ไม่เพียงสอนให้นิสิตได้เรียนรู้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นกระบวนการของการฝึกให้พวกเขาทำงานกันเป็นทีม เรียนรู้กันเป็นทีม และสังเคราะห์ความรู้นั้นเป็นทีมไปในตัว

ผมเคยได้เปิดเวทีถกคิดกับทีมงานและน้องๆ นิสิตมาเป็นเวลานานพอสมควรว่ากิจกรรมใดบ้างที่ดูมีน้อยและอ่อนกำลังมากที่สุดในมหาวิทยาลัย ซึ่งเราต่างเห็นพ้องต้องกันว่า “ กิจกรรมด้านธรรมะ คุณธรรมจริยธรรมและสิ่งแวดล้อม” นั่นต่างหาก คือจุดเปราะ หรือทางเลือกที่มีให้เลือกอย่างน้อยนิด

จะว่าไปแล้ว มันก็จริงตามนั้น สังเกตได้ง่ายๆ จากจำนวนชมรมที่สังกัดในด้านนี้ในแต่ละปีการศึกษานั้น มีจำนวนไม่กี่ชมรมเองเลยก็ว่าได้ และจำนวนอันน้อยนิดนั้น ยังมุ่งไปสู่การจัดกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัยเสียมากกว่า พลอยให้บรรยากาศเรื่องอบรมสัมมนาเกี่ยวกับธรรมะ คุณธรรมจริยธรรมและเรื่องสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยดูกร่อยๆ ไปอย่างน่าใจหาย




ปีนี้ ผมมอบทีมงานให้ปักธงขับเคลื่อนเรื่อง “ธรรมะในสถานศึกษา” ให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเชื่อว่า มหาวิทยาลัยไม่ได้โตเกินกว่าที่จะพูด หรือจัดกิจกรรมธรรมะให้นิสิตได้รับรู้และซึมซับ

เช่นเดียวกับการย้ำเตือนว่า ขอให้ถือว่า ปีนี้คือปีแห่งการบุกเบิกเรื่อง “ธรรมะในสถานศึกษา” ในวิถีกิจกรรมนอกห้องเรียนอย่างแท้จริง ซึ่งประกอบด้วยการจัดบรรยายธรรมะในมหาวิทยาลัย เน้นความสนุกสนานและสาระประเทืองชีวิต อันเป็นกระบวนการที่จะช่วยให้นิสิตที่เข้าร่วมไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และอีกประการคือการนำพานิสิตออกไปเข้าค่ายธรรมะในสถานที่ปฏิบัติธรรมใกล้ๆ มหาวิทยาลัย...

ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งผมและทีมงานยังต้องนั่งถกคิดวางแผนการทำงานค่ายธรรมะ หรือค่ายปฏิบัติธรรมในสถานศึกษาอย่างยกใหญ่ เพราะเราวิเคราะห์แล้วว่า นิสิตในมหาวิทยาลัยเป็นกลุ่ม “เด็กโตและไม่นิ่ง” มีทัศนคติที่ไกลห่างจากเรื่องทางธรรมะอยู่พอสมควร หากยังต้องใช้กระบวนการของพระวิทยากรเสียทั้งหมด บางทีอาจทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดกับกิจกรรมก็เป็นได้ เพราะหลักๆ แล้ว นิสิตก็ล้วนเคยสัมผัสกระบวนการเหล่านี้มาแล้วเมื่อครั้งเป็นนักเรียนในวัย “กระโปรงบานขาสั้น”

ดังนั้นค่ายปฏิบัติธรรมในสถานศึกษาเมื่อวันที่ 15-17 สิงหาคม 2552 ณ วัดป่าวังเลิง จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างกิจกรรมของพระวิทยากรกับกิจกรรมที่เน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผมและทีมงาน...





ผมเปิดตัวด้วยกิจกรรมง่ายๆ โดยเริ่มจากการมอบหมายให้ทีมงานประเมินความคาดหวังของนิสิต จากนั้นก็แบ่งนิสิตออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มมีสมาชิกไม่เกิน 5 คน พร้อมๆ กับการแจกกระดาษให้คนละแผ่น เพื่อให้แต่ละคนลากเส้นแบ่งกระดาษออกเป็น 4 ส่วน เสร็จแล้วกำหนดให้ทุกคนวาดรูปเรื่องราวตนเองลงในกระดาษแต่ละส่วน โดยประกอบด้วย

  • (1) ความฝันในวัยเด็ก
  • (2) ความฝันในสมัยเรียนมัธยม
  • (3) ความฝันในปัจจุบัน
  • (4) และความฝันในอนาคต

ผมไม่ได้ตั้งชื่อกิจกรรมนี้ เพราะเป็นการบูรณาการมาจากเวทีต่างๆ แต่ย้ำให้นิสิตบอกเล่าเรื่องราวเหล่านั้นแก่เพื่อนในกลุ่ม พร้อมๆ กับการเปิดกว้างให้แต่ละคนซักถามถึงเรื่องราวของกันและกัน อันเป็นกระบวนการหนึ่งของการละลายพฤติกรรมไปในตัว เสร็จแล้วทีมงานก็จะสุ่มเลือกใครบางคนออกมานำเสนอให้ทุกคนได้รับฟังร่วมกัน...





เป็นที่น่าสังเกตว่า เรื่องราวในอดีตนั้น หลายต่อหลายคนใช้เวลาคิดและหวนถึงอย่างยาวนานเป็นพิเศษ คล้ายกำลังจะบอกว่า การเติบโตมาสู่วันนี้นั้น หลายอย่างในชีวิตก็เลือนหายไปอย่างแทบไม่น่าเชื่อ...ตรงกันข้ามกับความฝันในปัจจุบันและอนาคตนั้น แต่ละคนสามารถขีดเขียนออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้ในชั่วพริบตา

มีบางคนเขียนภาพเกี่ยวกับครอบครัวครบทั้ง 4 ส่วนของกระดาษ โดยเขาสื่อสารออกมาอย่างฉะฉานว่า “ครอบครัวของเขา คือแรงพลังอันยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนชีวิตจากอดีตมาสู่ปัจจุบันและผูกโยงไปถึงอนาคต” และอื่นๆ อีกมายมายที่ผมไม่อาจกล่าวถึงได้ในที่นี้ เพียงแต่อยากจะบอกว่า กิจกรรมเช่นนี้ ไม่เพียงละลายพฤติกรรมของผู้คนเข้าหากันเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการชักชวนให้แต่ละคน ถามไถ่-สำรวจชีวิต และความฝันของตนเอง เพื่อย้ำให้เขาตระหนักว่า “ ชีวิตต้องมีความฝัน..และความฝันก็ต้องมีความหวัง” ด้วยเช่นกัน

ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว ได้รับคำชมจากคณะพระวิทยากรเป็นยิ่งนัก พร้อมๆ กับการขอลิขสิทธิ์ไปใช้กับกระบวนการของท่าน ซึ่งผมก็ได้แต่บอกเล่าไปอย่างสุภาพว่า ผมไม่ใช่ต้นคิดของเรื่องเหล่านี้ เป็นการถอดบทเรียนและเลียนแบบมาจากเวทีต่างๆ เพียงแต่มาประยุกต์เป็นเรื่องราวในแบบของตัวเองเท่านั้น...





นอกจากนี้ ผมยังกำหนดให้มีกิจกรรมอีกกิจกรรมหนึ่งขึ้นมาเพื่อสลับกับกิจกรรมการอบรมของพระวิทยากร โดยตั้งชื่อกิจกรรมนั้นว่า “เพราะทุกที่มีเรื่องเล่า” ...

กิจกรรมที่ว่านั้น ผมและทีมงานแบ่งนิสิตออกเป็นกลุ่มๆ เช่นเคย ให้แต่ละกลุ่มไปศึกษาเรื่องราวใดก็ได้ที่ปรากฏในวัดป่าวังเลิง เสร็จแล้วให้ทำการประมวลความรู้ หรือถอดบทเรียนเหล่านั้นร่วมกัน พร้อมๆ กับการสื่อสารด้วยภาพวาดและนำเสนอให้เพื่อนทุกคนได้รับรู้-รับฟังร่วมกันอีกรอบ




แน่นอนครับ กิจกรรมที่ว่านี้ แทนที่ผมและทีมงานจะเชิญวิทยากรในวัดที่เป็นทั้งพระและญาติโยมมาบรรยายให้นิสิตฟัง หรือไม่ก็มอบหมายให้ลูกทีมสักคนไปทำการค้นคว้ามาบรรยายให้นิสิตฟังเองก็ได้ แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น ผมกลับย้ำให้นิสิตได้ไปเรียนรู้ด้วยตนเอง สุดแท้แต่พวกเขาจะสืบค้นด้วยวิธีการใดก็ตามเถอะ ขอให้มีข้อมูลมานำเสนอก็เป็นพอ ...

ดังนั้น กระบวนการเช่นนั้น จึงไม่เพียงสอนให้นิสิตได้เรียนรู้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นกระบวนการของการฝึกให้พวกเขาทำงานกันเป็นทีม เรียนรู้กันเป็นทีม และสังเคราะห์ความรู้นั้นเป็นทีมไปในตัว

ซึ่งก็เป็นที่น่าชื่นชมว่า พวกเขาสามารถเสาะแสวงหาความรู้ผ่านสถานที่ พระสงฆ์ แม่ชี คนสวน คนงานก่อสร้าง หรือญาติโยมที่เข้าๆ ออกภายในวัดได้อย่างแทบไม่น่าเชื่อ...





เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ใช่ว่าผมและทีมงานขี้เกียจที่จะทำหน้าที่เป็นคนบรรยายให้ความรู้เสียเมื่อไหร่ แต่เราก็คิดเองว่า การให้เขาเลือกเรียนรู้ในเรื่องที่สนใจด้วยตัวของเขาเองน่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสม และยิ่งหากการเรียนรู้ของเขาเกิดขึ้นจากวิธีการของเขาเอง ผมก็เชื่อว่า มันคือสิ่งที่เราต้องชื่นชม-ให้กำลังใจและเปิดทางให้กับการเรียนรู้นั้นๆ อย่างไม่อิดออด

สำหรับผมและทีมงานนั้น จะถอยออกมารับช่วงการถอดบทเรียนปิดท้ายเกี่ยวกับองค์ความรู้ของสถานที่นั้นอีกรอบ ทั้งในมิติของการบอกเล่าแบบเป็นกันเองและการนำเสนอด้วยวิถีทัศน์ที่เน้น “สนุกสนานและเบิกบานด้วยความรู้” (บันเทิงเริงปัญญา) แทน...




เป็นที่น่ายินดีว่า กิจกรรมทั้งปวงนั้นเป็นไปด้วยดี ไม่เบื่อ ไม่ง่วงเหงา ...แต่ละกลุ่มนำเสนอเรื่องราวของการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างน่าฟัง ทั้งตำนานการสร้างเจดีย์ในวัด ตำนานพญานาคกับความเชื่อของชาวบ้านและวิถีพุทธ หรือแม้แต่ต้นไม้สำคัญๆ ในวัดก็ถูกนำเสนออย่างชวนฟัง ฯลฯ -

ที่สุดแล้ว เรื่องทั้งหมดนั้นยังถูกนำไปเผยแพร่ในสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 ทำเอาหลายต่อหลายคน หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง