ทำให้เกิดความจำเป็นในการจัดการความรู้ ที่จะทำให้ได้พระแท้ราคาถูก แบบ “ศัตรูคือยากำลัง” ประมาณนั้นเลยครับ

หลังจากที่ผมเคยมองพระเก๊ในระบบตลาดพระเครื่องว่าเป็น “ขยะ” ในระบบตลาดพระเครื่อง มาระยะเวลาหนึ่ง ผมก็เริ่มมองเห็นข้อดีของพระเก๊เหล่านั้น ที่ทำให้ระบบตลาดพระมีชีวิตชีวาได้ดีพอสมควร

ข้อแรกๆ ก็น่าจะเป็นการขยายโอกาสให้คนทั่วไปได้มีพระเครื่องไว้บูชา “ตามความเชื่อ” ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องมาจากพระเครื่องแท้ๆ มีจำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนเช่าบูชา แม้จะมีพระเครื่องที่สร้างขึ้นมาใหม่ๆจากเกจิอาจารย์อย่างมากมาย ก็จะหายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว เหลือแต่พระเก๊ที่สร้างจากโรงงาน ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยมีศูนย์กลางการจำหน่ายหลักๆอยู่ที่ “ตลาดท่าพระจันทร์”

ถ้าไม่มีพระเก๊เหล่านี้ คงจะมีไม่กี่คนที่ได้แขวนพระเครื่องบูชา

ข้อที่สอง สามารถใช้เป็นสื่อในการทำบุญโดยทั่วไปได้มากขึ้น

โดยพระสงฆ์ที่มีลักษณะ “ชอบแจกพระเครื่อง” เพื่อให้ชาวบ้านทำบุญในกิจกรรมต่างๆ สามารถหาพระเครื่องรุ่นต่างๆ ไปใช้ในการแจกสมนาคุณให้กับ “ญาติโยม” ได้ไม่จำกัด และได้ “กำไร” เป็นจำนวนมาก จากพระเครื่องหลักสิบบาท อาจดึงดูดการทำบุญได้เป็นหลักร้อย หรือ หลักพัน หรือแม้กระทั้งหลักหมื่นบาท หลักแสน ขึ้นอยู่กับความสามารถในการพูดโน้มน้าว และความน่าเชื่อถือของพระสงฆ์แต่ละรูป

ข้อที่สาม ทำให้ระบบตลาดพระเครื่องมีชีวิตชีวา

เพราะพระเครื่องแท้มีจำนวนน้อย ถ้ามีเฉพาะพระแท้เท่านั้น ระบบตลาดก็อาจจะดูเงียบเหงา ที่แต่ละแผงอาจจะมีพระให้เช่า แผงละองค์สององค์ หรือบางแผงไม่มีเลย มีแต่ป้าย “รับเช่าพระ” วางอยู่หน้าแผง คงจะดูจืดๆพิกล

ข้อที่สี่ ทำให้ราคาค่าเช่าพระเครื่องแท้ๆถูกลง

เพราะรูปลักษณ์ของพระเครื่องเก๊นั้น ถ้าความรู้ไม่พอ ตาไม่ถึง ดูยากมากๆ อันเนื่องมาจากฝีมือของช่างในโรงงานผลิตพระเก๊นั้น ทำได้ทุกอย่างตามที่เขียนไว้ในตำราพระเครื่อง ที่เรียกได้ว่า อะไรที่เขียนไว้ในตำราการดูพระเครื่องนั้น “โรงงานทำได้หมดแล้ว

จึงหาคนที่มีความรู้พอที่จะฟันธงว่า “แท้ ไม่แท้” ได้ยาก ที่เป็นเหตุให้แม้แต่เของแผงให้เช่าพระเครื่องส่วนใหญ่แทบไม่กล้ารับประกันว่า “แท้” หรือไม่ ส่วนใหญ่จะออกตัวกับลูกค้า ว่า “ดูเอาเอง”

ด้วยเพราะเหตุที่ต่างไม่แน่ใจ ก็มีราคา “วัดดวง” ที่ต่ำลงมาเรื่อยๆจากราคาคุยหลักล้าน หรือหลักแสน ลงมาเหลือหลักร้อยหรือหลักสิบ เพราะเป็นการ วัดดวงแบบซื้อลอตเตอรี่ ที่ใบที่ถูกรางวัลที่ ๑ ก็ราคาขายเดียวกับใบที่ถูกรางวัลอื่นๆ หรือ แม้แต่ใบที่ไม่ถูกรางวัล

ข้อที่ห้า ทำให้ต้องมีความรู้พอจึงจะสามารถ “หยิบพระแท้” ได้ ในราคา “พระเก๊”

โดยต้องมีความรู้ว่าตลาดใด มีระดับราคามาตรฐานทั้งแบบ “รีบด่วน” และแบบ “รอได้” แตกต่างกัน

ดังที่ผมเคยเล่าไว้แล้วว่า ตลาดพระเครื่องนั้น มีตั้งแต่ตลาดกลางของประเทศ ตลาดกลางต่างจังหวัด ตลาดกลางท้องถิ่น แผงใหญ่ แผงย่อย และนักเดินแลกพระตามบ้าน ที่มีราคากลางแตกต่างกันอย่างมาก

แม้สัดส่วนจำนวนของพระแท้ในแต่ละตลาดจะไม่ต่างกันมากนัก แต่ก็มีราคาเช่า- ให้เช่า แตกต่างกันมากมาย ที่ทำให้ต้องใช้ความรู้ในการแยกแยะ “พระแท้”  ออกจาก “พระโรงงาน” ออกจากกันให้ได้

และเมื่อแยกแยะได้แล้วก็ลดระดับของประเภทของตลาดลงมาให้ต่ำสุด เป็นแผงย่อย หรือนักเดินแลกพระ ก็จะทำให้ได้พระเครื่องแท้ ราคาถูก ได้โดยง่าย เพราะด้วยเหตุที่ต่างคนต่างไม่แน่ใจ ก็จะทำให้ราคาเช่าพระแท้ๆ อยู่ที่หลักสิบ หรือหลักร้อย ที่เป็นราคา “พระเก๊” หรือราคา “วัดดวง” แทนหลักพัน หรือหลักหมื่นที่กำหนดไว้ในตลาดกลาง

 

นี่ก็เป็นการตอกย้ำว่า ต้องมีการจัดการความรู้ จึงจะทำให้สามารถมีพระเครื่องแท้ๆ ไว้บูชาได้ในราคาแบบ “ใครก็มีได้”

ถ้ามีความรู้น้อย ก้ต้องใช้เงินมาก

และถ้าไม่รู้เลย ก็จะได้แต่ “พระเก๊” ราคา “พระแท้”

จึงขอสรุปว่า “พระเก๊” ก็ยังมีข้อดีที่สำคัญ

ที่ทำให้เกิดความจำเป็นในการจัดการความรู้ ที่จะทำให้ได้พระแท้ราคาถูก แบบ “ศัตรูคือยากำลัง” ประมาณนั้นเลยครับ

ขอให้โชคดีครับ