ต่อยอดกันหน่อย...นำพาสู่การเผยไต๋ "ความโง่" แห่งตน
http://gotoknow.org/blog/babyr2r/299706
มันดูคล้ายกันนะคะท่าน "ความโง่" อันเนื่องมาจากความเหนื่อย
ความเหนื่อยที่เรารู้สึกว่ามันน่ะครอบงำจิตใจเรา เตลิดเปิดเปิงไปกับความเหนื่อย ... เหนื่อยแล้วยังหลงว่าตนนั่นน่ะหายใจอยู่ รู้ตัวอีกที...อ้าว...ลืมหายใจนี่นา โง่ไป โง่ไปตั้งนาน
บางครานะ...น้ำตาแทบล่วงกับความโง่ ที่เป็นอาการนี้ "เหนื่อย"
แต่พอได้รู้สึกตัว...เฮ้ย เหนื่อยน่ะ ไอ้เจ้าอาการที่เหนื่อยนะมันอยู่ตรงไหน กายเหนื่อยหรือใจเหนื่อยกันแน่... พอเจอคำถามนี้ต่อตนเองเท่านั้นแหละ พิจารณาต่อเลยว่า ... ที่นึกที่คิดที่รู้สึกว่าเหนื่อยน่ะ แท้ที่จริงแล้ว อยู่ในห้วงแห่งความรู้สึกเรานี่เอง...
กายนะมันก็ไปอย่างนั้นของมันนั่นเอง...
แต่ใจนี่สิที่มันเหนื่อย มันไปแบกรับอารมณ์ไม่เฉพาะของตนเองเท่านั้น ไปแบกไปเสพอารมณ์อื่นที่มากระทบด้วย เท่านั้นเอง... โดดผึงเลย... ตกไปอยู่ใต้อารมณ์นี่เอง
ทีนี้ก็กลับมาล่ะ...กลับอยู่กับการภาวนา "ลมหายใจ"
หายใจเข้าสบาย อย่างที่ท่านว่านั่นแหละ หายใจออกสบาย ... มีแรงก็ทำงานต่อ ทำการงานทั้งภายในและภายนอก ไม่มีงานอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่างานไปในอีกแล้ว งานที่ต้องประหัตประหารและโค่นเจ้ากิเลสทั้งหลายแห่งตนนี้ ตอนนี้กำลังก็ยังไม่กลับมา ก็ยิ่งตั้งใจและแน่วแน่ภาวนาผ่านลมหายใจ เมื่อถึงที่ถึงพร้อมแล้ว...ความพอดีก็จะเคลื่อนเข้ามา ....ปัญญาที่ว่าตื้อ ก็เบาลง ลมหายใจก็คืนสู่สภาวะปกติที่พึงเป็นไป...
ทีนี้ล่ะ ... อาการเหนื่อยที่ว่า ก็หายไป
กลับมาทำงานต่อ ภาวนาผ่านการงาน ยิ่งงานมากก็ยิ่งได้ภาวนามาก
งานน้อยก็ได้แต่สบาย แต่งานมากนี่สิเราได้ปัญญาไปอย่างเต็มๆ...
ทำไป ทำไป ใจก็มีกำลังขึ้นมา ปรากฏขึ้นแทน "ความเหนื่อย"...
เมื่อคืนกว่าจะได้เข้านอน ทำการงานแห่งภายในถึงหกทุ่ม ตื่นอีกทีตีสาม...
ต้องเตรียมตัวเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี...และนั่งรถต่อไปที่ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร...วันนี้มีกิจกรรมงานมินิมหกรรม R2R
มันเป็นความสุขนะ...ความสุขที่เบิกบาน ใจผ่องแผ้ว
ไม่มีนาย ที่เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ...มาบางการมาครอบงำ
มีแต่ความดีงามผ่านเรื่องเล่า ... ที่เล่าด้วยใจที่อิสระไม่ต้องกลัวถูกหรือผิด เพราะบางคราอาจวาดแผนอย่างระวังรอบคอบนี่ ก็พลาดได้เหมือนกัน ดั่งนั้นเราเนียนนำไปอย่างธรรมชาติน่ะไม่ดีกว่าหรือ การเดินทางเรียนรู้จะได้ซึมซับอะไรที่งดงามได้อย่างเบิกบานใจ ...

ขณะนั่งฟังการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นะ... นึกถึงแผนการขับเคลื่อน Node R2R แล้วก็เหนื่อยใจเพราะเรานั่นน่ะไม่ชอบอะไรที่คล้ายกับไปคิดแทนคนอื่น แต่คนวางแผนน่ะชอบนำพาความคิดตนเองไปเพื่อแผ่คนอื่น ก็ไม่รู้ได้ว่าตรงตามธรรมชาติคนนั้นๆ หรือเปล่า...เราน่ะชอบไปมองไปค้นไปหาความงดงามและเสริมความงดงามนั้นให้ยิ่งขึ้น ตอนนี้กำลังนำพาตนไปสู่การตกผลึกเรื่องการขับเคลื่อน R2R ... เราอาจจะเหมาะหรือไม่เหมาะกับงานนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะจริตตนนั้นชอบนำพาการเคลื่อนไปสู่ความอิสระมากกว่าการครอบงำอันมาจากกรอบ จากแผน ก็ไม่รู้ได้เหมือนกันนะว่า...จะเป็นเช่นไร
ตอนนี้ก็ได้แต่ตั้งใจ "กรรมกรน้อย Ka-Poom" มีประโยชน์ ทำประโยชน์ต่อโลกได้มากเพียงน้อยเพียงไร เราก็จะทำ ..ทำไปก่อนทำด้วยความตั้งใจที่โลกนั้นน่ะเห็นประโยชน์ เห็นคุณค่าเรา...
อืม...ขอพิจารณาเรื่องนี้ก่อน...เดี๋ยวมาต่อยอดกันใหม่...
เหนื่อยเหรอ ตอนนี้เราไม่เหนื่อยแต่เรากำลัง "แย่..."
ตั้งแต่ตอนเย็นมาร่างกายของเรามันรวนเรไหมด
นัดหมอ "หมอณัฐ" (แพทย์แผนไทย) ไว้ตอนหกโมงเย็น รักษากันได้สักพักเหมือนจะดีขึ้น แต่ตอนนี้แย่ลงอีกแล้ว
หมอบอกว่า "ความดันสูง" ไอ้เราเนี่ยนะความดันสูง ตอนอยู่เชียงใหม่ก่อนมาที่นี่เรา "ความดันต่ำ" คือ อยู่ประมาณ 90,60 ประมาณนี้
เพียงแค่สี่เดือนเองเหรอทำให้ร่างกายของเราเปลี่ยนไปขนาดนี้
ต้องยอมรับว่ามาอยู่ที่นี่สิ่งแวดล้อมทำให้ "เครียด" จริง ๆ
มาอยู่ที่นี่อะไรต่ออะไรมันก็ "วุ่นวาย" ใจไปหมด
แล้วหมอก็หาสาเหตุไปอีกว่า ลมในท้องของเราเยอะมาก ถึงว่า ท้องเราแน่นไปหมด
เส้นคอก็ตึง โดยเฉพาะเส้นเลือดตรงขมับซ้าย "พอง" มาก เราเอามืดจับดูถึงกับตกใจ มัน "บวม" ที่เดียวเชียวแหละ
เมื่อตะกี๊กลับมานอนได้สักพักหนึ่ง นอนแล้วก็ไม่หาย ไม่นงไม่นอนมันและ ลุกขึ้นมานั่งทำงานดีกว่า
นอนตายไม่แปลก ถ้าทำงานแล้วตายก็ค่อยมีคำตอบไปให้ "ยมภบาล" หน่อย
ตอนเดินกลับมาจากที่หาหมอ ใจก็นึกอยู่ว่าอาการแบบนี้คงจะไม่ถึงตาย คงจะเป็นแค่อัมพฤกษ์ หรือไม่ก็อัมพาต
นึกอย่างไรไม่รู้ตอนเดินกลับมา นึกขึ้นว่าถ้าหากเส้นเลือดในสมองของซ้ายนี้แตก ถ้าไม่ถึงตายก็คงจะต้อง "นั่งกินนอนกิน"
ตอนเดินกลับมาที่คิดอย่างนั้นเพราะเรายังเดินได้
เรามาอยู่ที่นี่เจ็บป่วยก็ไม่เคยบอกใคร เจ็บป่วยก็เดินไปหาข้าว หายากินเอง
ถ้าเราเดินไม่ได้อย่างนี้ แล้วเราจะมาสนใจใยดีเราเล่า
ชีวิตเกิดมาก็ต้องพึ่งตัวเองอย่างนี้
เฮ้อ... มึนหัวจัง ปวดร้าวหัวทางด้านซ้ายมาก ๆ ตั้งแต่หางตาซ้ายเรื่องไปจนถึงกระโหลก
มึนหัวยังไม่พอ คลื่นไส้อีกต่างหาก เฮ้อ เวลาความตายมันมารุมเร้ามันก็เป็นเช่นนี้
อะไรก็ไม่รู้ร่างกายนี้ "วุ่นวาย" ไปหมด
สงสัยจะต้องลองไปพักอีกเดี๋ยว ดูซิว่ามันจะดีขึ้นไหม
หรือว่าจะเป็นการนอนอย่างมีชีวิตครั้งสุดท้ายก็ได้ ใครจะไปรู้...!
ขอให้มันเป็นเช่นนั้นเอง...
กายนี้...ป่วยนี้..ต่างล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ของเรา
พิจารณาไป...พิจารณาไป เราป่วย ป่วยจริงเหรอ จริงเหรอที่กายเราป่วย?
หน้าที่...เพียงแค่กายนี้ได้ปรากฏ ก็ได้แต่ทำหน้าที่ หน้าที่แห่งการพยุงกายนี้ให้ดำรงอยู่แต่นั่นน่ะการดำรงอยู่ต้องอยู่ภายใต้แห่งดวงจิตที่ผ่องสว่าง
เหนื่อยนัก ก็พักบ้างค่ะ
กายยังต้องการ การพักตามธรรมชาติ
เมื่อกายพร้อม ใจเชื่อว่ายังพร้อมและผ่องใสเสมอ
ไม่ว่าการงานใด หนูเชื่อว่าทั้ง ท่านสูญญตาและพี่ปุ๋มสู้ไหว
(^________^)
จริงเหรอที่กายป่วย...? รอบนี้มันเอาจริง
ธาตุขันธ์ ณ เวลาที่มันจะแตกนี้อย่าไปล้อเล่นเชียว ถึงเวลาที่ธาตุทั้ง ๔ นี้จะแยกออกจากกันจะทำเป็น "ตลกวิชาการ" นั้นไม่ได้
การดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดนั้น ต้องตัดเรื่อง "ธรรมะทางวิชาการ" ออกไปให้สิ้น
ช่วงชีวิตที่อยู่บน "เส้นด้ายเปื่อย ๆ" นั้น ไม่มีใครที่จะช่วยเราได้ ไม่มีเขา ไม่มีกำลังใจ ไม่มีอะไรนอกจาก "ใจ" เราช่วยเราเอง...