สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม-จรรโลงไม่ใช่อนุรักษ์
<DD>จริงๆ แล้ววิถีชีวิตของคนทั้งโลกในปัจจุบัน - 6,300 ล้านคน - ล้วนมีวิถีชีวิตที่ขีดเส้นใต้โดยสหรัฐอเมริกา ที่พยายามทำวิถีชีวิตของตน - ประชากรแค่ราว 4 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งโลกให้ยึดถือวิถีของตนเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าด้วยอำนาจทางการทหาร ด้วยการเงินหรือด้วยการกระตุ้นเร้าตัณหาของคน ความอยากความต้องการโดยการแก่งแย่งชิงดีเอาเปรียบกัน (แบบเอาม้าเทศมาแข่งกับม้าแกลบ) ภายใต้สโลแกนว่า "อิสรภาพและโอกาสกับศักดิ์ศรี" นั่นคือการแข่งขันเป็นแชมเปี้ยน คืออิสรภาพ ที่แปลว่าผู้ชนะจะทำอะไรก็ได้แบบว่าตามใจชอบ และนั่นคือจริยธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่อเมริกาต้องการให้ชาวโลกปฏิบัติตาม แต่ต้องเดินตามหลังต้อยๆ อย่างจงรักภักดี ที่กล่าวมานั้น เปรียบเสมือนเป็นการมองอเมริกาทางด้านร้ายหรือไม่ยุติธรรม แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่เช่นนั้น ทั้งหมดมีที่มาที่แสดงเจตนาของอเมริกาเช่นนั้นจริงๆ ที่สำคัญคือหลักความคิดและอุดมการณ์ของคนอเมริกันส่วนใหญ่ ร่วม 70 เปอร์เซ็นต์ - ที่แน่นอน - คือผู้บริหารกิจการและกิจกรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมทั้งหลายแหล่ของประเทศสหรัฐอเมริกาให้เป็นเช่นนั้นไปด้วย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น หรือสำคัญที่สุดก็คือ ทัศนะทั้งหมดที่เป็นพื้นฐานของความเป็นอเมริกันที่กล่าวมานั้น - ซึ่งก็คือความเป็นโลกานุวัตร (ผ่านองค์การสหประชาชาติที่อยู่ภายใต้การชี้นำของสหรัฐอเมริกาและพวก) ล้วนเป็นโลกทัศน์ที่ให้กระบวนทัศน์เก่าเดิม กระบวนทัศน์ทางรูป-กาย-วัตถุ ที่เอื้อความแปลกต่างจากกันและกัน - ซึ่งโดยวิทยาศาสตร์ยุคใหม่และองค์ความรู้ใหม่ๆ แห่งกระบวนทัศน์ใหม่ - เป็นเรื่องที่ผิดจากกระบวนการธรรมชาติ ผิดรูปแบบของวิวัฒนาการของโลกและจักรวาล และผิดความจริงแท้เท่าที่ยอมรับกันโดยนักวิทยาศาสตร์ทางจิตและนักศาสนาเทววิทยาอย่างเป็นตรงกันข้าม นั่นคือกระบวนทัศน์เก่าๆ เดิมๆ ที่นับวันมีแต่จะก่อปัญหาก่อวิกฤติมหาวิกฤติที่ตามไล่ล่ามนุษยชาติมาอย่างถี่กระชั้นอยู่ ณ เวลานี้<DD>
<DD>ดังกล่าวมาแล้วว่าทั้งหมดที่ว่านั้นมันมีที่มาของมัน และที่มาส่วนที่มองเห็นได้ชัดก็คือร่างหลักการการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นมา อันเป็นความคิดของอเมริกาล้วนๆ เพียงบอกให้ประเทศสัมพันธมิตรอีกสามประเทศ ได้แก่ อังกฤษ รัสเซีย และจีน ในการพบกันที่มอลตา "รับทราบ" ในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ต่อมาเพราะมีอเมริกกาเป็นส่วนนำสัมพันธมิตรที่ประกอบด้วยประเทศต่างๆ อีก 25 ประเทศ (ซึ่งเป็นผู้ชนะกลุ่มประเทศอักษะ) และดั่งที่รู้ๆ กันสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เช่นเดียวกับสงครามทุกๆ สงครามที่ฝ่ายชนะคือความถูกต้อง หรือเป็นฝ่าย "ธรรมะ" ที่ย่อมต้องชนะอธรรมหรือความชั่วร้าย ที่ฝ่ายอักษะ เยอรมนี และญี่ปุ่นรับไปเต็มๆ แต่ที่กล่าวมานั้นไม่ได้หมายความว่าญี่ปุ่นหรือเยอรมนีเป็นฝ่าย "ธรรมะ" เพราะว่าในสงครามมันไม่มีคำว่าธรรมะหรืออธรรม มันอยู่ที่ว่าเรายืนอยู่ข้างใคร และใครเป็นผู้ชนะสงครามนั้น<DD>
<DD>และเป็นสหรัฐอเมริกาโดยประธานธิบดี แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ กับฝ่ายบริหารและรัฐสภาอเมริกัน (รีพับลิกันหรือขวาจัดหรืออนุรักษนิยม) ที่ยกร่างคำประกาศจัดตั้งองค์การสหประชาชาติขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 1942 (ตามกฎบัตรแอตแลนติก) ร่วมสามปีก่อนที่สงครามโลกจะยุติ โดยมีพวกพ้องที่เป็นฝ่ายสัมพันธมิตรส่วนใหญ่ ร่วมเป็นผู้ลงนามจัดตั้งอยู่ห่างๆ เป้าหมายของกฎบัตรสหประชาชาติเดิมที (กฎบัตรแอตแลนติก) คือเป้าหมายร่วมเพื่อเอาชนะฝ่ายอักษะ ซึ่ง - เมื่อชนะแล้วก็นำเอาอุดมการณ์ของสหรัฐอเมริกามาเป็นเป้าหมาย โดยเฉพาะที่เน้นมากคือ เป้าหมายที่ให้อิสรภาพและโอกาสที่จะเข้าไปแสวงหาตักตวงและบีบคั้นทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างเท่าเทียมกันและโดยเสรี (ไม่มีการพูดถ้าม้าเทศหรือม้าแกลบเพราะคิดว่าต่างก็เป็นม้าด้วยกัน)<DD>
<DD>ฉะนั้นเองที่องค์การสหประชาชาติจึงยังคงคิดแบบอนุรักษนิยมบุพกาลเก่าๆ เดิมๆ กระบวนทัศน์เก่าเดิมๆ มากระทั่งทุกวันนี้<DD>
<DD>องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์วัฒนธรรมที่ขึ้นต่อสภาเศรษฐกิจและสังคม หรือยูเนสโก (UNESCO) ในระยะสามสี่ทศวรรษแรกๆ คือตัวอย่างของความเป็นอนุรักษนิยมแบบรีพับลิกันของอเมริกาเช่นนั้น ที่แม้แต่เดี๋ยวนี้ ที่แม้ทันสมัยมีเป้าหมายสู่ความเป็นองค์กรรวมอยู่บ้างก็ยังมีคราบของกระบวนทัศน์เก่าอยู่เพียบ โดยเฉพาะหลักการและแนวปฏิบัติ - ที่เรียกกันว่าเป็นการปฏิรูปการศึกษาก็ยังผิดไปจากกระบวนการธรรมชาติเป็นอย่างมาก องค์กรนี้ - โดยรวม - จึงเป็นอีกองค์กรหนึ่งของสหประชาชาติที่ผู้เขียนคิดว่า น่าจะต้องมีการปรับแปรรูปแบบให้สอดคล้องกับองค์ความรู้ใหม่และวิทยาศาสตร์ใหม่ได้แล้ว องค์กรนี้ก็เช่นองค์การอนามัยโลก ที่แม้จะพูดถึงองค์รวมบ้างแต่ก็ไม่สมบูรณ์ - ในรูปที่ผู้เขียนและนักคิดหลายๆ คนเข้าใจ - ดังที่ผู้เขียนได้เอามาเขียนที่นี่ไปแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะว่าองค์การเหล่านี้มีความคิดมีมโนทัศน์กระทั่งพฤติกรรมที่แสดงความแบ่งแยกแปลกต่าง และมีความเป็นอนุรักษนิยมอย่างเด่นชัด นั่นคือความคิดและพฤติกรรมที่ผู้เขียนคิดว่า โดยความหมาย อาจเป็นหลักการหนึ่งที่ทำให้องค์การสหประชาชาติในวันนี้ยังเวียนว่ายอยู่กับกระบวนทัศน์เก่า อยู่กับเหตุผลทางโลก และความไม่เป็นเอกภาพ กระบวนทัศน์เก่าที่มีแต่จะทำให้สังคมโลกแบ่งกันเป็นฝักเป็นฝ่ายและแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน บทความบทนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า ด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ (ที่จะต้องเกิดขึ้นมาจนได้ไม่ว่าเราส่วนใหญ่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย) การเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนก็จะเกิดมีขึ้น ดังที่ส่วนหนึ่งอาจปรากฏให้เห็นอยู่ในเวลานี้อยู่แล้ว หลักการและเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติจึงต้องนำมาพิจารณาใหม่พร้อมๆ กันไปด้วย<DD>
<DD>ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด หากว่าเราหรือผู้รับผิดชอบต่อโครงการที่สืบเนื่องจากองค์กรการศึกษาวัฒนธรรมฯ ต้องการจะมองก็คือหลักการของค์กรที่ส่งผลให้สิ่งแวดล้อมธรรมชาติแทบไม่มีความสำคัญโดยจัดให้เข้ามาอยู่ภายใต้วัฒนธรรมศิลปกรรมกับประวัติศาสตร์ นั่น ชี้บ่งการแบ่งแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติและอยู่เหนือธรรมชาติ นั่นเป็นการนิยามตามการมองของแผนพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมขององค์การยูเนสโก แสดงว่ายูเนสโกเพียงมองเห็นสิ่งแวดล้อมเฉพาะกับสิ่งที่สัมพันธ์หรือเป็นเพียง "องค์ประกอบ" ของสิ่งชั่วคราวที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาทั้งในอดีตและปัจจุบัน (ศิลปสถาปัตยกรรม) สิ่งที่มนุษย์คิดว่า มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ทั้งนี้เป็นไปได้ว่า สหประชาชาติมองธรรมชาติภูมิประเทศนั้นๆ รวมทั้งชีวิตสัตว์หลากหลาย เป็นเพียงตัวประกอบ หรือเป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนและบอกเล่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ผ่านวันเวลาเท่านั้น ซึ่งการนิยามระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมธรรมชาติเช่นนั้น ผิดไปจากองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือวิทยาศาสตร์แห่งความยั่งยืน (science of sustainability) ไปเป็นตรงกันข้าม ทั้งยังทำให้ธรรมชาติและความหลากหลายประหนึ่งเป็นเพียงเครื่องประดับของความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ ความคิดและพฤติกรรมที่กลับกลายเป็นศักดิ์ศรีเป็นความหวงแหน กระทั่งความเป็นเจ้าของ สร้างสถานภาพ "ตัวกูของกูสังคมกู" ทำให้มีการแบ่งแยกต่อไปอีกว่า ของกูย่อมดีกว่าของมึงหรือของผู้อื่นใด นั่นเป็นแผนพัฒนาอนุรักษ์ที่สร้างความแปลกแยกแตกต่างแทนที่จะเป็นองค์รวม หรือแม้แต่ที่จะเอื้อความสามัคคีที่ก่อเกิดจากภายในที่แท้จริง<DD>
<DD>ส่วนคำว่าจรรโลงนั้น ผู้เขียนหมายถึงการพยุงหรือค้ำจุนสิ่งหนึ่งใดที่ทรงคุณค่าให้ยืนยงและก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ไป ความยืนยงและก้าวไปที่จะยังความรื่นรมย์ชมชื่นให้กับการกระทำนั้นๆ ไม่ว่าโดยใครที่ทำลงไปเพื่อการณ์นั้น และสิ่งที่จะทำให้มนุษย์โดยรวมรื่นรมย์ชมชอบอย่างเด่นชัด คือสิ่งใหม่การเปลี่ยนแปลงใหม่ เช่น การท่องเที่ยวภูมิประเทศหรือดินแดนใหม่ๆ เป็นต้น ในความคิดของตนเองจากการมองเห็นเช่นนั้น คำว่าจรรโลงหรือจรรโลงใจจึงดูเป็นประเด็นของวิวัฒนาการของจิตที่ไม่หยุดอยู่กับที่ หากจะเปลี่ยนแปลงไปตามวัยและกาลเวลา ในขณะที่คำว่าอนุรักษ์นั้น พจนานุกรมไทยจะนิยามว่าการพิทักษ์รักษาเอาไว้ให้แน่นิ่งคงที่ "เหมือนเดิม"<DD>
<DD>ดังนั้นเอง และคงเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเองที่เชื่อมั่นในความเป็นธรรมชาตินิยมมาตั้งแต่จำความได้ ผู้เขียนจึงไม่ชอบคำว่าอนุรักษนิยม - ที่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (conservativism) ต่างก็ให้คำแปลที่คล้ายๆ กันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ความไม่ชอบล้ำลึกอยู่ภายในนี้เองที่ทำให้ผู้เขียนพาลไม่ชอบอะไรก็ตามที่มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ขอให้เหมือนเดิม โดยเฉพาะที่แสลงใจมาตลอดตั้งแต่เริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ - ร่วม 50 ปีมาแล้ว - ก็คือพรรคการเมืองที่มีนโยบายอนุรักษนิยมที่หวังเข้าไปเป็นรัฐบาล - ซึ่งในความเห็นของผู้เขียน - คือการนำประชาชนประเทศชาติ หรือนำสังคมกลับไปสู่สภาพปิดและ "เหมือนเดิม" หรือกลับไปเป็นสังคมบุพกาลที่โลกยังมีประชากรน้อยและทรัพยากรธรรมชาติมาก นั่นจะเป็นสังคมปิดที่ขาดความหลากหลายที่เป็นตัวคาตาลิสต์ (catalyst) ต่อการเปลี่ยนแปลง และนั้นสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ นับได้เลยว่า เป็นกระบวนการทางสังคม หรือการดำรงชีวิตร่วมกันที่ผิดไปจากกระบวนการธรรมชาติ ที่ไหลเลื่อนเคลื่อนที่และเปลี่ยนแปลงอย่างเชื่อมโยงกันตลอดไป อันเป็นไปของมันเอง นั่นคือความเป็นองค์รวมของกระบวนทัศน์ใหม่<DD>
<DD>ดังนั้น หลักการและแผนโครงการของสหประชาชาติหลากหลายที่ยกมานั้น หรือตัวอย่างอื่นๆ เช่น โครงการพัฒนาที่ยั่งยืนจึงไม่มีทางเป็นไปได้ หรือแม้แต่จะเข้าใกล้กับความสำเร็จได้เลย เช่นเดียวกับแผนโครงการสิ่งแวดล้อมวัฒนธรรมและศิลปกรรมที่ยกมาข้างบน ที่ตราบใดที่เราไม่คิดว่าตัวเองก็เป็นธรรมชาติที่แยกกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่มาก่อนเรานับเป็นพันๆ ล้านปีไม่ได้ และนั่นคือสัจธรรมที่เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่จักรวาลให้เรามามีขึ้นมาก็เพื่อให้เรารู้ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวกันของความจริงแท้นั้น <DD>
<DD>ทุกวันนี้ก็มีแต่มนุษยชาติ - เพราะอัตตาอหังการและหลักการแยกส่วน - ทำให้เกิดการแก่งแย่งทรัพยากรธรรมชาติกันจนทำให้ระบบนิเวศธรรมชาติกำลังต้องพังพินาศไปแทบจะหมดสิ้นไปอย่างรอมร่อดังที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว ทั้งหมดเกิดจากความกำแหงหาญ - พฤติกรรมแยกส่วนคลั่งชาติคลั่งวัฒนธรรมรวมและประวัติศาสตร์ - นั้นเอง จึงมีส่วนอย่างยิ่งในการผลักดันให้เราเป็นเช่นนั้น - มากขึ้นและมากขึ้นไปตามกาลเวลา - จนแทบหมดหนทางไปต่อ หรือแม้กระทั่งอาจถึงกับสิ้นสูญเผ่าพันธุ์มนุษยชาติไปทั้งหมดเลย<DD>
<DD>อย่างไรก็ดี คำว่า "แทบจะ" กับ "หมดสิ้นไปทั้งเผ่าพันธุ์" ก็เป็นคนละเรื่องกัน อีกทั้งแม้ว่าเราอาจมีเวลาเหลือไม่นานนัก เราก็ยังไม่ถึงวันนั้นจริง มนุษย์เราโดยรวมจึงยังพอมีเวลา เวลาที่ทุกคน "ที่เหลือ" จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ดังที่เป็นหลักการสำคัญที่ท่านพุทธทาสประหนึ่งได้กล่าวย้ำไว้ตลอดเวลาว่า การมีศาสนา - ที่ไม่ว่าศาสนาใดๆ ก็ล้วนมีความดีงามเท่าเทียมกันและเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง - เพราะมีแต่ศาสนาที่จะทำให้เราทุกคน (ที่เหลือ) สามารถ "ตื่นและเปลี่ยนแปลง" ตื่นจากความเป็นตัวกูของกู และเปลี่ยนจากความคลั่งวัตถุและความกำแหงหาญเห็นแก่ตัว.</DD><DD> </DD><DD>จาก</DD><DD>http://www.thaipost.net/index.asp?bk...&cat_id=110805
</DD>
" มันเป็นสัจธรรมพื้นฐาน
ความเฉยชา คือ ผู้พิฆาต ความคิดดีนับร้อยพันและแผนการอันวิเศษ
ณ บัดหนึ่ง มีผู้มุ่งมั่นตั้งใจลงมือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ย่อมอำนวยชัย
มิว่าสู ทำสิ่งใด หรือ ฝันจะทำอะไร ทำ ณ บัดนี้
ความทรนงองอาจ มีพรสวรรค์ พลังอำนาจ และ มหัศจรรย์แห่งตน "