อธิบาย "ปัญญา"อันเป็นบทตั้งในพระคัมภีร์

จากที่พระพุทธโฆษาจารย์ ท่านได้ยกพระคาถาในสังยุตตนิกายเป็นบทตั้ง และได้อธิบายอย่างพิสดารประกอบ บทตั้งนั้นคือ

นรชน ผู้มีปัญญา เป็นภิกขุ มีความเพียร มีปัญญาเครื่องบริหาร ตั้งตนไว้ในศีลแล้วทำสมาธิจิต และปัญญาให้เจริญอยู่ เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้

พระพุทธโฆษาจารย์ท่านได้บรรยายไว้ทีท่อน ทีละคำ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคตามฉบับแปลและเรียบเรียงโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( อาจ อาสภมหาเถร )โดยขอตัดต่อมาเล่าตามลำดับในพระวจนะดังนี้นะคะ

นรชนได้แก่สัตว์

ผู้มีปัญญา คือมีปัญญาในติเหตุกปฏิสนธิอันเกิดแต่กรรม

เป็นภิกขุ ความว่า ผู้ใดเห็นภัยในสงสาร ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกขุ

มีความเพียร คือมีความพยายาม

มีปัญญาเครื่องบริหาร อธิบายว่า ปัญญาท่านเรียกว่า เนปักกะ แปลว่า ปัญญาเครื่องบริหาร, ผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องบริหารนั้น ก็แหละ ด้วยบท เนปักกะ นี้ ทรงแสดงถึงปาริหาริกปัญญา จริงอยู่ ในปัญหาพยากรณ์นี้ ปัญญามาถึง ๓ วาระ ใน ๓ วาระนั้น วาระแรก ได้แก่สหชาติปัญญา วาระที่ ๒ ได้แก่วิปัสสนาปัญญา วาระที่ ๓ ได้แก่ปาริหาริกปัญญา อันกำหนดนำไปสู่กิจการทั้งปวง

ตั้งตนไว้ในศีลแล้ว คือตั้งอยู่ในศีลแล้ว ในข้อนี้มีอรรถาธิบายว่า โยคีบุคคลผู้บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์เท่านั้น จึงเรียกได้ว่า ผู้ตั้งอยู่ในศีล ณ ที่นี้ เพราะฉะนั้น ที่ว่าตั้งอยู่ในศีล ก็เพราะบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์

ยังสมาธิจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ คือยังสมาธิและวิปัสสนาให้เกิดอยู่ ก็แหละ ณ ที่นี้ สมาธิ ทรงแสดงด้วยหัวข้อว่า จิต ส่วน วิปัสสนา ทรงแสดงโดยชื่อว่าปัญญา

เธอจะพึงถางรกชัฏอันนี้เสียได้อธิบายว่า นรชนนั้นเป็นภิกขุประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ คือ ด้วยศีลนี้ ๑ ด้วยสมาธิที่ทรงแสดงด้วยหัวข้อว่าจิตนี้ ๑ ด้วยปัญญา ๓ อย่างนี้ ๑ ด้วยความเพียรนี้ ๑ ยืนอยู่บนแผ่นดินคือศีล ยกขึ้นซึ่งศัสตราคือวิปัสสนาปัญญา ที่ลับแล้วด้วยหินคือสมาธิ ด้วยมือคือปาริหาริกปัญญา ซึ่งมีความเพียรช่วยประคอง แล้วจะพึงถาง, จะพึงตัด, จะพึงทำลาย ซึ่งรกชัฏคือตัณหาอันตกไปในสันดานของตนนั้นเสียได้แม้อย่างสิ้นเชิง เหมือนอย่างบุรุษยืนอยู่บนแผ่นดินแล้วเงื้อง่าศัสตราที่ลับดีแล้วขึ้น จะพึงถางกอไผ่ขนาดใหญ่ได้ ฉะนั้น

อ่านแล้วงงดีจัง โชคดีค่ะพระคุณเจ้าบุญเรือง เจ้าอาวาสวัดบ้านด่าน บุรีรัมย์ เขียนอธิบายไว้ใน http://www.oknation.net/blog/bunruang ขอคัดลอกมาเลยก็แล้วกันค่ะ

ขอให้สังเกตคำว่า ปัญญาในประโยคนี้ให้ดี เพราะทรงใช้คำว่าปัญญาถึง ๓ ครั้ง กล่าวคือ

๑.นรชนผู้มีปัญญา (=สปญฺโญ)

๒.มีปัญญารักษาตน (=นิปโก)

๓.อบรมจิตและปัญญาอยู่ (=ปญฺญญฺจ ภาวยํ)

ภาษาไทย แม้จะแปลว่า ปัญญา เหมือนกันหมดทั้ง ๓ แห่ง แต่พอมาพิจารณาดูความหมาย และศัพท์ที่ใช้ กลับทรงใช้ไม่เหมือนกัน หรือแม้แต่ที่ทรงใช้ศัพท์เหมือนกัน (สปญฺโญ,ปญฺญํ) ก็ใช้ในความหมายที่ไม่เหมือนกัน จึงยากต่อการทำความเข้าใจ

พระพุทธโฆษาจารย์มีความประสงค์จะกระทำบาลีพระพุทธพจน์นี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้หยิบขึ้นมารจนาขยายความ ได้เป็นคัมภีร์ใหม่เรียกชื่อว่า วิสุทธิมรรค แปลว่า แนวทางแห่งความบริสุทธิ์

ในคัมภีร์นี้ ท่านเริ่มแจกแจงปัญญาในพระพุทธพจน์นี้ทันที โดยท่านแจกแจงเป็นปัญญา ๓ ประเภท คือ

ปัญญาข้อแรก (สปญฺโญ) หมายถึง สชาติกปัญญา

ปัญญาข้อสอง (นิปโก) หมายถึง ปาริหาริกปัญญา

ปัญญาข้อสาม (ปญฺญญฺจ ภาวยํ) หมายถึง วิปัสสนาปัญญา

ประเด็นปัญหาคือ ปัญญา ๓ ประเภทนี้ คืออะไร ทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างไรในเชิงปฏิบัติ ตรงนี้เป็นโจทย์ที่เราต้องกำหนดให้ชัดเจน อย่าเพิ่งนำไปปะปนกับหัวข้อธรรมอื่น ๆ เพราะจะทำให้เกิดความสับสน

สชาติกปัญญา หมายถึง ปัญญาที่เราเคยสะสมมาแล้วในอดีตชาติ ปัญญาประเภทนี้จึงมีมาพร้อมกับปฏิสนธิ หมายถึง จิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ได้มีปัญญาตัวนี้เข้าไปประกอบแล้ว เราจึงเรียกจิตนี้ว่า จิตที่ประกอบด้วยปัญญา (ญาณสัมปยุต)

ปัญญาประเภทนี้ก็คือ บารมี ที่เราแต่ละคนแต่ละท่านได้สั่งสมมาในอดีตชาติ เหมือนอย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดเหล่าอริยสาวกทั้งหลายท่านเคยบำเพ็ญมาแล้วในอดีตชาติมาเกิดใหม่ในชาตินี้ ก็ไม่จำเป็นต้องอบรมปัญญาประเภทนี้อีก เพราะมีบริบูรณ์แล้วปัญญาประเภทนี้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ก็จะทำหน้าที่กระตุ้นเตือน หรือนำพาจิตของผู้นั้นไปสู่การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น

ปาริหาริกปัญญา แปลตามศัพท์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบริหาร ผู้เขียนแปลไว้เบื้องต้นว่า ปัญญาเครื่องรักษาตน ปัญญาประเภทนี้ก็ได้แก่ตัวสติ ซึ่งทำหน้าที่รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นขณะทำ พูด คิดปราศจากสติเสียแล้ว ย่อมไม่อาจรักษาตนได้ ปัญญาตัวนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของผู้ปฏิบัติ และเป็นหัวใจของคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งหมด

พระพุทธพจน์ที่เป็นปัจฉิมวาจาที่ตรัสเตือนให้พระสงฆ์สาวกอยู่ด้วยความไม่ประมาทก็คือทรงสอนให้อยู่อย่างมีสติ ให้สติตามรักษา ตามคุ้มครอง ซึ่งถ้าจะโยงมาหาพระพุทธพจน์ที่ยกมาอ้างในพระคาถานี้ก็ได้แก่ปาริหาริกปัญญานี่เอง

วิปัสสนาปัญญา หมายถึง ปัญญาที่ทำหน้าที่กำหนดรู้รูป-นามตามความเป็นจริง ปัญญาประเภทนี้ต้องอาศัยการอบรมบาลีท่านจึงใช้คำว่า ปญฺญญฺจ ภาวยํ (อบรมปัญญาอยู่) คือต้องอบรมจึงจะเกิด ไม่ใช่มีมาก่อนเหมือนสชาติกปัญญา

อนึ่งในบาลีพระพุทธพจน์ที่พระพุทธโฆษาจารย์ยกขึ้นมาขยายความเป็นคัมภีร์วิสุทธิมรรค เมื่อสรุปแล้ว ก็จะได้คุณสมบัติที่เป็นฐานสำคัญสำหรับการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้น ๖ประการ คือ

๑.ต้องมีศีล (สีเล ปติฏฺฐาย)

๒.ต้องมีความเพียร (อาตาปี)

๓.มองเห็นภัยในวัฏฏะ (ภิกฺขุ)

๔.มีอุปนิสัยที่เคยอบรมมาในชาติปางก่อนช่วยส่งเสริม (สปญฺโญ)

๕.มีปัญญาเครื่องรักษาตนในปัจจุบัน (นิปโก)

๖.มีปัญญาเครื่องกำหนดรู้รูปนามตามความเป็นจริง (จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ)

ใครมีเครื่องมือ ๖ ประการนี้ ผู้นั้นเข้าข่ายเป็นผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมทำหน้าที่ถางชัฏคือกิเลสได้ ใครมีแต่ไม่ครบ ก็ต้องสั่งสมกันต่อไป

ต้องขอบพระคุณพระคุณเจ้ามากค่ะที่เขียนอธิบายไว้ ให้เป็นความรู้แก่บุคคลทั่วไป และช่วยเสริมปัญญาแก่ดิฉันด้วยเช่นกัน