หรือว่าความสุขมันอยู่ที่จิตใจมีความพอดีพออยู่พอกิน.

เฮ่...เฮ้...ฮ่า...ฮ้า...เสร็จจากงานนาแล้วเมื่อเวลาเย็น ๆ เป่าขุ่ยแล้วพาเจ้าทุยเดินเล่น  ลมพัดเย็น ๆ มาเดินเล่นไปตามคันนา...แว่วเสียงเพลงลูกทุ่งไทยดังมาแต่ไกล ๆ

 เมื่อมีโอกาสได้เดินไปตามท้องทุ่งนาจริง ๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วของยูมิ

  พวกเด็ก ๆ ต่างสนุกวิ่งเล่นกันเพลิน ๆ เจริญใจ 

 นึกถึงตนเองเมื่อวัยเด็กก็อยู่ตามท้องไร่ท้องนากลิ่นโคลนสาบควายยังรู้สึกว่าได้กลิ่นนั้นอยู่เมื่อขี่บนหลังควายขณะมันเอาหางแกว่งตะหวัดพัดวีไปมาแล้วเจ้าโคลนตมกระเด็นมาถูกตัวเรานะ

...เออเรานี่ก็ลูกชาวนาแท้ ๆ แต่เมื่อมองพวกเด็ก ๆ นี่ไม่ใช่ลูกชาวนาซะแล้ว  เพราะพวกเขาเป็นลูกชาวสวนยางสวนปาล์มและวิถีการเล่นก็ต่างไปชอบปีนป่ายรถ

ขณะเรายุคนั้นชอบขี่ไอ้ทุยเดินลุยท้องนาเพราะความเป็นชาวบ้านป่าหากินปูปลาไปตามประสาคนดงดอน  สายลมพัดแรงร้อน  เอ๊ะฝนตั้งเค้ามาแล้ว...

ดูชาวสวนปาล์มคุยกัน 20 วันตัดปาล์มแล้วได้เงินเป็นกอบเป็นกำ...ย้อนดูชาวนาตอนเรายังเล็ก ๆ  บางครั้งไม่มีเงินเข้ามาในกระเป๋าเป็นหลายเดือนแต่พวกเขาก็อยู่ได้อย่างมีความสุข  หรือว่าความสุขมันอยู่ที่จิตใจมีความพอดีพออยู่พอกิน...

คิดไปถึงอนาคตสัก 10 ปี ผมว่า...คนเกิดมาในโลกมากขึ้น...แย่งที่ทำมาหากินกันมากขึ้น...เพราะแผ่นดินมันมีเท่าเดิม...เงินพันบาทคงมองเห็นมีค่าเท่าเงิน 10 บาทเป็นแน่ละ...อิ อิ อิ