จำปาดะที่ห่อโคระไว้สุกแล้ว...ต่อไปก็จะเป็นจำปาดะทอด

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2552ได้เขียนบันทึกเรื่อง ภูมิปัญญาชาวบ้าน>> โคระ...ใช้ห่อผลขนุนและผลจำปาดะ http://gotoknow.org/blog/naree122/265912

  

และวันนี้จำปาดะที่ห่อโคระไว้นั้นเก็บได้แล้ว ต้นนี้เป็นจำปาดะไร้เมล็ด มีผลที่

ไม่เน่า3 ผล(เป็นผลที่ห่อเอาไว้) เก็บผลแรกสวยไร้รอยหนอนน่ากินมาก

เก็บมาวางไว้ 2-3 วันทดสอบโดยลองจับดูเริ่มนิ่มๆแล้วนี่ ตอนนี้ยังไม่ค่อย

มีกลิ่นหอม “แม่บอกว่าต้องรอก่อนพรุ่งนี้เป็นวันพระจะได้ตัดแบ่งไปถวายพระ

ที่วัดด้วย” ส่วนที่เหลือก็ตัดแบ่งแจกจ่ายกินกันคนละนิดละหน่อย

(เพราะมันเป็นของใหม่ของบ้านเรา)

ได้เวลาผ่าแล้ว"เนื้อสวยน่ากินจัง"ภาษาใต้จะเรียกว่า “ยุมสวยน่ากินจังหรู”

 (ยุม = ยวง)

 

 เมื่อชิมแล้วก็ต้องขอรายงานผลการทดสอบชิม (กิน) ได้ดังนี้ค่ะ ลักษณะของ

จำปาดะเนื้อสีเหลืองทองมีกลิ่นหอมหวาน จะต้องบอกว่ามีเบต้า แคโรทีนและ

น้ำตาลสูง เนื้อนิ่มเละกว่าขนุนมาก ยวงจำปาดะจะมีเส้นใยเล็กๆหนาแน่น

ถ้าฉันเป็นนักวิชาการก็เขียนว่า จำปาดะจะมีเส้นใยแบบละลายน้ำ ซึ่งเป็น

เส้นใยที่สามารถขับไขมันและสารพิษออกจากร่างกายได้ด้วย แต่จำปาดะไร้เมล็ด

นี้มีเนื้อหนาเกินไปกินแล้วติดคอกลืนไม่ค่อยลงค่ะ

 

ฉันชอบจำปาดะมีเมล็ดมากกว่า การกินจำปาดะให้อร่อยตามแบบฉบับปักษ์ใต้

บ้านเราก็ต้อง จำปาดะทอด จำปาดะทอดทำวิธีเดียวกับกล้วยแขกค่ะ ส่วนผสม

ก็จะมีแป้งข้าวเจ้า มะพร้าวขูด น้ำตาลทรายเล็กน้อยและก็เกลือป่นละลายกับ

น้ำพอข้นๆ เราอาจจะใส่งาขาวงาดำด้วยก็ได้อร่อยดี แกะเนื้อจำปาดะใส่ลงไป

คลุกให้ทั่ว ตักลงทอดน้ำมันร้อนและไฟต้องอ่อนจะได้สุกทั่วจนถึงเมล็ดทอด

จนเหลืองผิวกรอบ มาดูน่าของจำปาดะมีเมล็ดกันค่ะว่าเมื่อนำมาทอดแล้วจะ

เป็นเช่นไรน่ะเจ้าค่ะ

ผลเมื่อผ่าออกมาหน้าตาเป็นแบบนี้

แกะออกจากเปลือกใส่ลงในแป้งกล้วยแขก

ทอดจนเหลืองกรอบนอกนุ่มใน

ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน กินร้อนๆเนื้อหวานๆแป้งกรอบๆหอมงานิดๆส่วนเมล็ดเก็บ

ไว้กินสุดท้ายอร่อยไม่แพ้ลูกเกาลัดตลาดกิมหยงเลยน่ะนี่ ขอกระซิบกระซิบ

ใครกลัวอ้วนโปรดถอยห่างหลายๆลี้ค่ะ

ถ้ากินผลสุก(ไม่ทอด)จะเหลือเมล็ด ทำอาหารได้อีกมากมายเช่นนำไปต้ม

ใส่เกลือเล็กน้อยกินอร่อยมันๆ ใส่ในแกงไตปลาก็อร่อยเช่นกัน

(อร่อยแบบปักษ์ใต้บ้านเรา)

 

และนี่คือเมล็ดของจำปาดะ

จบเรื่องเล่าเรื่องอาหารการกินของปากท้องแล้วขอข้อมูลทางวิชาการกัน

หน่อยน่ะ สักนิดนึงไว้เป็นอาหารสมอง

จำปาดะ (chempedak) เป็นไม้ผลที่อยู่ในสกุลเดียวกับขนุน คือ Moraceae

 แต่มีขนาดของผล เล็กกว่า มีการกระจายพันธุ์อยู่ใน บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า และไทย ใน ประเทศไทยนั้นนิยมปลูกทางภาคใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

มีโครโมโซม 28 คู่ มีชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus integer Merr เป็นไม้

ไม่ผลัดใบ มีดอกตัวผู้และ ตัวเมียอยู่ในตัวเดียวกัน ลำต้นสูง 20 เมตร

เปลือกของลำต้นสีน้ำตาลปนเทา ออกผลตามลำต้นและกิ่ง ใบมีลักษณะ

รูปไข่ สีเขียวเป็นมัน มีขนเล็กๆ สีน้ำตาลบนใบ ขนาดของใบ 5-12เซนติเมตร

 x 2.5-12 เซนติเมตร ลักษณะดอกตัวผู้เป็นทรงกระบอก ขนาด 3-3.5 เซนติเมตร มีสีขาวหรือ เหลือง ก้านช่อดอกตัวผู้ยาว 3-6 เซนติเมตร

เกสรตัวเมียมีขนาด 1.5 มิลลิเมตร ผลอ่อนมีสีน้ำตาลปนเหลือง รูปทรง

กระบอก ขนาด 20-35 เซนติเมตร x 15 เซนติเมตร ผลสุกมีกลิ่นหอม

รุนแรง

การขยายพันธุ์ ถ้าขยายพันธุ์จากเมล็ดจะให้ผลภายใน 3-6 ปี แต่สามารถ

ขยายพันธุ์โดยวิธีติดตา ต่อกิ่ง ทาบกิ่ง จากพืชชนิดเดียวกัน เช่น ขนุนใช้

ต้นตออายุ 8-11 เดือน ระยะปลูก 12-14 เมตร เมื่อติดผลควรใช้ถุงคลุมเพื่อป้องกันการทำลายของด้วง

คุณค่าทางอาหาร

จำปาดะมีน้ำหนักผลอยู่ระหว่าง 600-3,500 กรัม น้ำหนักของเนื้อ

 100-1,200 กรัม น้ำหนักแห้งของ เนื้อ 100 กรัม คุณค่าทางอาหารมี

ดังนี้คือ โปรตีน 3.5-7 กรัม ไขมัน 0.5-2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 84-87 กรัม

กาก 5-6 กรัม เถ้า 2-4 กรัม และในเนื้อสดจะมีน้ำอยู่ 58-85%

น้ำหนักแห้งของเมล็ดจะมีโปรตีน 10-13% ไขมัน 0.5-1.5%

คาร์โบไฮเดรต 77-81% กาก 4-6% และเถ้า 3-4% เมล็ดสด

จะมีน้ำผสม อยู่ 46-78% ใน 1 ผลจะมีน้ำหนัก 65-880 กรัม

การใช้ประโยชน์

-ลำต้น ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้าง และทำอุปกรณ์

 การเกษตร แก่นของลำต้นนำไปต้มย้อมจีวรพระได้

-ใบอ่อน ใช้เป็นผักจิ้มและรับประทานกับส้มตำ

-ผลอ่อน ใช้ปรุงอาหาร ผลสุกใช้รับประทานสด ทางภาคใต้นิยม

นำเนื้อพร้อมเมล็ดไปคลุกแป้ง น้ำตาล นม ไข่ และนำไปทอดน้ำมัน

มีรสอร่อยมาก

-เมล็ด นำไปต้มหรือเผาไฟรับประทาน

จะเห็นได้ว่าจำปาดะเป็นผลไม้ที่น่าสนใจ และปลูกง่ายเช่นเดียวกับ

ขนุน นิยมปลูกกันมากในประเทศมาเลเซียซึ่งมีการปลูกและคัดเลือก

พันธุ์ที่ดี มีผลใหญ่ สีเนื้อสวย เช่นพันธุ์ CH29 มีเนื้อสีส้ม และพันธุ์ CH26, CH27 และ CH28 ให้ผลผลิตสูง ส่วนราคานั้นขึ้นอยู่กับขนาดของผลและคุณภาพ ของเนื้อ ซึ่งทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ดีมาก

ที่มาแหล่งข้อมูลhttp://www.tistr.or.th/t/publication/page_area_show_bc.asp?i1=65&i2=19 โดยคุณสามารถ จิตนาวสาร ผู้เรียบเรียง

 ขอขอบคุณค่ะ