ถ้าพ่อแม่โกรธเกรี้ยวเรา ด่าเรา ทำให้เราทุกข์ก็ไม่ต้องไปโทษใครนะ เราต้องโทษ "ตนเอง..."

พ่อและแม่ในเวลาที่แก่เฒ่าหากท่าน “หลง” ท่าน “ไม่ปลง” และท่านลงใจในความ “โกรธ” นั้นก็คือ “กรรม” ของเราที่ไม่รู้จักดูแลท่านเมื่อครั้นยังหนุ่มสาว...

การที่พ่อและแม่ของเราขี้โมโห โกรธเกรี้ยว เอาแต่ใจตัวเอง หรือหลง ๆ ลืม ๆ นั้นก็เพราะเราไม่รู้จักมอบ “ธรรมะ” ให้แก่ท่านเมื่อครั้งที่ท่านยังรับได้
คนที่ไม่มี “ธรรมะ” ในหัวใจ แก่ตัวไปจะโลภ โกรธ และ “หลง...”

นี่แหละหนอที่ท่านบอกว่า
ถึงแม้นว่าเราจะนำคุณพ่อ คุณแม่มาเลี้ยงดูบนบ่าทั้งสองข้าง ให้ท่านอุจจาระ ปัสสาวะรดเราอยู่บนนั้นนับร้อยปี ก็ไม่สามารถตอบแทนบุญคุณท่านได้หมดสิ้น
แต่การมอบ “ธรรมะ” ตอบแทนให้แก่ท่านนั้น จึงจะถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณของท่านได้อย่างหมดจด...

คนแก่ตัวลงแล้วไม่มี “ธรรมะ” นั้น “ทุกข์นะ...”
ทำอะไรไม่ได้ตามใจเหมือนก่อนก็ “โมโห” แล้ว
ปากจะพูดอะไรไม่ทันใจก็ “โกรธ” แล้ว
เห็นอะไรขวางหูขวางตาหน่อยก็ “บ่น” แล้ว
ลูกนั้นหนอจักต้องรับ “กรรม” ตรงนี้

ถ้าพ่อแม่โกรธเกรี้ยวเรา ด่าเรา ทำให้เราทุกข์ก็ไม่ต้องไปโทษใครนะ เราต้องโทษ "ตนเอง..."

ต้องตระหนักให้ดีว่า เมื่อก่อนเราไม่มอบ “ธรรมะ” ให้แก่ท่านไว้
เพราะผู้สูงอายุที่มี “ธรรมะ” ท่านจะน้อมนำความจริงมา “พิจารณา” ชีวิต...

 

ขิงนั้นยิ่งแก่ยิ่งแรง
คนที่แก่มาก ถ้าหากมีธรรมก็จะเข้าใจ “โลก” เข้าใจ “ชีวิต” มาก มีแรงที่จะให้สิ่งดี ๆ แก่ลูกหลานมาก
แต่ถ้าแก่มาก แล้วใจไร้ “ธรรมะ” นั้นก็จะมีความโกรธ ความโลภ ความหลงที่รุนแรงอย่างมิอาจประมาณ
ถ้าหากพ่อและแม่เรามีธรรมะอยู่ในหัวใจในขณะหนุ่มสาว ครั้นแก่ตัวลงท่านจะเป็นผู้ใหญ่ที่ใคร ๆ ก็รัก ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้

ลูกทั้งหลายจงตระหนักรักและตอบแทนท่านด้วย “ธรรมะ”
ธรรมะอันเป็น “สัจธรรม” แก่ “ชีวิต...”
ตอบแทนท่านด้วยธรรมะในวันนี้ ทุกชีวีในครอบครัวจะสุขทั่วด้วย “ความสงบ...”