัก    ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000 บาท)

=

60,000

คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย

=

180,000

หัก    ค่าลดหย่อน

=

30,000

คงเหลือเงินได้สุทธิ

=

150,000

นำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

(100,000-100,000)×5%+(50,000×10%)

 

=

 

5,000

นำภาษีต้องเสียทั้งปีมาคำนวณภาษีที่ต้องหักรายเดือน (5,000/12)

=

416.67

2) บริษัททองแท้ จำกัด ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายนายประพัฒน์ ทองปัญญา ดังนี้

วิธีคำนวณ

ก. เดือนพฤษภาคม – พฤศจิกายน

เงินได้พึงประเมิน (30,000×8)

=

240,000

หัก    ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000 บาท)

=

60,000

คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย

=

180,000

หัก    ค่าลดหย่อน

=

30,000

คงเหลือเงินได้สุทธิ

=

150,000

นำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

(100,000-100,000)×5%+(50,000×10%)

 

=

 

5,000

นำภาษีต้องเสียทั้งปีมาคำนวณภาษีที่ต้องหักรายเดือน (5,000/8)

=

625

ดังนั้น บริษัทฯ จะต้องหักภาษีนายประพัฒน์ ทองปัญญา เดือนพฤษภาคม – พฤศจิกายน เดือนละ 625 บาท

ข. เดือนธันวาคม

เงินเดือนและโบนัส (30,000×8)+40,000

=

280,000

หัก    ค่าใช้จ่าย (40% ไม่เกิน 60,000 บาท)

=

60,000

คงเหลือเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย

=

220,000

หัก    ค่าลดหย่อน

=

30,000

คงเหลือเงินได้สุทธิ

=

190,000

นำเงินได้สุทธิมาคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

(100,000-100,000)×5%+(90,000×10%)

 

=

 

9,000

ภาษีเฉพาะโบนัส = 9,000-6,000

=

3,000

ดังนั้นบริษัทฯ จะต้องหักภาษีนายประพัฒน์ ทองปัญญา เดือนธันวาคม (3,000+625) = 3,625 บาท

1.1.2   กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 ซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ฉบับที่ 45) ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หักภาษี ณ จ่ายไว้เท่านั้น การคำนวณตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (5) มีหลักเกณฑ์ดังนี้

ข้อ 1    เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ให้หมายถึงเงินได้ดังนี้

(1)     เงินได้ที่คำนวณตามหลักเกณฑ์และวิธีการเช่นเดียวกับวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(2)     เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนตามกำหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

(3)     เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

(4)     เงินได้พึงประเมินที่จ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานที่มีวิธีการคำนวณแตกต่างไปจากวิธีการตาม (1)

ข้อ 2    เงินได้พึงประเมินตามข้อ1 ที่ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีแยกต่างหากจากเงินได้อื่นตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ จะต้องมีเงื่อนไขดังนี้

(1)  เป็นเงินได้ที่จ่ายให้เนื่องจากออกจากงานที่มีระยะเวลาทำงานไม่น้อยกว่า 5 ปี

(2)  ในกรณีที่มีการจ่ายเงินได้ตามข้อ 1 จากผู้จ่ายรายเดียวกันหลายครั้ง ไม่ว่าจะแบ่งจ่ายจากเงินประเภทเดียวกันหรือหลายประเภท ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตร 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้เฉพาะเงินได้ที่จ่ายในปีแรกที่มีการจ่ายเงินได้ดังกล่าวเท่านั้น

(3)  ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในกรณีนี้ได้เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ไม่นำเงินพึงประเมินดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ข้อ 3    การเลือกภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ตามข้อ 1 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขดังนี้

(1) กรณีได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ตามข้อ 1 (1) และหรือ (2) และหรือ (3) ให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเลือกเสียภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ทั้งจำนวน

(2)  กรณีได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน นอกจากกรณีตามข้อ 1 (1) และหรือ (2) และหรือ (3) ประเภทเดียวหรือหลายประเภทก็ตาม โดยจ่ายให้พร้อมกันหรือทยอยจ่ายให้แต่อยู่ในปีภาษีเดียวกัน หากเงินได้พึงประเมินนี้รวมกันแล้วไม่เกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเลือกเสียภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากรได้ทั้งจำนวน

ในกรณีเงินได้มีจำนวนเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาเลือกเสียภาษี โดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน

(3)  กรณีได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามข้อ 1 (1) และหรือ (2) และหรือ (3) และยังได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานประเภท   อื่น ๆ ตาม (4) อีก โดยจ่ายให้พร้อมกันหรือทยอยจ่ายให้แต่อยู่ในปีภาษีเดียวกัน ให้นำเงินได้พึงประเมินนั้นมาเลือกเสียภาษี โดยหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ที่กำหนดในมาตรา  48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าเงินได้ตามข้อ 1 (1) และหรือ (2) และหรือ (3) และหรือ (4) โดยหากเงินที่นายจ้างให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตาม (4) มีจำนวนเงินเกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ก็ให้นำเงินได้ตาม (4) มาคำนวณเพื่อหักค่าใช้จ่ายได้เพียงจำนวนเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ในกรณีเงินได้ตาม (4) มีจำนวนไม่เกินกว่าเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ให้นำเงินได้พึงประเมินตาม (4) มาคำนวณเพื่อหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน

(4)  เงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงานตาม (2) และ (3) หมายความถึงจำนวนเงินเดือนสำหรับระยะเวลาเต็มเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน ซึ่งเงินเดือนสำหรับระยะเวลาเต็มเดือนเดือนสุดท้ายนี้จะต้องไม่เกินเงินเดือนถัวเฉลี่ยของ 12 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากงานบวกด้วยร้อยละ 10 ของเงินเดือนถัวเฉลี่ยนั้น

ข้อ 4    การคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามข้อ 1 ให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวมาคำนวณเสียภาษีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตามข้อ 2 และข้อ 3

ข้อ 5 ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่เป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานตามข้อ 1 ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีตามมาตรา 48 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามข้อ 2 และข้อ 3 ดังกล่าวข้างต้น โดยนำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวรวมกันแล้วให้คำนวณและชำระภาษี (ถ้ามี) พร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่สำหรับจำนวนปีที่ทำงานให้ถือจำนวนปีที่ทำงานกับนายจ้างในรายการที่มีจำนวนปีที่ทำงานมากที่สุด

ข้อ 6 จำนวนค่าใช้จ่ายที่หักได้มี 2 ส่วนดังนี้

(1)  ค่าใช้จ่ายส่วนแรกเท่ากับ 7,000 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน ถ้าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่ง และเงินบำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ค่าใช้จ่ายเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จให้ลดลงเหลือเท่ากับ 3,500 บาท คูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน

(2)  ค่าใช้จ่ายส่วนที่สองเท่ากับจำนวนเงินได้ที่ถือเป็นฐานเพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายหักด้วยค่าใช้จ่ายส่วนแรกแล้วเหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายได้อีกร้อยละ 50 ของเงินส่วนที่เหลือนั้น

ข้อ 7 การนับจำนวนปีที่ทำงานให้นับดังนี้

(1)  จำนวนปีที่ทำงาน ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกันที่ทางราชการจ่ายให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จ หรือเงินอื่นในลักษณะเดียวกันนั้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของทางราชการ

(2) การคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณี (1) เมื่อได้นับระยะเวลาทำงานได้ไม่น้อยกว่า 5 ปีเต็มแล้ว เศษของปีถ้าถึง 183 วัน ให้ถือเป็น 1 ปี ถ้าไม่ถึง 183 วัน ให้ปัดทิ้ง แต่ 183 วัน ไม่ใช้บังคับกรณีข้อ 2 (1) เช่น ทำงาน 4 ปี กับ 200 วัน ถือว่าทำงานน้อยกว่า 5 ปี ไม่เข้าเกณฑ์ตามข้อ 2 (1)

ข้อสังเกต

เนื่องจากมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 45) โดยประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 73) ลงวันที่ 27 มีนาคม 2541 ซึ่งมีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2540 ที่ต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. 2541 เป็นต้นไป การปรับปรุงดังกล่าวมีผลทำให้การเลือกเสียภาษีสำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานมีการเปลี่ยนแปลงไปจากหลักเกณฑ์เดิม 4 กรณีดังต่อไปนี้

1. เงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ตามประกาศฯ ข้อ 1 (1) มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อย่างอื่นตามมาตรา 48 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร เช่นเดียวกับเงินที่จ่ายจากกองทุนตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 ตัวอย่างที่6 นาย ก รับราชการเป็นเวลา 10 ปี ได้รับเงินเดือนก่อนออกจากงานเดือนละ 10,000 บาท ลาออกจากงานได้รับเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 200,000 บาท นาย ก จะเสียภาษีเงินได้สำหรับเงินที่ได้จากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการโดยเลือกไม่คำนวณกับรายได้อย่างอื่น

วิธีคำนวณ

เงินที่จ่ายจาก กบข.

=

200,000

บาท

หัก  ค่าใช้จ่าย

 

 

 

        ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000×10)

=

70,000

บาท

        ค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง (200,000-70,000)×50%

=

65,000

บาท

รวมค่าใช้จ่าย (ส่วนแรก+ส่วนที่สอง)

=

135,000

บาท

เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย (200,000-135,000)

=

65,000

บาท

ภาษีที่ต้องเสีย (65,000×5%)

=

3,250

บาท

 

1. เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานตามประกาศฯ ข้อ 1 (3) มีสิทธิเลือกเสียภาษีเงินได้โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อย่างอื่น และนำเงินได้ที่ได้รับมาเป็นเกณฑ์หักค่าใช้จ่ายทั้งจำนวนโดยไม่ต้องนำไปเปรียบเทียบกับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงาน

ตัวอย่างที่ 7 นาย ข ถูกให้ออกจากงาน โดยได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานจากนายจ้าง 300,000 บาท นาย ข ได้รับเงินเดือนเดือนละ 60,000 บาท ทำงานมา 5 ปี นาย ข จะเลือกเสียภาษีเงินได้โดยไม่นำไปรวมคำนวณกับเงินได้อย่างอื่น

วิธีคำนวณ

เงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่จ่าย

=

300,000

บาท

หัก  ค่าใช้จ่าย

 

 

 

        ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000×5)

=

35,000

บาท

        ค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง (300,000-35,000)×50%

=

132,500

บาท

รวมค่าใช้จ่าย (ส่วนแรก+ส่วนที่สอง)

=

167,500

บาท

เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย (300,000-132,500)

=

65,000

บาท

ภาษีที่ต้องเสีย (100,000×5%)+(32,000×10%)

=

8,250

บาท

 

1. เงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งมีวิธีการคำนวณต่างไปจากวิธีการคำนวณบำเหน็จตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ตามประกาศฯ ข้อ 1 (4) ผู้มีเงินได้ยังคงมีสิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้อย่างอื่น แต่เงินได้ที่เป็นหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายยังคงต้องเปรียบเทียบกับเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงาน ซึ่งเงินเดือนเดือนสุดท้ายจะต้องไม่เกินจำนวนเดือนถัวเฉลี่ย 12 เดือนสุดท้ายก่อนออกจากงานบวกร้อยละ 10 ของเงินเดือนถัวเฉลี่ยนั้น ถ้าเงินที่นายจ้างจ่ายน้อยกว่าให้นำเงินที่นายจ้างจ่ายมาหักค่าใช้จ่ายได้ทั้งจำนวน แต่ถ้าเงินที่นายจ้างจ่ายมากกว่าให้นำเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยปีที่ทำงานมาคำนวณหาค่าใช้จ่าย

ตัวอย่างที่ 8 นาย ค ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 31ธันวาคม ได้รับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานจำนวนหนึ่งโดยจ่ายตามหลักเกณฑ์ของนายจ้าง 120,000 บาท นาย ค ได้รับเงินเดือนตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายนเดือนละ 12,000 บาท และตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงธันวาคมปีนั้นเดือนละ 15,000 บาท ทำงานมา 10 ปี นาย ค จะเสียภาษีเงินได้โดยไม่นำไปรวมคำนวณกับเงินได้อย่างอื่น

วิธีคำนวณ

(1)

เงินที่นายจ้างจ่าย

=

120,000

บาท

(2)

เงินเดือนเดือนสุดท้าย

=

15,000

บาท

(3)

เงินเดือนถัวเฉลี่ย+10%

=

13,500+1,350

บาท

 

[(12,000×6)+(15,000×6)+10%]/12

=

14,850

บาท

(4)

เงินเดือนเดือนสุดท้ายมากกว่าเงินเดือนถัวเฉลี่ยบวกร้อยละ 10 จึงใช้เงินเดือนถัวเฉลี่ยบวกร้อยละ 10 คูณด้วยปีที่ทำงานเป็นเงินได้ที่เป็นเกณฑ์หักค่าใช้จ่าย (14,580×10)

 

 

=

 

 

148,500

 

 

บาท

(5)

หัก  ค่าใช้จ่าย

 

 

 

 

        ค่าใช้จ่ายส่วนแรก (7,000×10)

=

70,000

บาท

 

        ค่าใช้จ่ายส่วนที่สอง (120,000-70,000) ×50%

=

25,000

บาท

 

รวมค่าใช้จ่าย (ส่วนแรก+ส่วนที่สอง)

=

95,000

บาท

*(6)

เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย (120,000-95,000)

=

25,000

บาท

 

ภาษีที่ต้องเสีย (25,000×5%)

=

1,250

บาท

หมายเหตุ  (6) คำนวณจาก(1) เปรียบเทียบ (4) ตัวไหนน้อยกว่าให้ใช้ตัวนั้น