งานแบบนี้เป็นงาน "แบบอย่างที่ใช้กฎหมายมาเป็นตัวเอื้อ" ต่อการทำงานของประชาสังคม จะเห็นว่า 3 ปีกว่าแล้วของการทำงานนี้จึงเป็น 3 ปีของการสร้างความเหนียวแน่นของเครือข่ายประชาสังคมด้านเด็ก โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 กฎหมายนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดการเคารพสิทธิเด็กโดยตรง แต่ก่อให้กลไกทางสังคมเพื่อส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเด็ก ซึ่งจะทำให้กฎหมายไม่มีผลเพียงแต่ในกระดาษ กฎหมายนี้ใส่วิญญานให้แก่ตัวอักษรด้วย
ในระหว่างวันพุธ-พฤหัสบดีที่
17-18 พฤษภาคม 2549 เราได้ตามคณะคณะอนุกรรมการด้านเด็ก
เยาวชนและครอบครัว
ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไปลงพื้นที่จังหวัดสงขลา
โดยมีวัตถุประสงค์ 2 อย่าง กล่าวคือ (1)
ในการเฝ้าระวังและตรวจเยี่ยมสถานที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิของเด็กและเยาวชน
และ (2) เข้าพบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด
ในวันอังคารที่ 16 พฤษภาคม 2549 เราออกเดินทางจาก กทม.
ก็ตอนเย็น ไปถึงสงขลา ก็ค่ำทีเดียว
แต่ก็มักจะรวมกลุ่มกับคณะผู้ตรวจเยี่ยมด้วยกันเพื่อไปสำรวจเมือง
หาข้าวกิน และแลกเปลี่ยนแนวคิดของการตรวจเยี่ยมในวันรุ่งขึ้น เราพบว่า
การกินข้าวเย็นในที่แปลกๆ
จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนทำงานซึ่งมาจากต่างที่ต่างถิ่นได้ดีกว่าในห้องประชุมแบบเคร่งครัด
ขัดคอกันบ้าง ก็ไม่ว่ากัน ขัดคอกันแล้ว ก็ตักบูดูให้เป็นการปลอบใจ
ปรับทัศนคติต่อกันอย่างละมุนละหม่อม เราเรียนรู้ว่า ตอนกิน
ก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ดี
ในเช้าวันพุธที่ 17 พฤษภาคม 2549
เราเริ่มต้นวันโดยการตรวจเยี่ยมทัณฑสถานหญิงสงขลา
แล้วก็ทานข้างกลางวันกับท่านผู้อำนวยการเรือนจำและทีมงานของท่าน
ส่วนตอนบ่าย
ไปตรวจเยี่ยมสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลาและ
ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เขต 9 จังหวัดสงขลา แล้วก็ไปพัก
บางคนออกกำลังกาบ บางคนนอนหลับนิดหนึ่งเอาแรง แล้วพอหกโมงครึ่ง
ก็ไปทานข้าวเย็น ขอตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าข้าวกลางวันและข้าวเย็น
ก็เป็นแบบกินไปสรุปงานไป แลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกตามเคย
สารพัดทฤษฎีและประสบการณ์ถูกงัดเอามาประกอบการอภิปรายมากมาย
ทำงานกับกลุ่มนี้มา ๓ ปีแล้วค่ะ
เราจึงมีประสบการณ์ในการตรวจเยี่ยมร่วมกันมาก
มีมุกเด็ดให้จดจำไปประกอบการสอนหนังสือได้มาก "ตามเคย"
ส่วนในวันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม 2549 ตอนเช้า
เราก็ไปตรวจเยี่ยมกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา
แล้วก็พักรับประทานอาหารกลางวัน
แล้วบ่ายก็ไปเข้าพบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดสงขลา
แล้วก็ไปกินข้าวเย็น ขอให้สังเกต
การสรุปงานก็บังเกิดในโต๊ะกินข้าวเหมือนเดิม มีคนช่างกินหลายคน
และมีคนช่างพูดหลายคน บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ลึกซึ้งมากขึ้น
สรุปผลของสงขลาได้หลายแง่มุม แต่ความอร่อยลดลง เพราะกินกันแบบสุดๆ
ทุกวัน เป็นอุบายของคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์หรือไม่นะ ?
งานที่เราทำเครียดมาก เพราะคนที่เราไปเยี่ยม
จะเกรงมากกับการเยี่ยมของเรา
แต่เราก็ต้องทำให้บรรยากาศมีความฉันท์มิตร
แต่ก็ต้องตรงไปตรงมาในการชี้ว่า
สิ่งที่เขาทำถูกหรือผิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน งานยาก พอถึงวันสุดท้าย
ก็โล่งอก
เพราะผู้ถูกเยี่ยมในวันนี้ดูยอมรับในข้อจำกัดที่พวกเขามีอยู่หรือสร้างขึ้น
คณะตรวจเยี่ยมเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ก็สี่ทุ่ม เหนื่อยกันทุกคน
คนที่เหนื่อยที่สุด ก็น่าจะเป็น ผู้ประสานงาน 3 ท่าน (1)
นายมานะ งามเนตร์ (2) นายพิชญ์ รอดแสวง และ (3)
นางภัทรานิษฐ์
เหมวนิช ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ในงานแบบนี้ คนประสานงานจะต้องชัดทั้งในแง่กรอบความคิดของการทำงาน
และความมุ่งมั่นของการทำงาน ในงานประสานงาน คนทำงานจะเป็นคนเบื้องหลัง
ก็รับผิดชอบทุกรื่องที่เกิดขึ้น เราได้แต่บอกน้องๆ ว่า ถ้ายอมรับว่า
เราเก่งในวันนี้ เราก็จะบอกให้ว่า
ความเก่งของเราอยู่ที่เรามีประสบการณ์ในการทำงานในทุกระดับ
เราทำมาหมดแล้ว และงานที่สอนเรามากที่สุดในแง่มุมของการจัดการ
ก็คืองานประสานงานนี้ล่ะ คนไทยมักสอบตกในเรื่องประสานงาน
และไม่สู้งานแบบนี้ แต่คนหนุ่มสาวที่ทำตรงนี้ได้
เขาเรียกหนักเอาเบาสู้ ในอนาคต ก็จะบริหารจัดการงานใหญ่ๆ โตๆ
ได้แบบดีงามที่เดียว
มีบทเรียนละเอียดให้เราเล่าได้อีกในการทำงานในฐาน "อนุกรรมการ"
ของคณะอนุกรรมการชุดนี้ ทั้งในส่วนของอนุกรรมการด้วยกัน
ตัวระบบการทำงาน และตัวผลของการทำงาน
ห้องทำงานของคณะอนุกรรมการจะเกิดขึ้นทุกวันอังคารที่
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สกม) หากไม่ออกต่างจังหวัด
ซึ่งโดยปกติ ก็เดือนละครั้ง
งานแบบนี้เป็นงาน "แบบอย่างที่ใช้กฎหมายมาเป็นตัวเอื้อ"
ต่อการทำงานของประชาสังคม จะเห็นว่า 3
ปีกว่าแล้วของการทำงานนี้จึงเป็น 3
ปีของการสร้างความเหนียวแน่นของเครือข่ายประชาสังคมด้านเด็ก
โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542
กฎหมายนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดการเคารพสิทธิเด็กโดยตรง
แต่ก่อให้กลไกทางสังคมเพื่อส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเด็ก
ซึ่งจะทำให้กฎหมายไม่มีผลเพียงแต่ในกระดาษ
กฎหมายนี้ใส่วิญญานให้แก่ตัวอักษรด้วย
กลไกทางสังคมที่เกิดจาก "พวกเด็กนิยม" กลุ่มมหัศจรรย์มาก
อยากเล่าถึงตรงนี้มาก เราได้เรียนรู้ถึง "องค์ความรู้"
ที่คนทำงานด้านเด็กที่เข้มแข็งกลุ่มนี้ใช้ในการสอนตัวเองให้เท่าทันกับปัญหาและโอกาสทางสังคมที่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว
เราเรียกพวกท่านว่า "ลูกๆ"