ความหวังใกล้เป็นจริง เมื่อจุรินทร์ ออกข่าวผ่านสื่อภายหลังประชุม ๕ เสือ ศธ.ว่าเตรียมจะสังคายนาการจัดการศึกษาไทยทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับอุดมศึกษา มุ่งพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพ รู้จักคิดวิเคราะห์เป็น การเรียนขั้นพื้นฐานสอดคล้องกับระบบคัดเลือกคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ขณะที่การผลิตบัณฑิตต้องสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศไทย
การสอบ GAT/PAT จะต้องเป็นข้อสอบการคิดวิเคราะห์ เพราะเป้าหมายของการจัดการศึกษาไม่ต้องการให้เด็กเรียนแบบท่องจำ หากการเรียนการสอนกับข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ไปในทางเดียวกันแล้ว "กรรมก็จะตกกับเด็ก" การปฏิรูปการศึกษาและเรียนรู้อย่างเป็นระบบ คือ
๑.พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ที่มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง และแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
๒.พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ ทั้งระบบการผลิต การพัฒนา การใช้ครูคณาจารย์ และบุคคลากรทางการศึกษา
๓.การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่
๔.พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล การกระจายอำนาจทางการศึกษา
นี่คือความหวังของสังคมไทย ที่อยากเห็นการศึกษาไทยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กาลเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ลมปาก รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ
เรียนคุณสถิตย์...ขอชี้ให้เห็นความสำเร็จปฏิรูปการศึกษาชนิดถึงใจไทยแลนด์
ความสำเร็จของการปฏิรูปการศีกษาเป็นจริงแน่นอน 100%โดยไม่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษารอบ 3 อีกใน พ.ศ. 2562
หาก ศธ.มีความเข้าใจเรื่องระบบการประกันคุณภาพการศึกษา QA สอดคล้องกันทุกฝ่าย คือ
ให้การประกันคุณภาพ..ตัวชี้นำวิธีการศึกษา(Documented Procedures)..และการประเมินผล ใช้ตัวเดียวกัน คือ "ระบบ"ในรูปคู่มือ(Manual) ซึ่งต้องเริ่มที่การออกแบบระบบ(System design)ก่อนอื่นและใช้เป็นมาตรฐานหนึ่งเดียว
สาเหตุที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้มีการปฏิรูปการศึกษาโดยกำหนดให้มี"ระบบ"ประกันคุณภาพการศึกษา เนื่องจากมีการวิจัยโดย ดร.เดมมิ่ง(Edwards W.Deming)เมื่อต้นทศวรรษ 1970s พบว่า 85% ของการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพเพราะ"ขาดระบบ"(ดู Deming 85/15 rule ใน google)
ดังนั้น จำเป็นต้องเริ่มที่การ"จัดระบบหรือการออกแบบระบบ"(System design) โดยออกแบบให้ระบบตัวเดียวกันทำหน้าที่ได้หลายอย่าง คือ เป็นตัวประกันคุณภาพ เป็นต้วชี้นำวิธีปฏิบัติ และเป็นตัวประเมินคุณภาพการศึกษา
ปัญหาที่ต้องมาเสียเวลากับการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 นอกจากไม่เคยเริ่มที่การออกแบบระบบแล้ว ยังขาดเอกภาพเรื่องประกันคุณภาพ QA ชนิดต่างคนต่างทำ เช่น ความสับสนในการตั้งเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินคุณภาพที่ไม่เป็น"ระบบ" และขาดการประเมิน"ผู้นำ"(Leadership) เพราะไม่ได้ตั้ง"ผู้นำ"เป็นเกณฑ์เพื่อการประเมิน เช่น การประเมินฝีมือของผู้บริหารสถานศึกษา(ผู้นำ)
เกณฑ์มาตรฐานการประเมินที่ดีที่สุดที่ทุกประเทศรับรองมี 7 ข้อ ได้แก่เกณฑ์ Education Criteria for Performance Excellence ดู www.baldrige.nist.gov ที่ ศธ.น่านำมาปรียบเทียบ(Benchmarking)เพื่อประยุกต์ใช้ อย่างไรก็ตาม มีข่าวที่น่ายินดี คือ สกอ.กำลังเตรียมนำมาตรฐานบอลริจดังกล่าวมาใช้ในระดับอุดมศึกษา
ประเด็นสำคัญยิ่งที่เป็นหัวข้อในเกณฑ์ทั้ง 7 ของมาตรฐานบอลริจ มีบางข้อจำเป็นต้องทำเป็น"ระบบ"หรือทำเป็นคู่มือในหัวข้อสำคัญ เช่น Strategic Planning หัวข้อ Process Management และหัวข้อ Workforce เปิดเผยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง(รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครอง)ได้เรียนรู้คู่มือดังกล่าวและใช้คู่มือแต่ละเรื่องเป็นเครื่องประเมินคุณภาพเรื่องนั้นๆ โดยให้มีการประชุมทบทวน(Formal Review)อย่างเป็นทางการอย่างน้อยทุกไตรมาส( 3 เดือน)
สำหรับหัวข้อ Measurement, Analysis, and Knowledge Management เป็นตัววัดและปรับปรุง หากทำให้เป็น"ระบบ"ได้ ก็จะทำให้การประเมินผลทุกข้อทำได้ง่าย รวมทั้งการการปรับปรุง(Process Improvement)ก็ทำได้ง่ายด้วย
เมื่อทุกฝ่ายใน ศธ. และองค์กรประเมินภายนอก เช่น สมศ. มีเข้าใจ"ระบบ"การประกันคุณภาพการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ที่สอดคล้องกัน และใช้วิธี Benchmarking Best Practices เอาของดีที่สุดมาประยุกต์ใช้
นั่นคือ...ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาชนิดถึงใจไทยแลนด์ซึ่งน่าจะทำได้ภายในระยะเวลาของการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 นี่แหละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรดให้ความเห็นของข้าพเจ้าข้างต้นได้มีส่วนร่วม
20 กันยายน 2552
ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา(พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542)
หัวใจของการประกันคุณภาพการศึกษา QA อยู่ที่"ระบบ"(Set of management practices) โดยใช้ระบบเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินคุณภาพการศึกษา โดยประเมินที่ผู้นำ(Leadership)หรือผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งเป็นหัวข้อแรกของเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินคุณภาพการศึกษาที่เป็นเลิศของสหรัฐ(Education Criteria for Performance Excellence)
ดังนั้น การประกันคุณภาพการศึกษาต้องเริ่มต้นที่การออกแบบระบบ(System design)ก่อนอื่นเพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินคุณภาพการศึกษา สิ่งสำคัญยิ่งของการออกแบบระบบคือ..ทุกระบบต้องแสดงเป้าหมาย(Aim/Purpose)
"Without an aim," Deming says,"there is no system."
หากขาด"ระบบ"ย่อมไม่สามารถใช้เป็นมาตรฐานหรือใช้เป็นเกณฑ์การประเมินคุณภาพการศึกษาตามเจตนารมณ์ของกฏหมายการศึกษาแห่งชาติ
การออกระบบ(System design)ตามเจตนารมณ์ของมาตรฐานสากลให้ระบบทำหน้าที่ดังนี้
- Document what to do. หมายถึงชี้ให้เห็นกรอบขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติ
- Do what you documented. หมายถึงให้มีการปฏิบัติตามกรอบที่วางไว้
- Verify what you are doing it. ให้ประเมินว่ามีการปฏิบัติตามกรอบที่วางไว้หรือไม่
ดังนั้น มาตรฐานสากลจึง"จัดระบบ"หรือออกแบบระบบที่ออกมาในรูปคู่มือ(Quality Manual) หรือระเบียบวิธีปฏิบัติ(Work Instruction)เพื่อสนองเจตนาทั้ง 3 ข้อข้างต้น และใช้ระบบเป็นเกณฑ์ในการประเมินโดยประเมินที่"ผู้นำ"(Leadership) เช่น ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นข้อแรก
ปัญหาของการปฏิรูปการศึกษาปัจจุบันนั้น ยังมีความสับสนเรื่อง"ระบบ"การประกันคุณภาพการศึกษา ที่หน่วยงานต่างๆใน ศธ.และนอก ศธ.เข้าใจแตกต่างกันไปไม่เป็นเอกภาพ มีการตั้งเกณ์มาตรฐานตามอำเภอใจไม่เป็นระบบ เช่น เกณฑ์การประเมินของ สมศ.ที่มหาวิทยาลัยต่างๆตั้งข้อกังขาว่าอาจไม่ยุติธรรมเพราะเกณฑ์การประเมินทั้ง 7 ข้อไม่ได้มาตรฐานเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานการศึกษาที่เป็นเลิศของรัฐบาลสหรัฐ Education Criteria for Performance Excellence (ดู www.baldrige.nist.gov)
เกณฑ์การประเมินทั้ง 7 ข้อของ สมศ.ไม่เป็นระบบเพราะทุกข้อไม่ได้แสดงเป้าหมาย(Without an aim) เมื่อไม่เป็นระบบ..เกณฑ์การประเมินของ สมศ.ไม่สามารถใช้ประกันคุณภาพการศึกษาได้เพราะ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ระบุให้ใช้"ระบบการประกันคุณภาพ" อีกทั้งเกณฑ์การประเมินของ สมศ.ไม่ได้ระบุ"ผู้นำ"(Leadership)ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญที่สุดของการประเมิน
ความสับสนเรื่อง"ระบบ"การประกันคุณภาพการศึกษา QA ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ของ สมศ.เป็นต้นเหตุที่ทำให้ต้องเสียเวลากับการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 และไม่มีหลักประกันว่า"จะต้องปฏิรูปการศึกษาอีกกี่รอบจะถูก-ถึงใจไทยแลนด์" หากไม่รีบแก้ปัญหาให้ตรงประเด็นหรือตัดไฟแต่ต้นลม
การที่ต้อง(เสียเวลา)ปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 หรือ รอบ 2 เป็นเพราะผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเมือง
คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประมาณ 10 ท่านนับตั้งแต่ พ.ศ.2542 ปีที่เริ่มมีกฏหมายปฏิรูปการศึกษา
ไม่มีรัฐมนตรีแม้แต่ท่านเดียวที่รู้ว่า"หัวใจ"ของการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่ไหน..รวมทั้งรัฐมนตรีจุรินทร์ คนปัจจุบันด้วย
เมื่อไม่รู้ว่าหัวใจอยู่ที่ไหน...ก็ไม่มีการกระตุ้นให้หัวใจเต้น...การปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเสียที
สาเหตุที่รัฐมนตรีไม่รู้เป็นเพราะผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. เช่น ปลัดกระทรวงและอธิบดีทุกท่านก็ไม่รู้เหมือนกันว่า
"หัวใจ"ของการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่ไหน...จึงพากันปฏิรูปการศึกษาด้วยวิธีลองผิดลองถูก(Trial and Error)
ต้นเหตุที่ทั่วโลกต้องมีการปฏิรูปการศึกษาเป็นเพราะมีการวิจัยของ ดร.เดมมิ่ง(Deming,"Out of the Crisis")พบว่า
การศึกษาที่มีประสิทธิภาพ 85% ขึ้นอยู่ที่"ระบบ"...ฝีมือคนช่วยให้การศึกษามีประสิทธิภาพได้ไม่เกิน 15%(ดู Deming 85/15 rule)
ดังนั้น หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาคือ "ระบบ"(Set of management practices หรือ System)
สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545 มาตรา 47
กำหนดให้มี"ระบบ"ประกันคุณภาพการศึกษา
หน้าตาของ"ระบบ"ตามมาตรฐานสากลออกมาในรูประเบียบวิธีปฏิบัติงาน(Work Instruction) หรือ คู่มือ(Manual)
ซึ่งต้องมีเกณฑ์มาตรฐานเพื่อการประเมินคุณภาพการศึกษาตามที่กฏหมายกำหนดด้วย
การตั้งเกณฑ์การประเมินที่ดีจำเป็นต้องเทียบกับเกณฑ์ที่ดีที่สุด(Benchmarking Best Practices)
เกณฑ์ที่ดีที่สุดที่นานาชาติให้การรับรองได้แก่เกณฑ์ของมาตรฐานบอลริจ(Baldrige Criteria)
Education Criteria for Performance Excellence มี 7 ข้อ
1. ผู้นำหรือผู้บริหารสูงสุดของสถานศึกษา(Leadership)
2. การวางแผนยุทธศาสตร์(Strategic Planning)...ทำเป็นระบบ
3. เน้นที่ลูกค้าพอใจ(Customer Focus)
4. การวัด วิเคราะห์ และการจัดการความรู้เพื่อปรับปรุง(Measurement, Analysis, and Knowledge Management)
5. เน้นการบริหารคน(Workforce Focus)...ทำเป็นระบบ
6. การจัดกระบวนการงาน(Process Management)
7. ผลลัพธ์การดำเนินการ(Results)
การประเมินมหาวิทยาลัยทั้งรอบ 1 และรอบ 2 ของ สมศ.ล้มเหลวเพราะ
1. เกณฑ์ทั้ง 7 ของ สมศ.ไม่เป็นระบบ(System or Set of management practices) เพราะระบบต้องมีเป้าหมาย(Aim/Purpose)
อีกทั้งข้อความตามเกณฑ์คับแคบ เช่น ข้อ 1.มาตรฐานคุณภาพด้านบัณฑิต...ซึ่งเจตนาของการประเมินต้องการดูว่า
"ผู้นำ"(Leadership)มีระบบในการบริหารบุคลากร(HR/Workforce)หรือไม่และบริหารได้ดีแค่ไหน..มิใช่คุณภาพบัณฑิต
2. สมศ. ขาดคุณสมบัติในการประเมินเพราะไม่ได้ประเมินที่"ผู้นำ"(Leadershp) หรือผู้บริหารสถานศึกษา..เห็นได้ที่ไม่ได้กำหนด
Leadership เป็นหัวข้อในการประเมิน
ข้อเสนอแนะ: สมศ. ควรยุติการประเมินคุณภาพการศึกษาและควรศึกษา Quality Management หรือ TQM
ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรู้จริง..เพื่อป้องกันความเสียหายต่อการศึกษาของชาติที่จะลุกลามมากไปกว่านี้
การปฏิรูปการศึกษา และ การปฏิรูปการเมือง(ระบบราชการ)...ในทัศนะของข้าพเจ้า
ทั้ง 2 ประสบความสำเร็จได้เชื่องช้ามาก...ต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษเพราะทำตัวเป็นนักท่องเที่ยว(ทัวร์ป่า)
นักท่องเที่ยวทัวร์ป่าปฏิรูปการเมืองคนแรกมีชื่อว่า "นาย ป.ร.ร." ชื่อเต็ม คณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ
เริ่มออกทัวร์ป่าตั้งแต่ พ.ศ. 2541 หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีเป้าหมายเพื่อการปฏิรูปการเมืองโดยเฉพาะ
นาย ป.ร.ร. หลงป่าแบบกู่ไม่กลับและหายสาบสูญไปแล้ว...ล้มเหลวปฏิรูปการเมือง(ปฏิรูประบบราชการ) 100%
นักทัวร์ป่าปฏิรูปการเมืองที่ตั้งขึ้นมาแทน นาย ป.ร.ร. ที่หายสาบสูญชื่อ นาบ ก.พ.ร. เริ่มงานตั้งแต่ พ.ศ. 2544
นาย ก.พ.ร. โชคดีที่ไม่หลงป่าหายสาบสูญเหมือนนาย ป.ร.ร. เพราะเป็นคนตาบอด
ใช้เวลาส่วนมากอยู่กับการ"คลำช้าง" โชคดีที่ไปรู้จักกับนาย TQA ที่ช่วยทำ PMQA อันเป็นการปฏิรูปการเมืองที่ถูกทิศ
เพราะ PMQA มีต้นแบบที่ Baldrige Criteria หรือ MBNQA ซึ่งเป็นการปฏิรูปการเมืองที่ถูกต้อง
สาเหตุที่นาบ ก.พ.ร.ยังไม่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการเมืองเป็นเพราะความไร้เดียงสาสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ
เช่น ไม่รู้ว่าหัวใจของการปฏิรูปการเมืองอยู่ที่"ระบบ" ก.พ.ร.จึงมั่วเล่นอยู่กับ"การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี"ที่มิใช่ระบบ
ความไร้เดียงสาทำให้ใช้อำนาจเกะกะระรานกับการอุดมศึกษา สั่งให้ทำทั้ง PMQA และ SAR ด้วย
เพราะไม่รู้จริงเรื่อง"การบริหารระบบ" อันเป็นทิศทางที่ถูกต้องของการปฏิรูปการเมืองและปฏิรูปการศึกษา
โลกได้เปลี่ยนไปใช้การบริหารระบบแทนการบริหารคน HR มากว่า 20 ปีแล้ว
แต่ ก.พ.ร.ยังติดยึดอยู่กับการบริหารคน HR. ซึ่งเป็นของเก่าแก่หรือเป็น"ฟอสซิล" ของการบริหารของโลกไปเสียแล้ว
จับตาดูนาย ก.พ.ร.ดีๆ...นอกจากสร้างความล้มเหลวให้ปฏิรูปการเมืองแล้ว..กำลังสร้างความล้มเหลวให้การปฏิรูปการศึกษาด้วย
ก.พ. และ ก.พ.ร มีค่ามหาศาลสำหรับผู้นิยมสะสมโบราณวัตถุ เพราะการบริหารมีความเก่าแก่ระดับ"ฟอสซิล"
แต่สำหรับผู้นิยมการบริหารที่ทันสมัยมององค์กรทั้งสอง คือ ความล้าสมัยที่ฉุดถ่วงความเจริญของชาติ
รวมทั้งเป็นตัวถ่วงความสามารถแข่งขันอันดับโลกของมหาวิทยาลัย การบริหารของโลกเปลี่ยนแปลงให้มี"ระบบ"
การบริหารของโลกได้เปลี่ยนแปลงจากการบริหารคนHR ไปใช้การบริหารระบบ คือ 1. การบริหารราชการพลเรือน(HR.Management)ต้องทำเป็นระบบ(System หรือ Set of Management Practices) หมายความว่าทุกเรื่องใน พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน ต้องทำเป็นระบบ ขณะนี้มีปัญหารเรื่องการออกแบบระบบ(System design) 2. คน(ข้าราชการ)ต้องเป็นระบบ(Performing system) คือ เป็นทีมโดยเฉพาะทีม PIT: Process Improvement Teams.
เหตุผล: 1. หากการบริหารราชการไม่มีระบบรองรับ การบริหารของรัฐบาลทุกโครงการบกพร่อง 85%ตามการวิจัยของ Deming (ดู Deming,”Out of the Crisis”) 2. การบริหารที่เทอะทะของราชการทำให้พ่ายแพ้ มิใช่แพ้เขมร..แต่แพ้ทุกชาติทั่วโลก
อ้างอิง: Tom Peters ในหนังสือ Thriving on Chaos “Today’s and tomorrow’s winning hand is becomming increasingly clear: quality and flexibility. Essential to them both are smaller units and highly skilled workers serving as the chief source of continuous improvement in goods and services”