วันนี้เข้าร้านหนังสือ อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง อ่านจนจบแล้วก็ไม่ซื้อ เพราะต่างจากหนังสือหลายเล่มที่อ่านจนจบที่ร้าน ยังต้องซื้อกลับมาอ่านทบทวนที่บ้าน

จับใจความในหนังสือเล่มนั้นได้ว่า การเบิกบุญมาใช้กรรม จะทำให้ชีวิตในปัจจุบันราบรื่นขึ้น ทำได้ ด้วยการสมาทานศีลก่อนนอนทุกคืน ตั้งใจรักษาศีล ทำบุญแล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร สวดมนต์ขณะขายของเพื่อให้ขายดี และการทำบุญที่ให้ผลบุญมาก คือทำบุญกับพระ

ดูเหมือนจะดีนะคะ สอนให้คนรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย แต่หากมองลึกลงไป เหล่านี้เป็นเพียงสีลัพพตปรามาส ก่อให้เกิดความคิดที่จะพัฒนาตนหรือจิตได้น้อย และอาจมีส่วนให้คนในสังคมขาดความเอื้อเฟื้อต่อกัน

เพราะอะไรหรือคะ

เพราะรักษาศีลในที่นี้ ไม่ใช่เพราะต้องการเป็นผู้ที่มีจริยธรรม ไม่ทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นบาทฐานแห่งสมาธิ (เพราะเมื่อรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย ก็ไม่กระทบผู้อื่น ผลคือไม่มีเรื่องเดือดร้อนมารบกวนจิตใจ ก็เกิดสมาธิได้ง่าย หรือเมื่อเกิดความภูมิใจว่าตนไม่ด่างพร้อย จิตก็เกิดปิติอันนำไปสู่สมาธิได้เช่นกัน เมื่อจิตเป็นสมาธิ ก็พร้อมจะนำจิตที่มีกำลังนี้ไปพิจารณาธรรมเพื่อให้เกิดปัญญา และนำปัญยานั้น มาพัฒนาชีวิต) หากเป็นการรักษาแบบทำตามๆกันไป ใครให้ทำก็ทำ รักษาโดยไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงของการรักษา คิดว่ารักษาศีลแล้วจะหลุดพ้น หรือพ้นกรรม ซึ่งก็คือสีลัพพตปรามาสนั่นเอง

ข้อเขียนของท่านให้แง่คิดในการพัฒนาตนแก่ผู้อ่านบ้าง เพราะอย่างน้อยก็ไม่ประกอบอาชีพที่ไม่ผิดศีล แต่อาจไม่มีผลต่อการพัฒนาจิต เพราะความคิดที่เสนอคือ ผู้ที่ต้องการพบสิ่งดีๆในชีวิต เมื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยศีล ก็จะพบสิ่งดีๆตามมา

ในข้อนี้ ดิฉันเห็นด้วยค่ะ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะประโยชน์ที่ได้ เป็นเพียงประโยชน์ปัจจุบัน

แต่ที่ไม่เห็นด้วยอย่างมากคือ การเสนอความคิดว่า ทำบุญกับพระจึงจะได้กุศลสูงสุด และการสวดมนต์ขณะขายของ ความศักดิ์สิทธิ์ของมนต์ที่สวด จะช่วยให้ขายดี

ที่ไม่เห็นด้วย กับที่ว่าทำบุญต้องทำกับพระ จึงจะได้บุญมาก เพราะความคิดนี้ทำให้คนเราขาดความเอื้อเฟื้อกันในสังคม เราอาจไม่อยากทำบุญกับคนตกทุกข์ได้ยาก เพราะได้ผลบุญไม่มาก สู้ทำกับพระไม่ได้ และอาจทำบุญเพื่อหวังผลตอบแทน อันเป็นการทำด้วยกิเลส

การทำบุญที่ได้กุศลสุงสุด คือการทำบุญที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ คือทำเพื่อฝึกจิตเราให้รู้จักละ เพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่น เพื่อลดทอนความเป็นตัวกู ของกู ดังนั้นจึงไม่จำเป็นว่าต้องทำกับใคร หากเราทำด้วยจิตที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ก็ได้กุศลสูงสุดทั้งนั้น แต่ถ้าเผอิญทานหรือบุญนั้น ผู้รับเป็นพระอริยะ กุศลจะเพิ่มทบทวี

ส่วนการทำบุญโดยหวังผลตอบแทนนั้น ทำบุญ ก็ต้องได้บุญอยู่แล้วค่ะ แต่ได้น้อย ไม่มากเท่าการนำบุญที่ไม่หวังผล

ส่วนการสวดมนต์ไป ขายของไป ความศักดิ์สิทธิ์ของมนต์จะช่วยให้ขายดี ข้อนี้ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยค่ะ

ที่เห็นด้วย คือขณะที่สวดมนต์ จิตย่อมโน้มลงสู่ความสงบ เมื่อสงบ โอกาสจะมีเรื่องมีราวกับผู้อื่นก็น้อย และพลอยยิ้มแย้มแจ่มใส อันช่วยให้ลูกค้าประทับใจ

ส่วนที่ไม่เห็นด้วย คือ ความคิดที่ให้เชื่อในบางอย่างที่ ขลัง บางอย่างที่มองไม่เห็น เพราะศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เราอ้อนวอนต่อสิ่งที่มองเห็นให้ช่วยให้เราได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่สอนให้เราพัฒนาตน พึ่งปัญญาตน และมีความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างในทางที่ดี ในการพาตนไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น

หากบุญคือน้ำสะอาด บาปคือน้ำสีที่รวมกันอยู่ในแก้ว บาปอาจส่งผลไม่ได้ก็ต่อเมื่อเราเติมน้ำสะอาดลงไปมากๆ จนน้ำสีจางไป จนแทบมองไม่เห็น

paint

ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็หวังว่าสีจะจาง ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ หากไม่มีการพัฒนาตน เพียงเพิ่มการกล่าวว่าจะรักษาศีลก่อนนอนเท่านั้น แล้วชีวิตจะดีขึ้นได้อย่างไร

แทนที่จะตั้งความหวังว่าขอเบิกบุญมาใช้กรรมมาตั้งใจทำความดี พัฒนาตนตามมรรคมีองค์ 8 จะไม่ดีกว่าหรือคะ