เรื่องเล่าจากคุณทัศนีย์ สุกเสน พยาบาลวิชาชีพ ประจำห้องคลอด รพ. ลำพูน

 

เคยได้ยินมาว่า การได้เจอกับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ยุ่งยากซับซ้อน ถ้าเราผ่านมาได้ จะทำให้ใจของเราใหญ่ขึ้น เราสามารถใช้ประสบการณ์เดิมที่เคยประสบมาจัดการกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น หากเราเก็บเอาประสบการณ์นั้นมาทบทวนและเป็นบทเรียนในการทำงาน บทเรียนของชีวิต การทำงาน ในการดูแลรักษาคนไข้ หรือการเผชิญกับภาวะเจ็บป่วย ปัญหาของผู้ป่วยแต่ละคนที่มีความรุนแรงที่แตกต่างกัน นอกจากจะสาหัสสากรร  ทางด้านร่างกายแล้ว บางครั้งการสาหัสทางด้านจิตใจก็เป็นเรื่องยากของพวกเราเหมือนกัน ที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากภาวะวิกฤตของชีวิตไปได้ ซึ่งคงต้องอาศัย หัวใจ ที่ปรารถนาให้เข้าพ้นทุกข์ มีความเอื้ออาทร เข้าใจปัญหาและอยากจะช่วยเหลือเขาอย่างแท้จริง จะทำให้ปัญหานั้นได้รับการแก้ไขไปในที่สุด

ดังตัวอย่างเรื่องเล่าจากรพ.ลำพูน ที่น่าจะเป็นประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้ใจเราใหญ่ขึ้นได้ค่ะ ลองอ่านดูนะคะ ขอบคุณ รพ.ลำพูน สำหรับเรื่องราวดีๆค่ะ ขอบคุณพี่ทัศนีย์ สุกเสน พยาบาลวิชาชีพ ประจำห้องคลอด รพ. ลำพูน ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ดูแลด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริงค่ะ

 ดวงใจของแม่ (ที่เกือบทำหาย)

ปกติหลังจากที่ฉันเลิกจากงานประจำที่โรงพยาบาล ฉันจะขับรถกลับบ้านที่อยู่ในอำเภอเล็กๆห่างจากตัวเมืองเกือบ 30 กิโลเมตรเพื่อทานข้าวเย็นกับแม่ทุกวัน   และทำงานพิเศษคือเปิดสถานพยาบาลเล็กๆ ที่บ้านซึ่งผู้มารับบริการไม่มากนักในแต่ละวัน  เย็นวันหนึ่งมีหญิงร่างท้วม ผิวดำแดง อายุประมาณ 35 ปี เดินตรงเข้ามาหาฉัน  สีหน้าเครียด ดูวิตกกังวล  เหมือนมีอะไรอยู่ในใจ 

 “ หมอ .....ดิฉันอยากมาตรวจว่าท้องหรือเปล่า”  เธอพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงเบาๆ เหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน ฉันจึงซักประวัติเบื้องต้นพบว่าประจำเดือนเธอขาดไปประมาณ  12  สัปดาห์จึงให้เธอเก็บปัสสาวะเพื่อตรวจการตั้งครรภ์  เธอได้แต่นั่งนิ่งเงียบระหว่างรอผล    การตรวจ  ปัสสาวะให้ผลบวก    ฉันจึงได้แจ้งผลการตรวจให้เธอทราบ  หลังทราบผล สีหน้าเธอยังคงเคร่งเครียด นั่งนิ่งเงียบจนฉันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ  เธอเงียบอยู่นานกว่าจะพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงสั่นเครือในลำคอ   หมอ....ดิฉันไม่พร้อมจะมีลูก   เธอเริ่มร้องไห้สะอื้นเบาๆเหมือนพยายามสะกดกลั้นน้ำตาเอาไว้แต่ทำไม่ได้  ฉันเป็นฝ่ายนั่งเงียบๆบ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้เธอได้ระบายความในใจ  แม้ยังไม่รู้ว่าปัญหาของเธอคืออะไรก็ตาม

  ฉันเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่เธอเบาๆ พร้อมกับบอกเธอว่า “ ถ้าน้องไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง และถ้าน้องไว้ใจหมอ หมอก็พร้อมจะรับฟังน้องนะ   เธอร้องไห้โฮออกมาสะอื้นจนตัวโยน ฉันปล่อยให้เธอได้ร้องไห้สักพักใหญ่  รอเพื่อที่จะรับฟัง  เธอเหมือนค่อยๆตั้งสติและเปิดใจเล่าให้ฉันฟังว่า  ชีวิตเธอมีแต่เรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจ   เหนื่อยใจ   เธอเคยมีสามีมาแล้ว  มีลูกด้วยกัน 1 คน แต่ลูกมีความผิดปกติตั้งแต่เด็กคือเป็นโรคออทิสติก ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย  ต้องรักษาและไปหาหมอตามนัดตลอด  1 ปีก่อนสามีของเธอก็เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์  เธอโชคร้ายติดโรคจากสามี แม่ก็อายุมากและยังป่วยกระเสาะกระแสะเพราะมีโรคประจำตัวรุมเร้าหลายโรค  เธอต้องรับภาระดูแลครอบครัวเพียงลำพังมาตลอด

จนเธอได้มาเจอกับสามีคนปัจจุบันซึ่งยังไม่รู้ว่าเธอติดเชื้อ  ซ้ำยังคุมกำเนิดพลาดจึงเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา   ภาพในอนาคตที่มองเห็นคือการที่ต้องมีลูกที่เป็นโรคเอดส์มาเพิ่มภาระให้ กลัวสามีทิ้งถ้ารู้ว่าเธอเป็นเอดส์  เธอเองก็คงมีชีวิตอีกไม่นานนักเพราะติดเชื้อโรคร้าย  เธอพูดสลับกับร้องไห้เป็นระยะๆ  ฉันได้แต่นั่งรับฟังอย่างตั้งใจและรู้สึกเห็นใจเธอ

“ ดิฉันอยากทำแท้งแต่ไม่รู้จะไปทำที่ไหน?  ไม่อยากให้มีปัญหามากไปกว่านี้ ”   ฉันเงียบไปครู่หนึ่ง  ในใจคิดไปว่าจะใช้วิธีการในตำราที่อบรมมาบทไหน  มาใช้ในตอนนี้ดี  จริงๆฉันก็ผ่านการอบรมและมีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษามาบ้าง  แต่ยังไม่เจอบททดสอบจังๆอย่างนี้สักที  ยอมรับว่าเข้าใจและเห็นใจเธอมากแต่ในใจก็ไม่อยากให้เธอหาทางออกโดยการทำแท้ง ฉันจึงพยายามพูดเพื่อให้เธอได้เปิดใจและมองเห็นอีกด้านหนึ่งของการแก้ปัญหา  นั่นคือการยอมรับ เพื่ออยู่กับสิ่งปัจจุบันให้ดีที่สุดและ เข้มแข็งที่สุด   เพราะทุกคนต่างก็เกิดมาพร้อมกับปัญหาด้วยกันทั้งนั้น ฉันพยายามให้กำลังใจและให้เธอมองเห็นมุมมองอื่นๆที่เธออาจจะยังมองข้ามไป   ฉันอาจจะแทรกความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปบ้างระหว่างให้คำปรึกษาตามประสาคนที่อยากมีลูก และเชื่อว่าทุกปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ  

ฉันรีบแนะนำเธอเรื่องโอกาสลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกโดยไม่ต้องทำแท้งว่า  มีโครงการให้ยาต้านไวรัสเพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกซึ่งได้ผลดีมากคือลดโอกาสติดเชื้อจาก 30% เหลือเพียง 2 %   รวมถึงการฝากครรภ์ที่เธอควรได้รับ    ฉันพยายามสอดแทรกธรรมะและการปฏิบัติกรรมดีในชีวิตปัจจุบันตลอดเวลาตามประสาคนที่เชื่อเรื่องบาปกรรม   ในช่วงเวลานั้นเธอนั่งนิ่งเป็นฝ่ายรับฟังฉันบ้าง   ก่อนกลับฉันทิ้งท้ายให้เธอได้ตัดสินใจว่า  “ ยังไงน้องลองค่อยๆคิด ไตร่ตรองให้ดีก่อนนะ ทำใจให้สบาย ถ้าอยากปรึกษาหมอเรื่องฝากครรภ์หมอก็ยินดีเสมอ ”   เธอขอบคุณฉัน  สีหน้าดูผ่อนคลายกว่าตอนแรกที่ฉันเห็นมาก

1  อาทิตย์ผ่านไปเธอหายไปจนฉันรู้สึกเป็นห่วง   ฉันตัดสินใจโทรไปหาเธอตามเบอร์โทรที่มีในบัตรบันทึกการรักษา   ถามไถ่ทุกข์สุข  ในเรื่องทั่วๆไปอย่างคนคุ้นเคย   น้ำเสียงเธอบ่งบอกถึงความยินดีที่ฉันโทรไปหาเธอ เธอบอกว่าเธอรู้สึกดีขึ้นหลังจากที่คุยกับฉัน  แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรและยังไม่กล้าบอกเรื่องทั้งหมดกับสามีของเธอ  ฉันจึงแนะนำให้เธอพาสามีมาพบกับฉันที่สถานพยาบาล   เธอบอกกับฉันว่า “ พรุ่งนี้ดิฉันจะไปหาหมอนะคะ ” ฉันดีใจที่ได้ยินเช่นนั้นเพราะรู้ว่าเธอก็ยังไม่ได้ไปทำแท้ง

เย็นวันต่อมาฉันนั่งรอเธอจนเกือบ 6 โมงเย็นเธอเดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับสามี  หลังจากที่ได้มีโอกาสคุยกับสามีของเธอ  หลังการให้คำปรึกษาแบบคู่ฉันพบว่า  สามีของเธอเป็นคนที่มีจิตใจดี  และมีความรับผิดชอบ เขารักที่เธอเป็นคนขยัน  อดทน  และสู้ชีวิต  แม้เรื่องผลเลือดของเธอเขาก็ยอมรับได้   หลังการพูดคุยกันฉันเห็นสีหน้าเธอของเธอผ่อนคลายขึ้น

 “ ดิฉันจะขอมาฝากท้องกับหมอได้มั้ยคะ”   ฉันยิ้มด้วยความยินดีที่ได้ยินเช่นนั้น  ในใจรู้สึกโล่งมาเปราะหนึ่ง     ดิฉันไม่อยากไปฝากท้องที่โรงพยาบาลกลัวคนอื่นรู้ว่าเป็นโรค(เอดส์) ” โชคดีที่ฉันเป็นพยาบาลห้องคลอดจึงสามารถแนะนำและพูดเพื่อให้เธอทราบถึงบรรยากาศในการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลโดยละเอียด และหวังว่ามันคงจะพอให้เธอคลายความวิตกกังวลลง ฉันแนะนำให้เธอไปฝากครรภ์ต่อที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัดเพื่อรับยาต้านไวรัสขณะตั้งครรภ์   ซึ่งเธอก็เข้าใจและตกลงที่จะไปฝากครรภ์ต่อ    ฉันรู้สึกยินดีที่มีส่วนช่วยให้เธอหาทางออกในการแก้ปัญหา  หลังจากนั้นเธอไปฝากครรภ์ต่อสม่ำเสมอ  เธอเองก็มักจะแวะมาหาฉันที่คลินิกเพื่อขอคำปรึกษาบ้างเล็กๆน้อยๆซึ่งฉันเองก็เต็มใจ

จนวันที่เธอเจ็บครรภ์คลอด.......ช่างบังเอิญจริงๆที่ เธอมาคลอดวันที่ฉันเข้าเวรพอดี   ฉันจึงมีโอกาสได้ดูแลเธออีกครั้งขณะคลอด   “ ดิฉันดีใจจริงๆที่เจอหมอ”   เธอพูดออกมาพร้อมสีหน้าโล่งใจที่ได้เจอคนที่คุ้นเคย   การคลอดผ่านไปได้ด้วยดี ตรงหน้าฉันขณะนั้นคือเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง   น้ำหนัก 2,650 กรัม  กำลังร้องไห้เสียงดัง   ถึงจะตัวเล็กไปนิดแต่ก็ดูน่ารักน่าชังในขณะที่กำลังอยู่ในอ้อมกอดอุ่นๆของแม่ ......ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยคิดที่จะทำลายชีวิตน้อยๆนี้ แต่โชคดีที่เรื่องร้ายๆนี้ไม่ได้เกิดขึ้น   ฉันมองเธอและลูกด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบในใจราวกับได้ทำบุญที่ยิ่งใหญ่

หลังจากนั้นที่สถานพยาบาลของฉันจึงมีครอบครัวพ่อ แม่ ลูก ครอบครัวนี้มาแวะทักทาย พูดคุยกันเป็นประจำ  ฉันจึงทราบว่า  ผลเลือดทั้งของลูกและสามีปกติ  และมีการป้องกันทุกครั้งระหว่างมีเพศสัมพันธ์    ตัวเธอเองระดับเม็ดเลือดขาว CD4 ไม่ต่ำ  จึงยังไม่จำเป็นต้องรับยาต้านไวรัสต่อเนื่องหลังการคลอด 

เด็กน้อยซึ่งตอนนี้อ้วนท้วนแข็งแรง หน้าตาน่ารัก น่าชัง ดูร่าเริงแจ่มใสไม่ต่างจากเด็กทั่วไป ทุกครั้งที่เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมามองฉันและยิ้มให้เหมือนคนที่คุ้นเคยกันมานาน  มันช่วยเติมเต็มความรู้สึกดีๆ  ให้ฉันเกิดกำลังใจในการใช้ชีวิตและการทำงาน   เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ฉันเข้าใจชีวิต รู้สึกดีกับตัวเอง  และไม่น่าเชื่อว่า แค่การที่ได้เป็นเพียงผู้ฟังที่ดีให้กับคนที่มีปัญหาคนหนึ่ง จะนำมาซึ่งความรู้สึกดีๆ มากมายขนาดนี้

ภาพความทรงจำเหล่านี้ยังคงชัดเจนและรู้สึกดีเสมอเมื่อได้นึกถึง  ยิ่งกว่านั้น ฉันรู้สึกว่าสิ่งที่ได้ทำลงไปทั้งหมด....ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงลย  แต่มันอยู่ที่ว่าเราเคย  ให้เวลา ”  กับเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงไร ?

      เขียนโดยพี่ ทัศนีย์ สุกเสน พยาบาลวิชาชีพ ประจำห้องคลอด รพ.ลำพูน   

                                                                           

                             *************************************