เรียนรู้สร้างสุขภาวะคนหนองบัว

  ติดต่อ

   เวทีคนหนองบัว : เวทีของคนทั่วไปทุกคน   

      เวทีนี้เป็นเวทีเรียนรู้สร้างพลังภาคพลเมืองเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมและสร้างการมีประสบการณ์ทางสังคมอย่างมีความหมายต่อตนเองสำหรับผู้สนใจทุกคน จิตสาธารณะ ความสำนึกและความตระหนักรู้ของพลเมืองต่อการร่วมทุกข์สุขของผู้คนในสังคม เป็นองค์ประกอบด้านการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ต้องมาจากการมีประสบการณ์ทางสังคมทางใดทางหนึ่ง ยิ่งเข้มข้นและเป็นประสบการณ์ตรงจากการได้มีส่วนร่วมทางการปฏิบัติที่มีนัยยะต่อการเรียนรู้ทางสังคมมากเพียงใด รูปการณ์จิตสำนึกก็ยิ่งแจ่มชัด เป็นตัวของตัวเอง และพลังจิตสำนึกสาธารณะก็จะยิ่งมีพลังมากเป็นทวีคูณเพียงนั้น  ซึ่งพลังชีวิตที่ออกมาจากจิตใจของปัจเจกที่โน้มนำด้วยความมีจิตสำนึกสาธารณะ ก็จะทำให้คนและชุมชนเป็นปัจจัยการแก้ปัญหาที่สร้างความสมดุลระหว่างจุดหมายเพื่อส่วนตนของปัจเจกกับความจำเป็นเพื่อส่วนรวมที่ทรงพลังที่สุด ที่สำคัญคือประสบการณ์ทางสังคมเพื่อสร้างเสริมจิตสำนึกพลเมืองในวิถีดังกล่าวนี้เราสามารถเลือกสรรและสร้างได้โดยวิถีแห่งปัญญา เห็นวิกฤติและความจำเป็นในการทำเหตุปัจจัยเพื่อสิ่งดีด้วยความรู้และวิถีแห่งปัญญา โดยไม่ต้องรอให้ปัญหาที่เราสนใจได้เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยคิดปฏิบัติแบบตั้งรับ ก็ได้

  สร้างสุขภาวะสังคมผ่านสร้างพลังเครือข่ายปัจเจก ครอบครัว ชุมชน กลุ่มประชาคม  

       ส่งเสริมการพัฒนาความมีจิตสาธารณะของพลเมืองให้เป็นการร่วมสร้างสุขภาวะสาธารณะที่สะท้อนอยู่ในการดำเนินชีวิต การงาน และการทำมาหากินของชาวบ้าน สืบทอดทุนทางสังคมของหนองบัวและเป็นฐานความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งของท้องถิ่น สังคมไทย และอนุภูมิภาคอินโดจีน

                         

                         

  แปรวิกฤติชุมชนให้เป็นโอกาสสร้างสรรค์    

        ร่วมกันค้นหา บ่มเพาะ เชื่อมโยงลูกหลานคนหนองบัว ศิษย์เก่าของโรงเรียนประจำอำเภอและสถานศึกษาในท้องถิ่น รวมทั้งคนย้ายถิ่นจากหนองบัวไปทำงานและตั้งถิ่นฐานอยู่ที่อื่น ให้เป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างคนหนองบัวและทุนทางสังคมของอำเภอหนองบัว ให้เป็นโอกาสและทางเลือกที่สำคัญต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาของชุมชนอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์

       ทั้งนี้ โดยเน้นสิ่งที่ประชาชนและปัจเจกจะสามารถมีส่วนร่วมได้โดยสะท้อนสู่การปฏิบัติ เพื่อเป็นพลเมืองที่ได้ร่วมส่งเสริมสุขภาวะชุมชน พร้อมกับได้เข้าถึงกระบวนการเรียนรู้ซึ่งทำให้ได้พัฒนาตนเองและมีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิตตนเองไปด้วยอยู่เสมอ                      

                

  จุดหมายและเจตนารมย์เวที        

     จุดหมายของเวที มุ่งระดมพลังความมีจิตสาธารณะของประชาชนและทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อเรียนรู้การมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่อย่างบูรณาการ สู่โอกาสและทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและการมีสุขภาวะของชุมชนระดับต่างๆอย่างเป็นองค์รวม ของคนหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์

  • พัฒนาเครือข่ายเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ท้องถิ่นของชุมชนหนองบัวอย่างผสมผสาน ที่เป็นทุนทางสังคมในทุกด้านของท้องถิ่นที่เอื้อต่อโอกาสและทางเลือกการพัฒนาที่เข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งต่อสภาวการณ์ปัจจุบันและในอนาคต
  • บันทึกประสบการณ์และรายงานบทเรียนจากภาคปฏิบัติ เพื่อสะสมบทเรียนและตกผลึกภูมิปัญญาที่ก่อเกิดจากการปฏิบัติในบริบทของท้องถิ่น ให้สะท้อนทั้งความเป็นท้องถิ่นและความซับซ้อนของสังคมในวงกว้าง
  • สื่อสารเรียนรู้ เผยแพร่ และถ่ายทอดสิ่งดีของชุมชนอำเภอหนองบัว สู่สังคมภายนอก สร้างเครือข่ายสื่อเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็งทางความรู้และข้อมูลข่าวสาร ส่งเสริมการพัฒนาการอ่าน การเขียน และการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้สาธารณะ  ขยายผลแหล่งการเรียนรู้ที่ส่งเสริมบทบาทชาวบ้าน ผสมผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีทั้งของท้องถิ่นและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างเหมาะสม พอเพียง มีคน ครอบครัว ชุมชน และการปฏิรูปตนเองของท้องถิ่น เป็นศูนย์กลาง
  • เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Virtual Learning Community) และ มหาวิทยาลัยเสมือนจริงของชาวบ้าน (Virtual University for Nong-Bua Development Community) พัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองให้สอดคล้องกลมกลืนกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและสิ่งแวดล้อม  แลกเปลี่ยนถ่ายทอดวิทยาการและเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพอเพียงระหว่างชุมชนกับโลกภายนอก สร้างพลังทางปัญญาและพลังความรู้ของชาวบ้าน สร้างคนและกลุ่มปฏิบัติการเรียนรู้ของประชาชน สร้างความตื่นตัวและพัฒนาภาวะผู้นำของภาคพลเมืองเพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในโอกาสและทางเลือกของสังคมที่หลากหลาย
  • เป็นเวทีรองรับนักวิชาการและนักพัฒนาทุกสาขาทั้งในและต่างประเทศที่เป็นศิษย์เก่าและลูกหลานคนหนองบัว เพื่อเป็นเครือข่ายความร่วมมือกับคนท้องถิ่นหนองบัวตามความสนใจ ในการวิจัย พัฒนา สื่อสารขยายผล สร้างพลังทางปัญญาและเลือกสรรค์การเปลี่ยนแปลงที่พึงประสงค์กับชุมชน
  • แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเป็นที่ปรึกษาหารือทางวิชาการเพื่อการพัฒนากับชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมด้วยจิตสาธารณะของปัจเจกและการรวมกลุ่มทำงานด้วยจิตอาสาของชาวบ้านเพื่อสร้างสุขภาวะของสาธารณะและพัฒนาตนเองตลอดชีวิต
  • เปิดโอกาสเพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศและความเคลื่อนไหว สู่การเฉลิมฉลอง ๕๐ ปี หรือกึ่งศตวรรษของโรงเรียนหนองบัว ในปี ๒๕๕๓ จากบัดนี้เป็นต้นไป
  • เป็นเวทีสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และติดตามเรื่องราวต่างๆ ของหนองบัวสำหรับชาวหนองบัวที่ย้ายถิ่นไปทำงานทั่วประเทศและในต่างประเทศ รวมทั้งเรื่องราวความเคลื่อนไหวของคนหนองบัวที่ไกลบ้าน ไปทำงานและตั้งหลักแหล่งที่อื่น ที่อยากบอกกล่าวและสื่อสารให้ญาติพี่น้องและชุมชนได้ทราบข่าวคราว

  รูปแบบเวทีพลเมืองเพื่อเชื่อมโยงกับการวิจัยพัฒนาสังคมในบริบทใหม่ๆ    

      รูปแบบของเวที เป็นเวทีเสวนาความรู้และสร้างการเรียนรู้เพื่อนำการเปลี่ยนแปลงของชาวบ้าน (Civic Forum for Learning and Change) ที่ช่วยกันทำด้วยความมีจิตอาสา ริเริ่มโดยกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่เป็นคนหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ทำไปตามความพร้อมและตามความสมัครใจ ผสมผสานการเรียนรู้และสร้างความรู้ท้องถิ่นกับการสื่อสารและการจัดการความรู้โดยเครือข่ายความรู้จากทางไกลผ่านเว็บบอร์ด GotoKnow ในระยะแรกเป็นการระดมความสนใจอย่างทั่วไปและในอนาคตอาจพัฒนาสู่รูปแบบเครือข่ายวิจัยและพัฒนาในแนวประชาคม ของชุมชนเสมือนจริงซึ่งเน้นชุมชนฐานรากเป็นตัวตั้ง

 เชิญแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเชื่อมโยงชุมชนที่สนใจคล้ายกันอย่างไร้พรมแดน  

      คำเชิญชวน ขอเชิญคนหนองบัวทุกท่านทั้งที่อยู่ในหนองบัวและทั่วประเทศ รวมทั้งทุกท่านจากแหล่งต่างๆทั่วประเทศ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นคนหนองบัว ที่เห็นความสำคัญของการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อสร้างสุขภาวะสาธารณะระดับชุมชน ที่เน้นโอกาสและทางเลือกการพัฒนาทีเข้มแข็งและยั่งยืน ได้ใช้เวทีนี้ให้เป็นหนทางการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกท่านไปตามอัธยาศัย ท่านผู้รู้ที่ถ่ายทอดประสบการณ์และให้ข้อชี้แนะแก่ชุมชนได้ ชาวบ้าน นักวิชาการ นักพัฒนาองค์กรเอกชน และกลุ่มประชาคม ที่มีประสบการณ์แบ่งปันให้แก่คนหนองบัวได้ ก็ขอเรียนเชิญครับ.

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                      บันทึกเพื่อการรำลึกถึงและเป็นหมายเหตุการก่อเกิดเวทีแบบช่วยกันทำตามความสะดวกแห่งนี้                            

  • ชื่อบล๊อก : เวทีพลเมือง : เรียนรู้และสร้างสุขภาวะหนองบัวให้เข้มแข็งและยั่งยืน
  • ที่อยู่ : http://gotoknow.org/blog/nongbua-community/295169 
  • กลุ่มคนผู้ริเริ่มและเสนอความคิด ซึ่งขอกล่าวถึงให้เป็นการรำลึกถึงและแสดงความเคารพในความคิดริเริ่มกันไว้ คือ พระมหาแล อาสโย(ขำสุข) | คุณเสวก ใยอินทร์ | กลุ่มพริกเกลือซึ่งเป็นการค่อยๆรวมตัวกันของศิษย์เก่าของโรงเรียนหนองบัว คุณครูอนุกูล วิมูลศักดิ์ครูอัตราจ้างของโรงเรียนวัดเทพสุทธาวาส อำเภอหนองบัว คุณพีรณัฐ
  • เครือข่ายที่ปรึกษาทางวิชาการเบื้องต้น : คุณจตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร นักศึกษาปริญญาเอก สาขาประชากรศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล | ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล | รองศาสตราจารย์ ดร.เสน่ห์ จุ้ยโต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ศิษย์เก่าโรงเรียนหนองบัว | อาจารย์พนม จันทร์ดิษฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองไผ่ อำเภอหนองบัว | อาจารย์สืบศักดิ์ ปฏิสนธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ โรงเรียนหนองบัว | คุณครูวัชรี โชติรัตน์ โรงเรียนเทศบาล ๔ (เชาวนปรีชาอุทิศ) นครปฐม | อาจารย์ณัฐพัชร์ ทองคำ | คุณเริงวิชญ์ นิลโคตร สถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล l รองศาสตราจารย์ ดร.รุจโรจน์ แก้วอุไร มหาวิทยาลัยนเรศวร l นายแพทย์สมพงษ์ ยูงทอง รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตนครสวรรค์ l ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นคร เหมะ รองอธิการบดี ฝ่ายวิทยาเขต มหาวิทยาลัยมหิดล l ประเวศ รักษพล อัยการศาลปกครอง ศิษย์เก่าโรงเรียนหนองบัว l พีระ คำศรีจันทร์ นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการ สพช.อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ศิษย์เก่าโรงเรียนหนองบัว l ปริญญารัตน์ แซ่แต้ คนหนองบัว ศิษย์เก่าโรงเรียนหนองบัว l นิจ เพชรคง วิศวกรโยธา กรมพัฒนาทางหลวงชนบท ศิษย์เก่าโรงเรียนหนองบัว l อาจารย์ขจิต ฝอยทอง Ph.D.Candidate ทุนพัฒนาอาจารย์สาขาขาดแคลน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน l ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณัฐพงศ์ พร้อมจิตร Ph.D.Candidate ประธานสภาคณาจารย์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน l อาจารย์กู้เกียรติ ญาติเสมอ สถาบันการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

                                 ลิ๊งค์และเครือข่ายข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ (คลิ๊กลงไปบนชื่อข้อความได้เลยครับ)                                

                            ห้องย่อยและแนวปฏิบัติเพื่อเสริมความเข้มแข็งของนักวิจัยชาวบ้านและนักเรียนรู้ชุมชน                           

ห้องย่อยนี้ จะรวบรวมความรู้ เทคนิคเครื่องมือ กระบวนการ และวิธีการพัฒนาตนเอง เพื่อเสริมกำลังแก่นักวิจัยชาวบ้าน นักเรียนรู้ชุมชน และคนสร้างความรู้จากการดำเนินชีวิตและจากการมีส่วนร่วมการพัฒนาสุขภาวะในท้องถิ่นตน ท่านพระมหาแล อาสโย ท่านเสนอแนะไว้หลายเรื่องที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนหนองบัว ให้สามารถเรียนรู้และนำไปทำประโยชน์ได้เองของชาวบ้าน เลยนำมารวบรวมไว้นำร่องไปก่อน เพื่อจะได้ช่วยกันรวบรวมมาเก็บไว้ให้สะดวกต่อการที่คนทั่วไปจะนำไปใช้มากๆขึ้นในภายหลังต่อไปครับ.

             เครือข่ายเพื่อเรียนรู้สู่ทางเลือกและความหลากหลายของการพัฒนาเพื่อความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน            

  • โรงเรียนอนุบาลพลอยภูมิ  โรงเรียนวิถีพุทธและการพัฒนาการศึกษาเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติเพื่อการพัฒนาอย่างสมบูรณ์พร้อมของมนุษย์
  • โรงเรียนนานาชาติเมธาสคูล META International School โรงเรียนนานาชาติที่มุ่งการบ่มสร้างผู้ประกอบการและผู้นำรุ่นใหม่ให้เป็นผู้นำในอนาคตเพื่อนำการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนของสังคมไทยในเวทีนานาชาติ
  • ชมรมชีวเกษม การรวมกลุ่มเรียนรู้สร้างสุขภาพแบบองค์รวม
  • ทุ่งสักอาศรม โรงเรียนและค่ายกวีของครูกานท์ : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติ ตั้งอยู่ที่อำเภออู่ทอง สุพรรณบุรี เน้นการเรียนรู้อย่างบูรณาการโดยใช้การเรียนอ่าน เขียน คิด ประพันธ์ ใช้ชีวิต ทำกิจกรรม อยู่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาวนา กลุ่มเป้าหมายเน้นกลุ่มเด็กและเยาวชนชนบท ครูภาษาไทย  ครูและกลุ่มอาสาสมัคร เด็กด้อยโอกาส ชาวเขา นักคิดและนักพัฒนาแนวทางเลือก
  • ไร่คุณมน เป็นแหล่งการรวมกลุ่มเรียนรู้และพัฒนาผลผลิตเพื่อทางเลือกที่ยั่งยืน ของกลุ่มแม่บ้านชาวบ้าน และเกษรตกร นำโดย คุณมนรัตน์ สารภาพ ครูภูมิปัญญาไทย  เน้นกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ การทำผลิตภัณฑ์ซึ่งเน้นการใช้แรงคนและการพึ่งเทคโนโลยีที่พอเพียงสำหรับชาวบ้าน อยู่ที่อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี

  .       .       .             .       .       .       .           ข่าวประชาสัมพันธ์         .       .       .             .       .       .       .    

                                                    ศิษย์เก่าโรงเรียนหนองบัวและชาวหนองบัว                                                             

   สู่ ๕๐ ปีของโรงเรียนหนองบัว   

  • โรงเรียนหนองบัว เริ่มก่อตั้งและจัดการเรียนการสอนเมื่อปี ๒๕๐๓ โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงเรียนหนองบัว(เทพวิทยาคม) หรือในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนอนุบาลหนองบัว(เทพวิทยาคม) ในปี ๒๕๕๓ นี้ โรงเรียนหนองบัวจึงก่อตั้งมาได้กึ่งศตวรรษ หรือ ๕๐ ปีแล้ว
  • ต่อมา ในปี ๒๕๐๘ ก็ได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่หนองคอก อันเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน

                                    ลูกหลานชาวหนองบัวที่สนใจสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยมหิดลระบบโควตา                                     

                                                                ขอขอบคุณผู้มีอุปการคุณ                                                                 

        การจัดภาพประกอบของบล๊อกและตัวหนังสือกราฟิคคอมพิวเตอร์บนภาพ ได้รับความอนุเคราะห์จากคุณครูวัชรี โชติรัตน์ โรงเรียนเทศบาล ๔ (เชาวนปรีชาอุทิศ) อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

                   คำหลักเพื่อใช้ค้นหาและช่วยให้มองเห็นเวทีคนหนองบัวนี้ ด้วย google และ search engine ต่างๆ                

 พิมพ์คำเหล่านี้ลงไปครับ : คนหนองบัว | เวทีคนหนองบัว | เวทีพลเมืองหนองบัว | เวทีประชาคมหนองบัว | อำเภอหนองบัว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เวทีคนหนองบัว

หมายเลขบันทึก: 295169, เขียน: , แก้ไข, 2013-09-06 21:29:21+07:00 +07 Asia/Bangkok, สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน, ดอกไม้: 17, ความเห็น: 1726, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #จิตสาธารณะ#อำเภอหนองบัว#เวทีประชาคมหนองบัว#เวทีพลเมือง#คนหนองบัว

บันทึกที่เกี่ยวข้อง 
บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (100)

  รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น

สวัสดีท่านอธิการโชคชัยครับ

ทางหนองบัวนี้ ก็อากาศหนาวพอสมควรครับ
อุทกภัยผ่านไป วาตภัยหนาวก็มาแทน หลังจากนี้เดี๋ยวก็เข้าสู่ทุพภิกขัยภัยแล้วก็มาเยือนอีกแล้วครับ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ที่หนองบัวที่บ้านสระงาม มีอัคคีภัยไฟไหม้บ้านเกิดขึ้น ตอนเย็นๆผมนั่งอยู่ที่กุฏิท่านเลขาเจ้าคณะอำเภอ ก็ได้ยินหลวงพ่อไกรกับทายกประกาศบอกบุญขอความเมตตาจากผู้ใจดีทั้งหลาย มีคนมาร่วมบริจาคสิ่งของเครื่องใช้มากมายหลายคน

ถ้าจะมาหนองบัวเมื่อไหร่ ก็ติดต่อมาที่ผมก่อนได้เลยนะครับ เพราะช่วงนี้ยังอยู่ที่หนองบัว


เช้านี้(๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๔)ได้ข้อมูลจากพระอาจารย์ส้ม แก้วนิคม มาเพิ่มเติมและแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ดังนี้ พระรูปซ้ายมือ(รูปแรก)คือพระแห้งหรือเณร อ่อนสด แก้ไขเป็นอ่องสกุล

ส่วนรูปถ่ายนั้นได้ข้อมูลมาเพิ่มเติมเรื่องปีที่ถ่าย ดังนี้ ท่านพระอาจารย์ส้ม ท่านบอกว่าพระที่ถ่ายรูปหมู่พร้อมกันครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะบวชเพียงพรรษาเดียวเท่านั้น วิธีนับง่ายๆก็คือปีที่พระบวชพรรษาเดียวแล้วสึกนั้นบวชพร้อมพระครูสงวน ส่วนท่านพระครูสงวนท่านมีจิตศรัทธาบวชตลอดชีวิตตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี แล้วนับตั้งแต่ปีบวชจนถึงปีนี้(๒๕๕๔) ก็ได้ ๕๐ ปี ฉะนั้นภาพถ่ายหน้าศาลาหลวงพ่อเดิมครั้งนี้ จึงมีอายุครบ ๕๐ ในปีนี้พอดี(๒๕๕๔)

ศาลาหลวงพ่อเดิม วัดหนองกลับ ตั้งแต่เริ่มสร้าง(๒๔๖๖) จนถึงปัจจุบัน(๒๕๕๔)มีอายุถึงเกือบ ๙๐ ปีแล้ว(คือ๘๘ ปี) มีสภาพความเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ พอจะแบ่งได้เป็น ๓ ยุคด้วยกัน คือ(๑)ยุคแรกที่สร้างโดยหลวงพ่อเดิม พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๕๑๗(๕๑ ปี)
(ยุค ๒ และ ๓ รวมๆกัน)คือตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ที่หลังคาศาลาได้พังลง จนถึงปัจจุบัน มีภาพมาให้ชม

ยุคแรก(๒๔๖๖)ด้านที่เห็นนี้เป็นหน้าศาลาด้านทิศใต้ หลังคามุงกระเบื้อง มีหน้าบัน
          
          ภาพนี้เป็นหน้าศาลาด้านทิศใต้ เป็นหน้าศาลาด้านเดียวกับภาพข้างบน แต่หน้าบันไม่มีแล้ว เปลี่ยนจากกระเบื้องเป็นหลังคาสังกะสีตั้งแต่หลังคาพังลง(๒๕๑๗) 

สองภาพนี้น่าจะจัดเป็นยุค ๒ เพราะตั้งแต่เริ่มสร้าง จนถึงยุคในภาพนี้ หน้าศาลาจะมีอยู่สองด้านด้วยกันคือด้านทิศเหนือ ด้านนี้คนตำบลหนองกลับจะใช้ประจำ ส่วนด้านทิศใต้(ที่เห็นในภาพ) ชาวบ้านตำบลหนองบัวและชาวบ้านในตลาดหนองบัวจะใช้ นอกจากจะมีบันไดทั้งสองทิศแล้ว ยังมีด้านทิศตะวันตกอีก ๑ บันได

พอถึงปัจจุบัน หน้าศาลาในภาพนี้ เป็นด้านทิศตะวันออก ซึ่งแต่เดิมคือหลังศาลานั่นเอง
Large_wert
นี่เป็นหน้าศาลาด้านทิศใต้ ในปัจจุบัน
 Large_ytgh
ภาพนี้เป็นด้านทิศตะวันตกศาลา เดิมเคยเป็นทางขึ้นโดยมีบันไดหันมาทางทิศตะวันตก       

  • ศาลาหลังเก่านี่งามมมากเลยนะครับ
  • เครื่องชัดลาก หรือเครื่องบรรทุกไม้ที่สร้างขึ้นและให้ชื่อเรียกว่า 'พิรุณ' นี่ ลักษณะเป็นอย่างไรครับ เพิ่งเคยได้ยินเลยนะครับ มีรูปถ่ายหลงเหลืออยู่ที่ไหนบ้างหรือเปล่าครับ ใครพอทันได้เห็น จำได้ และเล่าสืบทอดให้คนรุ่นหลังๆไว้ก็คงจะดีไม่น้อยนะครับ
  • เป็นการประดิษฐ์คิดค้นในวิถีพอเพียงอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีอยู่ในวิถีชุมชนไทย จากบทเรียนของชาวบ้านหนองบัว


พิรุณ : เป็นพาหนะที่ใช้สำหรับลากไม้ขนาดใหญ่ ตัวพิรุณมีลักษณะคล้ายเกวียนที่มีสองล้อ(แคบกว่าเกวียน) แต่ล้อพิรุณจะแตกต่างจากล้อเกวียนคือล้อล้อพิรุณจะมีเพียงดุม อย่างเดียว โดยล้อพิรุณทำด้วยไม้ ที่เลื่อยจากต้นไม้ด้านขวางเนื้อไม้  ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๒๐ นิ้ว  ตัวล้อไม่มีกำ ลักษณะวงล้อเป็นแผ่นทั้งวงกลม คล้ายเขียง ความหนาของแผ่นวงล้อ หนาประมาณ ๕-๘ นิ้ว

วิธีใช้ :  นำไม้ที่เลื่อยและถากเสร็จเรียบร้อยแล้ว ด้านโคนต้นซึ่งเป็นด้านใหญ่สุดของต้นไม้ ยกขึ้นวางบนเพลาระหว่างล้อ ดังในภาพวาด ส่วนปลายไม้อีกด้านหนึ่งปล่อยให้จดพื้นดิน แล้วใช้เชือกหนังที่ทำจากหนังควายโดยฝั้นให้เป็นเส้นเชือก แล้วก็ใช้เชือกหนังฯผูกไม้ที่วางบนเพลา แล้วก็ช่วยกันชักลาก โดยมีคนคอยช่วยประคองปลายไม้ให้อยู่ในแนวตรง(ลักษณะคัดท้าย)

นี่คือเครื่องมือที่ชาวบ้านหนองบัวประดิษฐ์ขึ้นใช้สำหรับไว้ลากไม้เต็งขนาดใหญ่จากป่าทุ่งเขาพระเขามรกต มาทำเสาศาลาการเปรียญวัดหนองกลับเมื่อปี ๒๔๖๖

ผู้เขียนได้ยินชื่อนี้มานานแต่นึกไม่ออกจริงๆว่าลักษณะเป็นอย่างไร เมื่อหลายวันมานี้ได้ลองสอบถามผู้สูงอายุทั้งพระและโยม จากที่ไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นอย่างไร ก็ค่อยๆปะติดปะต่อทีละน้อยๆ จนพอจะเห็นรูปร่าง เลยลองวาดภาพดู แล้วนำไปให้พระและโยมดู ก็ได้รับคำตอบว่าพิรุณหน้าตาเป็นอย่างนี้แหละ เลยโล่งใจ

ทั้งชีวิตไม่เคยวาดรูปอะไรมาก่อนเลย ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่วาดภาพแล้วนำมาใช้งาน เหมือนไม่เหมือนก็ไม่ต้องว่ากันละ แต่เห็นความจำเป็น ที่จะต้องเผยแพร่เพราะเราอายุตั้ง๕๐กว่าปีแล้ว ยังไม่รู้จักเลย นับประสาอะไรที่ลูกหลานรุ่นหลังเรา จะใส่ใจศึกษาเรียนรู้ ที่ทำนี่ อย่างน้อยก็สนองความไม่รู้ของตนเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว

พระอาจารย์ส้ม แก้วนิคม(อายุ ๖๗ ปี)ท่านเล่าว่าตอนท่านบวชใหม่ๆนั้น ท่านเคยเห็นพิรุณที่ทางวัดเก็บไว้อยู่เหมือนกัน แต่ต่อมาไม่รู้สูญหายไปไหนหมด ตอนนี้รูปถ่ายก็ไม่มี คนที่จะบอกเล่าให้ทราบเรื่องราวข้อมูลก็หายากมากแล้ว

พยายามวาดและลองอธิบายหลักการใช้เล็กน้อยเท่าที่ตัวเองทำได้ ไม่ทราบผู้อ่านจะเข้าใจไหม

ปู่ย่าตายาย คนเก่าเล่าต่อกันมาว่าการไปตัดไม้มาทำศาลาครั้งนั้น สนุกสนานกันมาก ทั้งๆที่ต้องเหน็ดเหนื่อยต้องไปในป่ารก
ที่ว่าสนุกก็เพราะคนเยอะมาก ทั้งหนองบัวหนองกลับไปกันหมดบ้านหมดชุมชนเลย
นี่เขียนจากคำบอกเล่าข้อมูลอาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์เท่าที่ควร

หมายเหตุเพิ่มเติม ได้ข้อมูลใหม่มาจากพระอาวุโสในวัดหนองกลับท่านเล่าว่าหมอสงวน หมอพื้นบ้านในชุมชนหนองบัวยุครุ่นหลวงพ่ออ๋ย ที่ให้การูดแลรักษาคนทั้งชุมชนคนหนองบัวหนองกลับ ซึ่งท่านเสียชีวิตไปประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว ตอนที่ทำศาลาหลังใหญ่นั้นท่านยังหนุ่มอายุประมาณ ๒๐ กว่าปี ตัวท่านก็ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย....เคยเล่าให้ฟัง(พระท่านจำคำบอกเล่าได้)ว่าการชักลากไม้มาทำศาลาวัดหนองกลับนั้น ก่อนจะทำการชักลากไม้  ต้องนำไม้ทั้งต้น ขึ้นมาวางบนเพลาพิรุณ โดยให้ไม้ทั้งสองด้าน หัว-ท้าย มีน้ำหนักเท่า ๆ กัน แล้วใช้เชือกหนังผูก ให้คนจำนวนมากทั้งลาก(ดึง)และดันไปพร้อมกัน อีกทั้งคนที่ดันก็ต้องช่วยคอยประคองไม่ให้ไม้ เลื่อนไหลในเวลาชักลากอีกด้วย

ขอเวลาอีกสักวันสองวัน(กะว่าจะไปวันนี้)จะไปสอบถามคนในชุมชน จากผู้เฒ่าผู้แก่อายุ ๙๐ กว่าปี มีคนแนะนำว่าน่าจะได้ข้อมูลท่าน ได้ผลเป็นประการใดแล้ว จะมาบอกต่อ
(ภาพวาดและข้อมูลที่ได้มา ได้มาจากคำบอกเล่า ตอนนี้ยังไม่สอดคล้องกัน เลยต้องไปหาข้อมูลมาเพิ่มเติมอีก)

อย่างนี้นี่เอง เคยเห็นและแถวบ้านผมก็ต้องทำอย่างนี้เหมือนกันครับ แต่ไม่ยักรู้ว่ามีชื่อเรียกอย่างโก้ว่า 'พิรุณ' ด้วย แถวบ้านผมนั้น เมื่อจะต้องบรรทุกท่อนซุง ก็จะต้องถอดเรือนเกวียนออก โครงเกวียนจะเหลือแต่ล้อ แกนเพลา และคันเทียมวัว-ควาย หากต้องบรรทุกท่อนซุงที่หนักมาก ก็จะต้องถอดล้อและเปลี่ยนล้อให้เล็กลงแต่แข็งแรงกว่าเดิม คล้ายอย่างในรูปนี้เหมือนกันครับ แต่หลักการเดียวกันนี้ เมื่อนำมาทำเป็น 'พิรุณ' อย่างเป็นการเฉพาะ ก็คงทำให้กระทัดรัดและระดมแรงกันทำได้มากกว่า

เห็นรูปวาดแล้วก็ชอบมากเลยครับ เป็นวิธีพัฒนาเครื่องมือศึกษาและเก็บข้อมูลชุมชนที่เท่มากเลยครับ ต้องให้ดอกไม้สัก ๑๐ ดอก

สงสัยเวทีคนหนองบัว ด้วยเฉลิมฉลองปีใหม่กันด้วยการมีผู้อ่านและแวะเข้ามาชมเกิน ๔ หมื่นคนแล้วเป็นแน่เลยนะครับ

พระพิรุณ : เครื่องชักลากไม้ด้วยแรงงานคน

วิธีใช้ : 
นำไม้ที่ลอกเปลือกเสร็จเรียบร้อยแล้ว มามัดไว้ใต้เพลา ระหว่างล้อ ดังในภาพวาด แล้วใช้เชือกหนังที่ทำจากหนังควายโดยฝั้นให้เป็นเส้นเชือก แล้วก็ใช้เชือกหนังฯผูกที่ปลายไม้ แล้วก็ช่วยกันชักลาก โดยมีคนคอยช่วยประคองท่อนไม้ทั้งสองข้าง และมีคนคอยช่วยดันท้าย

ผู้ให้ข้อมูล : คุณตาอายุ ๙๑ ปี  ชื่อวาน  บุญกิจ 
บ้านข้างสระน้ำวัดหนองกลับ บ้านเลขที่  ๓๓ หมู่ที่ ๙  ตำบลหนองบัว อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
เก็บข้อมูลโดย : พระมหาแล  อาสโย(ขำสุข) นายบล อ่อนคง
วันที่  ๑  มกราคม  ๒๕๕๕
Large_cccc1038
วาดภาพพระพิรุณโดย : 
น้องมีน : นายพงศ์นรินทร์   อินทะศร
บ้านเนินตาโพ หมู่ที่ ๑ ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓  โรงเรียนหนองคอก(หนองบัว) ๓  มกราคม  ๒๕๕๕

วันนี้(๓ มกราคม ๒๕๕๕)ได้ข้อมูลเรื่องพระพิรุณมาจากลุงวาน บุญกิจ อายุ ๙๑ ปี คนในชุมชนหนองบัวที่มีอายุเกือบร้อยปี ยังมีความจำได้แม่นยำหลายเรื่อง และเรื่องพระพิรุณนี้ก็เช่นกัน ท่านยังทันได้เห็นพระพิรุณที่ทางวัดเก็บวัด แต่ต่อมาได้สญหายไป

ข้อมูลนี้ถือว่าถูกต้อง
และได้ให้หลานคนบ้านเนินตาโพ ชื่อน้องมีน พงศ์นรินทร์ อินทะศร ซึ่งมีความสามารถในทางวาดภาพ ลองช่วยวาดให้ดู ปรากฏว่า ได้ภาพที่แจ่มชัดมากๆ

ขอขอบคุณ คุณลุงวาน บุญกิจ และหลานมีน พงศ์นรินทร์ อินทะศร อย่างมากที่ช่วยให้เรื่องราวชุดนี้สมบูรณ์

หมายเหตุ  คนเก่าๆในหนองบัวเรียกเครื่องมือชนิดนี้ว่า พระพิรุณ เหตุที่เรียกอย่างนั้น ก็เพราะความใหญ่โตของพระพิรุณนั่นเอง ล้อพระพิรุณนั้น สูงท่วมหัว เพลาทำด้วยไม้ตะคร้อขนาดใหญ่ ล้อต้องสูงใหญ่ขนาดนี้ จึงจะสามารถลากต้นไม้เต็งขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ที่นำมาทำเสาศาลาหลวงพ่อเดิมวัดหนองกลับได้

ขอสวัสดีปีใหม่ 2555..พ่อแม่ พี่น้อง ชาวเวทีคนหนองบัว..ทุกๆท่าน..เจริญสุข สวัสดี.

กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแลครับ

  • นับว่าเป็นการศึกษาและรวบรวมข้อมูลชุมชนที่เกือบสูญหายไปแล้ว ให้สามารถนำกลับมาสืบทอดไว้ได้อีกอย่างทันการณ์เลยนะครับ 
  • วิธีศึกษาก็น่าสนุกและน่าประทับใจมากครับ เป็นการเรียนรู้ชุมชนไปด้วยและสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ไปด้วย เดินบวกกันและถักทอการช่วยกันทำได้คนละอย่างสองอย่างแบบสหวิทยาการเลยครับ

กราบนมัสการท่านพระอธิการโชคชัยครับ
ท้องฟ้าและลีลาของกิ่งไม้สวยมากเลยครับ

สคส.ปีใหม่ ๒๕๕๕ แด่ชาวหนองบัว : บทความวิชาการและร่วมเขียนตำรา
ถ่ายทอดประสบการณ์และบทเรียนเวทีคนหนองบัวให้กับสังคม

ผมเหมือนได้ร่วมทำหน้าที่สืบทอดและนำส่งประสบการณ์ทางสังคม ของคนหนองบัวและเครือข่ายสุขภาวะชุมชนศึกษาในเวทีคนหนองบัว ให้เผยแพร่ไปสู่สังคมวงกว้าง รวมทั้งถ่ายทอดไว้ให้คนรุ่นหลังๆได้มีความรู้และได้เรียนรู้เรื่องราวดีๆจากสังคมของตนเองเพิ่มพูนขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง โดยได้มีโอกาสนำเอาประสบการณ์และบทเรียนเวทีคนหนองบัว กับชุมชนอำเภอพุทธมณฑล และอีกหลายแห่ง ไปเขียนเป็นบทความวิชาการและร่วมเขียนประกอบตำรา ที่อยากนำมาบอกกล่าวและมอบคารวะเป็นของขวัญปีใหม่ของชาวหนองบัว คนพุทธมณฑล คนทำงานเชิงสังคม และชาวบ้านในท้องถิ่นต่างๆด้วยครับ ตั้งใจไว้นานแล้ว แต่รอหลายเดือนเพื่อให้เห็นการตีพิมพ์เผยแพร่เรียบร้อยก่อน

           

เรื่องแรก เป็นงานร่วมเขียนหนังสือตำรา เอกสารการสอนชุดวิชามนุษย์กับระบบนิเวศ (Human Being and Ecosystems) สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรื่อง ระบบนิเวศทางสังคมวัฒนธรรม ได้ใช้รูปและเรื่องราวที่แสดงมิติชุมชน วิถีชีวิต และความเป็นสังคมวัฒนธรรมที่สะท้อนอยู่ในการทำกระยาสารทของชุมชนหนองบัวและชุมชนต่างๆของสังคมไทย ที่ได้ร่วมกันสั่งสมรวบรวมไว้ในบล๊อกเวทีคนหนองบัว ไปเป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งให้นักศึกษาและผู้สนใจ ได้เห็นระบบนิเวศและความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันของสิ่งต่างๆ ในมิติสังคมวัฒนธรรมกับระบบอื่นๆ ที่ผสมกลมกลืนอยู่ในวิถีชีวิต

           

อีกเรื่องหนึ่ง เป็นบทความวิชาการ การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีการศึกษาชุมชนเพื่อส่งเสริมการจัดการกระบวนการเรียนรู้ในระดับชุมชน ทดลองนำเสนอบทสังเคราะห์วิธีใช้เว็บบล๊อก gotoknow.org ของเครือข่ายเวทีคนหนองบัว นครสวรรค์ ได้รับการตีพิมพ์ใน วารสารร่มพฤกษ์ ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔-มกราคม ๒๕๕๕

ทั้งสองเรื่องนี้ สักระยะหนึ่งผมจะทำเป็นบทความออนไลน์ เผยแพร่ในเว๊บบล็อกให้คนได้สามารถอ่านและนำไปใช้ประโยชน์ตามความสนใจได้ต่อไปอีกครับ แต่ตอนนี้ยังกู้ต้นฉบับไม่ได้เลย โน๊ตบุ๊คผมกำลังเป็นอะไรไปก็ไม่ทราบครับ เปิดก็ไม่ได้ และข้อมูลมากมายรวมทั้งต้นฉบับบทความกับหนังสือทั้งสองเรื่องนี้ก็อยู่ในนั้น

งานนี้นอกจากจะเป็นงานสร้างความรู้และบริการวิชาการแก่สังคมที่ก็ต้องทำอย่างทั่วๆไปแล้ว ก็มีความหมายในแง่ของการช่วยกันหาวิธีการทางวิชาการที่เหมาะสมท ในอันที่จะช่วยสร้างประสบการณ์ทางปัญญาปฏิบัติแก่สังคม พร้อมๆกับเคลื่อนไหวให้เกิดโครงสร้างการจัดความสัมพันธ์ของตนเองของปัจเจกและชุมชนกับความเป็นส่วนรวมในแนวทางใหม่ๆ ไปด้วย โดยแสดงให้เห็นพลังความสร้างสรรค์อีกด้านหนึ่งที่มีอยู่จริงและสามารถริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ด้วยพลังการเรียนรู้ที่เหมาะสมของชุมชนต่างๆดังเช่นหนองบัว พุทธมทณฑล และอีกหลายแห่งว่า จากชุมชนที่เหมือนเป็นชนบท ขาดโอกาสหลายอย่าง และเหมือนกับจะต้องรอรับสิ่งต่างๆจากโลกภายนอกที่ดีกว่านั้น เมื่อสามารถพัฒนาเครือข่ายการเรียนรู้และช่วยกันสร้างสรรค์ความเปลี่ยนแปลงที่ดีๆออกจากสิ่งที่มีอยู่ในตนเองแล้ว นอกจากจะเกิดประโยชน์อยู่ในตนเองแล้ว ก็กลับทำให้ชุมชนมีประสบการณ์และเกิดบทเรียนทางการปฏิบัติ ที่สามารถเป็นครูของตนเองและถ่ายทอดให้กับสังคมทั่วไปได้ เป็นการสร้างและเพิ่มพูนโอกาสที่เอื้อให้เกิดสิ่งดีๆแก่สังคมให้มากยิ่งๆขึ้นได้ เช่นเดียวกับชุมชนหนองบัว ก็สามารถแบ่งปันสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวของตนเองให้กับชุมชนอื่นๆในสังคมไทยและสังคมอื่นๆได้

ทั้งหมดนี้ เป็นการทำงานต่อยอดสิ่งที่ทุกท่านในเวทีคนหนองบัวได้ช่วยกันริเริ่มสร้างสรรค์ ทางมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและมหาวิทยาลัยเกริก ส่งมาให้ได้ชมเมื่อตอนปีใหม่พอดี จึงขอนำมามอบให้เป็นพลังใจและเป็น สคส.สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ แด่ทุกท่านครับ

ขอแสดงความยินดีกับเวทีคนหนองบัวในเดือนแรกแห่งปี(๒๕๕๕)นี้ ด้วยข่าวที่สร้างความสุขและปลื้มใจอย่างมาก ที่เวทีฯแห่งนี้มีส่วนสร้างงานวิชาการขยายผลสู่สังคมในวงกว้าง

นับเป็นกำลังใจที่ดีแก่ทุกท่าน แล้วก็รู้สึกภาคภูมิใจแืืทนคนหนองบัวเป็นอย่างยิ่งด้วย

ที่มาบ้านนอก  บ้านใน ของตำบลหนองกลับ ตำบลหนองบัว 

บ้านนอก บ้านใน มาจากชื่อวัด คือวัดหนองบัว(วัดใน) และวัดนอก(วัดหนองกลับ) โดยแต่เดิมวัดทั้งสองอยู่ในที่แห่งเดียวกันคือวัดหนองกลับในปัจจุบัน ที่ตั้งวัดในหรือวัดหนองบัวในอดีตนั้น ปัจจุบันเป็นสระน้ำวัดหลวงพ่ออ๋อย

ต่อมาวัดทั้งสอง ได้รวมเป็นวัดเดียวกัน ชื่อวัดหนองกลับ เหตุที่รวมกัน เพราะมีพระวัดหนองบัว(วัดใน)เป็นโรคอหิวาต์มรณภาพลง พระที่เหลือจึงย้ายมาอยู่รวมกันกับพระวัดนอก(วัดหนองกลับ) ตั้งแต่นั้นมาวัดทั้งสองก็รวมเป็นวัดเดียวกัน

ต่อมาคำว่าวัดนอก วัดใน ก็เลือนหายไป แต่คำว่า ”นอก” และ “ใน” ยังคงอยู่ แล้วชื่อดังกล่าวก็กลายมาเป็นชื่อหมู่บ้านแทน คือบ้านนอก บ้านใน ดังปัจจุบัน

เรื่องนี้เคยเขียนไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่มีรายละเอียดที่มาของชื่อบ้านนอก บ้านใน เมื่อปีใหม่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ไ้ด้ไปสอบถามข้อมูลชุมชนกับผู้สูงอายุท่านหนึ่งคือคุณตาวาน บุญกิจ อายุ ๙๑ ปี ท่านมีวิธีจำปีเกิดของท่านได้แม่นยำมาก คือท่านจำข้อมูลปีสร้างศาลาหลวงพ่อเดิมได้แม่นคือ(๒๔๖๖) แล้วตัวท่านนั้นเกิดก่อนศาลาหลังนี้สองปีคือ(๒๔๖๔) วันนั้นท่านเล่าที่มาของชื่อบ้านนอก บ้านในให้ฟัง พอฟังจบ ก็เข้าใจทันทีเลย ที่แล้วมาไม่เคยมีใครให้ข้อมูลแบบนี้มาก่อนเลย แต่ละท่านที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้มาไม่สามารถเชื่อมโยงไปหาชื่อดังกล่าวได้เลย เลยทำให้ลูกหลานที่นั่งฟังอยู่ด้วย ก็พลอยทราบไปด้วย ขอบคุณคุณตาเป็นอย่างมากที่ทำให้ทราบเรื่องราวประวัติชุมชน

Large_ooof1017901
ผู้ให้ข้อมูล : ลุงวาน  บุญกิจ  บ้านอยู่ข้างสระน้ำวัดหลวงพ่ออ๋อย เลขที่ ๓๓ หมู่ที่ ๙  ตำบลหนองบัว  อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ อายุ ๙๑ ปี   

เก็บข้อมูลโดย : พระมหาแล อาสโย(ขำสุข),นายบล อ่อนคง 
วันที่ ๑ มกราคม  ๒๕๕๕ 

Large_aaswqimg
กระชุก : เป็นภาชนะขนาดใหญ่ที่สานด้วยไม้ไผ่ ลักษณะคล้ายรูป “ฟักตัด” โดยผ่าด้านยาวของลูกฟัก แล้ววางนอนลงบนพื้นเกวียนแสลกบัง สำหรับใส่ข้าวของเครื่องใช้ของชาวนา ชาวไร่ เช่น ข้าวเปลือก และอื่นๆ บรรทุกได้ประมาณ ๘๐ สัด(ข้าวเปลือก ๑ เกวียน หรือ ๑ ตัน)

ผู้ให้ข้อมูลเรื่องกระชุกมี ๕ ท่านคือ
Large_p1017904
คนขวามือลุงวาน : วาน บุญกิจ อายุ ๙๑ ปี
 
รูปซ้าย: ยายหริ อินทชิต(พินแหลม) อายุ ๘๖ ปี, รูปขวา: ยายกุหลาบ จิตรชนะ(พินแหลม)อายุ ๘๔ ปี ทั้งสองท่านอยู่บ้านเนินตาโพ หมู่ที่ ๑ ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
ภาพนี้ถ่ายปีที่แล้ว : วันที่ ๒๘ ธันวาคม  ๒๕๕๓
 Large_dsc04653
กำนันเทียน ท้วมเทศ อายุ ๘๖ ปี ๑ มกราคม ๒๕๕๕ 
 Large_p1017821
โยมพ่อของอาตมา : ผล ขำสุข อายุ ๗๙ ปี บ้านเนินตาโพ(บ้านไร่โพทอง)
ต.หนองกลับ
 Large_cccc1038
ผู้วาดกระชุก : มีน : นายพงศ์นรินทร์ อินทะศร นักเรียนมัธยมชั้นปีที ๓ โรงเรียนหนองคอก หนองบัว ลูกชายคุณครูอาภรณ์ อินทะศร

หลังจากงานศพท่านพระครูสงวน โอภาษี เมื่อ(๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๔)แล้ว จากนั้นได้อยู่ที่หนองบัวอีกหลายวัน ช่วงที่อยู่นั้นได้ตระเวนหาข้อมูลชุมชนจากผู้เฒ่าผู้แก่หลายท่านด้วยกัน และก็ได้ข้อมูลความรู้ใหม่(เก่า)ที่ไม่เคยรู้มาก่อนหลายเรื่องอีกเช่นกัน พอคุยกับคนเก่าก็เลยได้เรื่องเก่ามาบอกต่อเล่าต่อ อย่างกระชุกนี้ ก็น่าสนใจอย่างมาก

ได้ลองสอบถามเรื่องกระชุกกับคนวัยเดียวกัน ใกล้เคียงกัน ไม่มีใครรู้จักเลย และไม่รู้ว่าคนหนองบัวใช้กระชุกมาก่อน(เรียกว่าพอจะหาเพื่อนได้บ้าง) ได้้ข้อมูลมาแล้ว ก็หาคนวาดภาพ พอพอดีมีหลานชายสองพี่น้องวาดภาพเก่งคนพี่เรียนที่นครสวรรค์ เลยให้คนน้องวาด คนเฒ่าคนแก่ได้พยายามอธิบายให้คนที่ไม่รู้จักไม่เคยเห็นฟัง เล่าซะหลายรอบกว่าจะนึกกันได้ โดยเฉพาะหลายชายอายุ๑๕ปีคนวาดภาพนั้น เมื่อฟังพ่อเฒ่า แม่เฒ่าเล่าให้ฟังโดยบอกว่ากระชุกวางบนตู้เกวียน ก็จินตนาการถึงเกวียนก่อน แล้วลองวาดดูก็ไม่เหมือน วาดใหม่อีก

พอเฒ่าผล ขำสุข บอกหลานว่ากระชุกคือบุ้งกี๋ปากกว้างขนาดใหญ่เ่ท่ากับตู้เกวียนสองลูก-ใบ วางปากซ้อน(เกย)กันในตู้เกวียน(เรือนเกวียน) หลานจึงพอจะนึกออกแล้ววาดให้ดู พ่อเฒ่า แม่เฒ่าก็บอกว่าใช่เลย

นี่คือภาพวาดกระชุกสองใบจากคำบอกเล่า โดยคนวาดไม่เคยเห็นภาพ ไม่เคยเห็นของจิรงเลย (ถ้านำไปวางบนเกวียนจะต้องวางปากกระชุกซ้อนกัน จึงจะใส่ข้าวเปลือกได้) เกวียนขนาดใหญ่เ่ท่านั้นจึงจะใส่กระชุกได้ เพราะกระชุกที่กล่าวถึงนี้บรรทุกข้าวเปลือกได้ถึง ๘๐ สัด หรือ ๑ เกวียน หรือ ๒ บั้น คือ ๑ ตันนั่นเอง

เป็นอันว่าได้เรื่องเก่าของหนองบัวมาเผยแพร่อีกหนึ่งเรื่อง

กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแลที่เคารพครับ

  • ทั้งน่าประทับใจ มีคุณค่า และน่าสนุกมากเลยครับ
  • กระชุกนี่เคยเห็นและเคยใช้ครับ แต่ดูเหมือนจะมีหลายทรงหรือเปล่านะครับ
  • แถวบ้านผมนี่ทรงเหมือนโอ่งขนาดใหญ่ แต่จะใช้ตอกด้านที่เป็นผิวไม้ไผ่สาน การสานจะสานแบบลายขัดสองชั้นและสนิทแน่น แล้วก็ยาด้วยขี้วัวขี้ควาย ใช้ใส่ข้าวเปลือก ข้าวพันธุ์
  • ประทับใจความเอาจริงเอาจังของพระคุณเจ้าอย่างยิ่งครับ แปรทุกโอกาสให้เป็นการได้เรียนรู้ ถักทอเรื่องราวของหนองบัวที่หลายอย่างกำลังจะเลือนหายไป ให้กลับสามารถนำมาบันทึกรวบรวมและสืบทอดไว้ได้ทีละเล็กละน้อย
  • ประทับใจพ่อหนุ่มน้อยนักวิจัยผู้ช่วยของพระคุณเจ้าด้วยครับ ที่ร่วมศึกษาและใช้ฝีมือเป็นเครื่องมือศึกษาวิจัยชุมชนไปกับพระคุณเจ้า รูปกระชุนี่ ในแง่ศิลปะและการนำมาใช้เป็นเครื่องมือศึกษาชุมชนแล้วละก็ นำว่าใช้ได้และฝีมือจัดเจนคืบหน้าขึ้นมากเลยทีเดียวครับ เริ่มมีทักษะการสังเกตและจัดวางความสัมพันธ์เชิงมิติ ที่เริ่มเห็นการเกิดทักษะบางอย่างเกิดขึ้นในนประสบการณ์การเรียนรู้ของเขาไปด้วยแล้วละครับ
  • เป็นงานทางปัญญา ที่สร้างทั้งความรู้ สร้างคน และสร้างสังคม ผสมผสานไปด้วยกันอย่างน่าประทับใจมากเลยครับ
  • ผมจะหาโอกาสแวะกลับมาดึงออกไปทำบันทึกแยกให้เป็นสัดส่วนเฉพาะอีกครั้งนะครับ
  • ปีนี้ทำเวทีคนหนองบัวในงานงิ้วกันอีกไหมครับ ผมลองประสานงานไปยังคนในพื้นที่หนองบัวของเราแล้วละครับ หากทำอีก ก็ว่าจะขอเต๊นท์เพิ่มขึ้นอีกเป็นสองเต๊นท์น่ะครับ

มีเพื่อนที่สุรินทร์ เล่าให้ผมได้ทราบว่า ได้รู้จักกับลุงคนหนึ่งชื่อพยนต์ โอภาษี ข้าราชการบำนาญ อดีตนักวิชาการซี ๘ ของกรมอาชีวอนามัย ของกระทรวงสาธารณสุข คุยกันไปคุยกันมาก็ทำให้รู้ว่าพื้นเพเป็นคนหนองบัว กระทั่งมีการนำเอาสื่อความรู้เกี่ยวกับหนองบัวมาแบ่งกันดู ลักษณะที่เขาเล่าให้ฟังนั้น เชื่อว่าเป็นหนังสือเย็บเล่มเองที่พระคุณเจ้าทำนั่นเอง ผมบอกเพื่อไปว่าดูนามสกุลแล้วน่าจะรู้จัก ท่านไปอยู่ที่สุรินทร์ แต่มีที่ทางและสวนป่าสักอยู่ที่สันป่าตองด้วย น่าจะไม่ไกลจากบ้านผม ข้อมูลและงานความรู้ของเวทีคนหนองบัวมีบทบาทไปไกลดีจริงๆเลยนะครับ

ความเป็นมาและพัฒนาการของชุมชนบ้านหนองบัว หนองกลับ : ด้านประวัติศาสตร์ ประเพณีวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นจากอดีตถึงปัจจุบัน

ก. ประวัติชุมชน  ชื่อสาถนที่ หมู่บ้าน,วัด,ห้วย, หนอง, คลอง,บึง, สระ, บ่อ, ได, ภูเขา,  ถนน, ตรอก-สอก, ซอย, นิทาน, ตำนานพื้นบ้าน ประวัติบุคคลสำคัญในชุมชน

ข. ประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น : ภาษาถิ่น อาหารพื้นบ้าน การละเล่น–เพลงพื้นบ้าน ประเพณีกินดอง ประเพณีบวชนาคหมู่  บุญขนมห่อ  บุญข้าวเม่า  ลงแขกเกี่ยวข้าว การทำหรือปลูกเรือนหอ การฝัดข้าว,การยกเรือน-การปลูกเรือนหอ, วัฒนธรรมการลงแขก การเอาแรง การขึ้นแรง การใช้แรงคืน

ค. ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ-งานช่าง งานฝีมือประจำท้องถิ่น : เกวียนแสลกบัง กระชุก พระพิรุณ : เครื่องชักลากไม้ด้วยแรงงานคน กระซ่อ กระบุง กระเช้า ฉาง ต่าง(วัวต่าง-ควายต่าง-ควายถัด)  ครุตัก(หาบ)น้ำ  สัดตวงข้าว  เครื่องมือช่าง  เครื่องมือทางการเกษตร  เครื่องจักสาน  เครื่องหีบอ้อย  ไถอาสา ทำมีด เคียว ฝักมีด แหมมีด เครื่องมือจับสัตว์  เครื่องมือที่ใช้ในการปรุงยาสมุนไพร เครื่องใช้ในครัวเรือน (๗ มกราคม ๒๕๕๕)

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว(๗ มค.๒๕๕๕)ได้ลองประมวลรวบรวมหัวข้อเรื่องราวใกล้ๆตัวเท่าที่นึกได้ ปรากฏว่าได้หลายเรื่องพอสมควร บางเรื่องเหลือแต่คำบอกเล่า วัตถุสิ่งของเหล่านั้นไม่หลงเหลือให้เห็นอีกแล้ว เมื่อเขียนเล่นๆก็กลัวจะหายไปกับสายลม เลยขอนำมาบันทึกไว้ก่อน และก็อยากจะขอเชิญชวนชาวหนองบัว หนองกลับ ที่พอจะมีข้อมูลความรู้เหล่านี้อยู่บ้าง หรือสามารถสืบค้นได้จากคนเก่าๆในชุมชนที่ยังพอมีความทรงจำและยินดีถ่ายทอดให้เราได้เรียนรู้ ก็อยากจะเจริญพรสนับสนุนให้รวบรวมบันทึก ถ่ายภาพ บันทึกเสียงเก็บไว้ 

ทำไมจึงทำเฉพาะหนองบัว หนองกลับ เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้เรื่องใกล้ตัวที่สุดที่อยู่ในวิถีชีวิตของเราแท้ๆ ยังหลงลืมหรือเริ่มเลือนหายไปแล้วก็มี การทำเรื่องใกล้ตัวนั้น มีโอกาสทำได้ง่ายกว่าเรื่องที่ไกลตัวและก็ไม่มีข้อมูล

เขียนมาถึงตรงนี้ นึกถึงคำพูดของคนเก่าๆที่กล่าวว่าใครกินน้ำสระหลวงพ่ออ๋อยแล้วต้องกลับมาอีก พูดให้ดูเท่ๆแบบทันสมัยหน่อยก็จะประมาณว่า ใครมาหนองบัวแล้ว ถ้ายังไม่เข้าถึงข้อมูลความรู้ชุมชน ถือว่าไม่ได้มาหนองบัวนะ

 

เรียนท่านพระอาจารย์มหาแล เจริญพรโยมดร. วิรัตน์ คำศรีจันทร์

  • เวทีคนหนองบัว ย่างเข้าสู่ปีที่ 4 แล้วนะ ยังมีประเด็นที่หลากหลายและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง..
  • ยิ่งปีใหม่นี้ ปี 2555 ท่านพระอาจารย์มหานำองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ฯลฯ ท่านโยมดร.วิรัตน์ นำบทความวิชาการร่วมทั้งเขียนตำรา จัดทำเป็น สคส. ปีใหม่ 2555 แด่ชาวหนองบัว  มาเผยแพร่ในสื่อออนไลน์เวทีคนหนองบัวอย่างต่อเนื่องน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก (อย่างนี้เวทีคนพรหมพิรามขอสั่งจองและจ่ายตังค์ล่วงหน้าครับ)
  • เป็นกระบวนการจัดทำชุมชนปฏิบัติการด้านการเรียนรู้ จริงๆ ที่สัมผัสจับต้องได้"ของจริง" ครับ ขอบอก..
  • ขออนุญาต..ส่งข่าว ว่าในวันอังคาร ที่ 17 มกราคม 2555 นี้ กระผมอยากชวนไปเที่ยวหนองบัวบ้านท่านอีกครั้ง กระผมจะไปสัมภาษณ์เครือข่ายครูหนองบัวครับ
  • ไปแล้วกลับครับนำรถไปเอง.. 


ขอนมัสการสวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ แด่ท่านอธิการโชคชัย ชยวุฑฺโฒ

ขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ผมอยู่ที่หนองบัว ช่วงก่อนสิ้นปี๒๕๕๔ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหนองกลับและเลขานุการเจ้าคณะอำิเภอหนองบัว ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำิเภอหนองบัว
ผมและพระใหม่ที่อยู่กับท่านเลขาฯ สองสามรูปได้ช่วยกันทำปฏิทินชุมชนหนองบัว จำนวนหนึ่งไม่มาก ถวายพระและญาติโยมในงานดังกล่าว

ยินดีด้วยนะครับที่งานวิจัยมีความก้าวหน้า ถึงขั้นลงพื้นที่เก็บข้อมูลแล้ว ขอให้ประสบความสำเร็จสมประสงค์ทุกประการนะครับ สาูธุ

และขออนุญาตนำปฏิทินชุมชนหนองบัวมาอภินันทนาการน้อมถวายแด่ท่านอธิการในเวทีแห่งด้วยนะครับ
 Large_t47314
หลวงพ่อพระเทพสิทธินายก(ห้อง ท้วมเทศ,๒๔๓๘-๒๔๙๙)
 Large_eerty
 หลวงพ่ออ๋อย : พระครูนิกรปทุมรักษ์(๒๔๔๒-๒๕๒๙)

กราบขอบพระคุณท่านพระอาจารย์มหาแลมากครับที่ให้กำลังใจ

ปฏิทินชุมชนหนองบัว มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์บุคคลสำคัญมากครับ กระผมจะขอกราบสักการะบูชาเป็นอย่างดี และขอสวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ปีมะโรง มานะโอกาสนี้ด้วยครับ.

        เกวียนแสลกบัง : เกวียนยุคแรกของชาวบ้านหนองบัว
 Large_rrrrr14
 วาดโดย น้องมีน : นายพงศ์นรินทร์ อินทะศร อายุ ๑๕ ปี ๓ มกราคม ๒๕๕๕

เกวียนในภาพวาดนี้ คนหนองบัวเรียกเกวียนแสลกบัง ความเก่าแก่ของเกวียนชนิดนี้มีมานาน นานถึงขนาดโยมพ่ออาตมา อายุ ๗๙ ปี บอกว่าไม่ทันได้ใช้ แต่ยังได้เห็นอยู่บ้างตอนเป็นเด็ก เป็นเกวียนที่คนหนองบัวทำขึ้นใช้เอง เกวียนแสลกบังปัจจุบันในอำเภอหนองบัวไม่มีเหลือให้เห็นแม้แต่เล่มเดียว ที่เห็นอยู่ในวัดหนองกลับ ๑ เล่ม ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อไำกร เจ้าอาวาสวัดหนองกลับ นำมาตั้งไว้ข้างโบสถ์นั้น ก็ไม่ใช่เกวียนแสลกบังของชาวหนองบัว ได้นำมาจากที่อื่น

ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูว่าแตกต่างจากเกวียนโดยทั่วไปตรงไหนบ้าง ในภาพนี้ในตู้เกวียน(เรือนเกวียน)จะมีกระชุกวางอยู่ด้วย กระชุก สองใบ สามารถบรรทุกข้าวเปลือกได้ ๘๐ สัด(๑ เกวียน หรือ ๑ ตัน) บรรทุกหนักขนาดนี้จะใช้ควาย เทียมเกวียนลากไปกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะควายนั้นตัวใหญ่และแข็งแรงมาก  

ภาพวาดนี้โยมป้าหริ อินทชิต(พินแหลม) อายุ ๘๖ ปี และโยมป้ากุหลาบ พินแหลม อายุ ๘๔ ปี เห็นแล้วชอบมากๆ ถูกใจที่หลานวาดได้อย่างงดงาม

เกวียนใหญ่ทั่วๆไปปลายทวก(ธูป)จะสั้นและไม่งอน ตะพองก็จะตรงไม่งอน(ภาพวาดนี้น่าจะเป็นเกวียนลูกครึ่ง เพราะตะพองไม่งอน ผิดกับเกวียนหนองบัวตะพองจะงอน) แต่ชาวหนองบัวมีความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้ปลายทวกนั้นยาว งอนโค้งขึ้น ตะพองก็จะงอนโค้งขึ้นเช่นกัน แล้วนำกระดิ่งมาห้อยไว้ ส่วนกระดิ่งอีกสองลูกก็ห้อยไว้ที่ตะพอง เวลาไปมาไหนต่อละที กระดิ่งก็จะดังฟังเพลิน

บางคนที่มีความสามารถทางช่าง ก็จะนำไม้มาแกะทำเป็นรูปกระต่ายมัดไว้ที่หัวเกวียน(ปลายทวก) โยมลุงวาน บุญกิจ อายุ ๙๑ ปี เล่าว่าเกวียนที่มีปลายทวกงอนสวยๆนั้น ก็ดูดีหรอก แต่เวลาใช้งานจริงต้องไปตามท้องไร่ปลายนา ปลายทวกก็จะเกะกะ ไปเกี่ยวกิ่งไม้บ้าง อะไรบ้าง โยมลุงกำนันเทียน ท้วมเทศ อายุ ๘๖ ปี บอกว่าพ่อของท่านเป็นช่างทำบ้าน ทำเกวียนแสลกบังเก่ง

ทั้งสามท่านให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าสมัยก่อนจะใช้เกวียนแสลกบัง ที่มีกระชุก บรรทุกข้าวเปลือกไปขาย-แลกสิ่งของ ของกินของใช้ที่อำเภอชุมแสงทุกปี ลุงวานเล่าว่าตอนนั้นใช้เงินกันไม่เป็นด๊อกแหน่ อยากได้อะไรก็เอาข้าวเปลือกแลกเอา น้ำมันก๊าดปีบหนึ่งใช้ได้ตลอดปี ยุคนั้นไปกลับต้องใช้เวลาเดินทางถึง ๕-๗ วัน ไปหลายวันอย่างนี้ ต้องนำเสบียงพร้อมทั้งมีด ขวาน สิ่ว เลื่อย เครื่องมือจับสัตว์ เช่น สุ่ม ติดไปด้วยเพื่อไปสุ่มปลาตามคลอง หนองน้ำซึ่งปลาชุกชุม เมื่อมีเหตุการณ์อุปกรณ์เกวียนหักแตก ก็สามารถซ่อมแซมทำใหม่ได้เลย

ตกกลางคืนเวลาจะนอนก็ถอยเกวียนหันหน้าเข้า ตีวงล้อมเป็นวงให้วัวควายนอนในกลางวงล้อม คนนอนใต้ถุนเกวียน

เกวียนแสลกบัง ต่อมาเสื่อมความนิยมลง โดยมีเกวียนจากเมืองเหนือ แพร่ ลำปาง เป็นเกวียนนำเข้า และเข้ามาครอบครองเต็มพื้นที่หนองบัวร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นมาคนหนองบัวก็ไม่ทำเกวียนแสลกบังใช้อีกเลย ถือเป็นการปิดตำนานเกวียนแสลกบังและ  กระชุกลงโดยปริยาย

Large_ddd1017824
อธิำบายภาพ : ดุมเกวียนเก่า เกวียนแสลกบัง

  • ดุมเกวียนเก่านี้โยมพ่ออาตมาเก็บไว้
  • เป็นดุมเกวียนของพ่อเฒ่าไล้ พินแหลม(๒๔๓๙-๒๕๒๖)
  • คือตาของอาตมา ท่านทำเอง 
  • เป็นชิ้นส่วนของเกวียนแสลกบังที่เหลืออยู่เพียงชิ้นเดียว
  • อายุประมาณ ๗๐-๘๐ ปี
  • ถ่ายภาพ ๑ มกราคม ๒๕๕๕
Large_rrrrr2214
หมายเหตุ : แสลกบังคือโครงไม้ที่ต่อกับปลายดุมเกวียนด้านนอกทั้งสองข้าง โดยแสลกบังด้านหน้าและด้านหลังวางอยู่ใต้ทวกเกวียน มีไ้ม้ค้ำยันสี่อันระหว่างตะพองกับโครงไม้ด้านล่าง

 

เพิ่มเติมข้อมูลเรื่องพระพิรุณ
 
พ่อเฒ่าไล้ พินแหลม(๒๔๓๙-๒๕๒๖)
ตาไล้เป็นพ่อของโยมแม่ของอาตมา

ลุงชู้ : โยมลุงชู้ พินแหลม(แหลมเทียน) อายุ ๗๘ ปี
ลุงท่านเป็นพี่ของโยมแม่ของอาตมา
อยู่บ้านโคกมะกอก ข้างถนนสายหนองบัว-ชุมแสง
หมู่ที่ ๗ ต.หนองบัว อำเภอหนองบัว 
๒๕  ธันวาคม ๒๕๕๔ 

ขออนุญาตนำข้อมูลชุมชนเรื่องพระพิรุณมาบันทึกเพิ่มอีกสักเล็กน้อย ในปลายปีที่ผ่านมา(๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๔)ได้ไปหาข้อมูลเรื่องพระพิรุณกับโยมลุงในตอนสายๆที่บ้านของท่าน โดยท่านได้ให้ข้อมูลตรงกับคุณตาวาน บุญกิจ อายุ ๙๑ ปี ทุกประการ

ลุงเ่ล่าว่าปู่ไล้ พินแหลม คือพ่อของลุงนั่นเอง เป็นคนร่วมสมัยกับหลวงพ่ออ๋อย คือเกิดก่อนหลวงพ่ออ๋อยเพียงสี่ปี ดังนั้น ช่วงทำศาลาคนรุ่นนี้ในชุมชนส่วนใหญ่จึงได้ช่วยกันทำอย่างเต็มที่ ตา-ยาย ได้เล่าให้ลูกหลานจำกันต่อมาว่า ขณะสร้่างศาลานั้น ลูกคนโตของตาไล้-ยายก้อน ยังเล็กมากๆ คือลูกคนโตนั้นเกิดปี(๒๔๖๓-๒๕๔๙)

พ่อได้เล่าเรื่องพระพิรุณลากไม้จากป่าแถวๆหนองคอก สี่แยกหนองบัว สี่แยกต้นอีซึก มาทำศาลาวัดหลวงพ่อเดิม วัดหนองกลับให้ฟังบ่อยๆ ฟังจนลูกๆจำได้ ลุงบอกว่ารายละเอียดขของพระพิรุณนั้น จำลักษณะได้แย่นยำชัดเจนมากจากคำบอกเล่าของพ่อในตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ นับเป็นหนึ่งในสองท่านที่ยังสามารถจดจำเรื่องนี้ได้ตรงกัน

ในวันนั้น(๒๕ ธันวาคม๒๕๕๔)โยมลุงชู้ พินแหลมได้เล่าราวอื่นๆนอกจากเรื่องพระพิรุณให้ฟังด้วย ซึ่งเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับตัวลุงโดยตรงเลย คือเมื่ออายุ ๙ ขวบ(๒๔๘๖)พ่อไล้ แม่ก้อน พ่อแม่ของลุง ได้พาไปหาหลวงพ่อเดิมให้โกนผมแกละให้ ที่วัดหนองกลับ ซึ่งปีนั้นท่่านพักอยู่กุฏิหลวงพ่ออ๋อย หรือกุฏิกลอง(ปัจจุบบันคืออาคารพิพิธภัณฑ์ของวัด) 

ในครั้งนั้น มีเพื่อนบ้านที่มีอายุเท่ากันในหมู่บ้าน บ้านเนินตาโพที่พ่อแม่พาไปด้วยหนึ่งคนเป็นผู้หญิงคือโยมป้าเรียน โอภาษี (ปัจจุบันป่วย เดินไม่ได้)

เรื่องนี้เกี่ยวความเชื่อของคนโบราณ หลังจากทำพิธีโกนผมไฟแล้ว เด็กก็จะไว้ผมแกละ ผมจุก ผมเปีย เมื่อย่างเข้าวัยรุ่นหรือเริ่มโต ส่วนมากก็จะนิยมตอนอายุ ๙ ขวบ พ่อแม่ก็จะพาไปหาพระสงฆ์ให้โกนหรือตัดผมเปีย ผมจุก ผมแกละให้ ซึ่งในสมัยก่อนนั้นการตัดหรือโกนผมแกละ ผมเปีย ผมจุกของเด็กนั้น จะมีพิธีกรรม ความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้องนำวันเดือนปีเกิดของเด็กไปให้โหรหาฤกษ์ให้ จึงจะทำพิธีได้ วันไหนโกนจุกได้ วันไหนห้ามโกนจุก

ในวันโกนจุกโดยหลวงพ่อเดิมครั้งนั้น มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปตามธรรมชาติของสังขารร่างกายมนุษย์เราคือกิน ขับถ่าย ผายลม เรื่องนี้เวลาคนเก่าๆเล่าให้ฟังทีไร ทั้งคนเล่าและคนฟังก็จะขำไปด้วยกันทุกที คือในขณะที่หลวงพ่อกำลังโกนผมเปียอยู่นั้น หลวงพ่อท่านก็ขยับตัวไปมา ในจังหวะที่ท่านขยับตัวนั้นพอดี ก็มีเสียงผายลมจากหลวงพ่อดังออกมาด้วย(หลวงพ่อเดิม ตด : ลุง ป้า ท่านใช้คำนี้ เลยขออนุญาตใช้ตามท่าน) คนอื่นได้ยินก็แค่อมยิ้มเท่านั้น แต่ป้าเรียนซึ่งเป็นเด็ก กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ พอได้ยินเ้สีงดัง ก็ปล่อยก๊ากทันทีเลย หลวงพ่อเดิมได้ยินเด็กหัวเราะ ท่านก็ฺไม่พูดอะไร เพียงแต่มีเสียงหัวเราะในลำคอของท่่านดังฮึ! ออกมาเ่ท่านั้น(ขออนุญาตเล่าเรื่องนี้ไว้ เพราะคิดว่าไม่มีอะไรเสียหาย หรือไม่เหมาะควร แต่ถ้าไม่เหมาะสม ก็ขออภัยต่อทุกๆท่านไว้ในที่นี้ด้วย)

  • เมื่อตอนก่อนสิ้นปี๒๕๕๔(ปลายเืดือน ธันวาคม)
  • ในเช้าวันหนึ่งได้ถ่ายภาพสระน้ำวัดหลวงพ่ออ๋อย วัดหนองกลับ
  • สระน้ำของวัดมีสองสระ เนื้อที่ทั้งสองสระประมาณยี่สิบไร่
  • ซึ่งบริืเวณสระดังกล่าวนี้ เดิมเคยเป็นที่ตั้งวัดในหรือวัดหนองบัวมาก่อน
  • แต่เมื่อยุบสองวัดรวมกันแล้ว ที่ตั้งวัดหนองบัวหรือวัดใน ก็ได้ถูกนำมาใช้ขุดสระวัดแทน ดังปัจจุบัน



 

มหายน : อาจารย์พยนต์ โอภาษี : มหาเปรียญมหาบัณฑิตจากอินเดียยุคแรกๆของชุมชนหนองบัว ต่อจากยุคแรกสุดคือหลวงพ่อพระเทพสิทธินายก(ห้อง ท้วมเทศ)

                                   
                                   นามบัตรอาจารย์พยนต์ โอภาษี(อาย ๗๐ ปี) ได้พบท่านในงานศพท่านพระครูสงวน โอภาษี(๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๔)และได้ขอนามบัตรนี้ไว้ ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ ทำกิจการส่วนตัวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยเปิดคลีินิคชื่อ "โอภาษีคลีนิกการแพทย์แผนไทน" อยู่ที่จังหวัดสุรินทร์

  • ชื่อมหายนนี้ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก รู้ว่าท่านเป็นคนอยู่บ้านโคกมะตูม ตำบลหนองบั นามสกุลโอภาษีนี้ ในหนองบัวถือว่าเป็นนาสกุลใหญ่ นามสกุลดังนามสกุลหนึ่ง
  • รู้จักแต่ชื่อมาตลอดไม่เคยเห็นตอนที่ท่านอยู่ในเพศบรรพชิตเลย ลาสิกขาแล้วท่านก็ไม่ได้กลับมาอยู่หนองบัวด้วย ก็เลยไม่ได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว(ไม่เคยพบท่านด้วย) 
  • กำลังจะหาโอกาสรวบรวมมหาเปรียญของหนองบัวก็ยังไม่พร้อมสักที เ่ท่าที่นึกได้คร่าวๆในตอนนี้อาจารย์หมาพยนต์น่าจะเป็นมหาเปรียญคนแรกของตำบลหนองบัวและรวมทั้งคนในเขตบ้านในด้วย ได้เจออาจารย์ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ว่าจะสอบถามหลายเรื่องหลายราวในหนองบัวก็เลยไม่มีโอกาสอีกตามเคย
  • ฟังมาแบบรวบรัดย่อๆว่าท่านบวชเรียน บวชแล้วไปอยู่วัดหัวเมือง: วัดนครสวรรค์ จากนครสวรรค์ไปอยู่วัดเบญจมบพิตรฯ กรุงเทพฯ จากนั้น ไปเรียนต่อที่ประเทศอินเดีย จบปริญญาโทจากอินเดีย 
  • สันนิษฐานต่อไปว่าท่านน่าจะเป็นพระจากหนองบัวรูปแรกซะละมั้งที่ไปเรียนต่อถึงประเทศอินเดีย ในช่วงที่ศึกษาอยู่ ไม่มีคนส่งเรียนไม่มีทุนการศึกษา ทุนที่ได้ก็ได้จากญาติพี่น้องของท่านที่บ้านโคกมะตูก ตำบลหนองบัวนี่เอง 
  • ญาติพี่น้องทำนาทำไร่ ขายข้าวได้ก็แบ่งเป็นกองทุนงบการศึกษาให้พระได้ใช้เล่าเรียน ญาติพี่น้องได้ทำเช่นนี้อยู่หลายปี หมดเงินไปเยอะ แต่พระคุณเจ้าก็ไม่ทำให้ญาติพี่น้องผิดหวัง ศึกษาจนสำเร็จเป็นมหาเปรียญ มหาบัณฑิตสมปรารถนา 
  • สึกออกมาได้ข่าวว่ารับชาการอยู่กระทรวงสาธารณสุข จนเกษียณก็ไม่มีโอกาสได้รู้จักท่านสักที 
  • จนเมื่องานศพท่านพระครูสงวน จึงได้พบปะพูดคุยกับท่าน พอดีตอนไปงานศพท่านพระครูได้นำหนังสือทำเองจากเวทีคนหนองบัวไปหลายเล่ม เมื่อท่านจะเดินกลับจังหวัดสุรินทร์ จึงได้มอบหนังสือดังกล่าวไปหลายเรื่อง 
  • ได้ทราบแนวคิดดีๆจากญาติของท่านที่อยู่บ้านโคกมะตูม โดยญาติเล่าให้ฟังว่ามหายนเคยปรึกษาหารือกับคุณครูสุธี นาคสุทธิ์ อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลหนองบัว(เทพวิทยาคม) ท่านอยากทำบันทึกชุมชนหนองบัว โดยจัดหาที่ดินสักแปลงสร้างเป็นอาคาร วัตถุประสงค์คือจะรวบรวมสืบค้นความเป็นมาของตระกูลหรือนามสกุลต่างๆในหนองบัว 
  • เสร็จแล้วให้นำข้อมูลทั้งหมดมารวมอยู่ในที่ดังกล่าว ญาติบอกว่าได้ยินคุยกันมานานแล้ว เรื่่องนี้โยมได้เล่าให้อาตมาทราบหลังจากที่อาจารย์กลับไปสุรินทร์แล้ว
  • เลยไม่ได้สอบถามเรื่องนี้จากตัวท่าน นี่ก็ได้นามบัตรท่านมาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้โทร.คุยกับท่านสักที 
  • แนวคิดนี้ดีจริงๆ ถูกใจและชอบมากเลย ขอเชียร์และสนับสนุนเต็มที่ และก็ญาติๆของท่านอีกนั่นแหละที่ได้บอกว่ามหายนมีที่ดินที่เชียงใหม่ แต่ลืมรายละเอียดไปแล้วว่าอยู่อำเภอไหน 
  • ที่อาจารย์วิรัตน์ ทราบข้อมูลมาก็ถือว่าใช่ท่านแน่นอน เดี๋ยวอย่างไร ถ้าติดต่อท่านได้ และช่วงที่ท่านเิดินทางไปพักอยู่ที่เชียงใหม่ ถือว่าใกล้ๆบ้านอาจารย์วิรัตน์แล้ว
  • อาตมาว่างน่าจะได้ไปเยี่ยมญาติจากหนองบัวที่นี่สักครั้ง ไปคราวเีดียวได้พบสองท่าน ได้นอนทั้งสองบ้านเลยนะเนี่ย(ขอจองกฐินล่วงหน้าไว้ก่อน ก็แล้วกัน)
  • บทความที่เขียนเกี่ยวกับอาจารย์พยนต์ รู้สึกจะมีคำผิดหลายคำจัง
  • แต่คำที่ผิดนั้น พอจะอ่านได้ใจความไม่ยากเท่าไหร่ เลยปล่อยไปก่อน
  • ส่วนคำผิดที่ต้องแก้อย่างด่วนเลย คือคำว่าอาจารย์หมายนต์ แก้เป็นอาจารย์มหาพยนต์
  • คำทำนองนี้เคยผิดมาแล้วครั้งหนึ่งที่เขียนถึงพระอาจารย์มหาคล่อง โดยครั้งนั้นอาจารย์วิรัตน์ฺเป็นผู้ตรวจปรู๊ฟให้
  • วันนี้(๒๐ มกราคม ๒๕๕๕)เวทีคนหนองบัวมีผู้เข้าเยี่ยมชมเกินครึ่งแสนแล้ว(๕๐,๑๙๗ คน/ครั้ง) 
  • ระยะนี้เวทีคนหนองบัว มีสถิติคนเข้ามาอ่านแต่ละวันเป็นจำนวนมาก
  • เมื่อคืนตอนเข้ามาแก้คำผิดก่อนสี่ทุ่ม จำนวนผู้อ่านประมาณ ๔๙,๓๘๐ กว่าๆ
  • พอเช้าวันนี้ มาดูอีกทีเกินห้าหมื่นแล้ว
  • ขอขอบคุณผู้อ่านที่ให้เกียรติเข้ามาเยี่ยมชมเวทีคนหนองบัว 
  • เห็นแล้วให้เกิดสนุก คึกคัก กระชุ่มกระชวยในหัวใจไปด้วยเลยนะครับ เมืท่อวานก่อนแม่ผมก็ได้บอกว่าท่านพระอาจารย์มหาแลกับท่านพระอธิการโชคชัยได้เดินทางไปนั่งคุยกับชาวบ้านหนองบัวและเก็บข้อมูลต่างๆ
  • เมื่อวานนี้ได้ขึ้นเวทีดำเนินการเสวนาในงานมหกรรมสุขภาพชุมชนครั้งที่สองที่อิมแพคเมืองทองธานี ก็ได้เจอ ผอ.พนม จันทร์ดิษฐ์ อาจารย์พนมก็เล่าให้ฟังด้วยเช่นกัน สักพักหนึ่ง น้องสาวผมและคุณครูของโรงเรียนหนองบัว ก็บอกกล่าวทางโทรศัพท์ให้ผมทราบอีก เรียกว่าพระคุณเจ้าทั้งสองไปหนองบัวนั้น ก็ได้ต้อนรับและรู้กันทั่วเลยทีเดียว
  • ขออนุโมทนาและร่วมเป็นพลังใจด้วยครับ

เรียนท่านพระอาจารย์มหาแล เจริญพรโยมอ.ดร.วิรัตน์ และเวทีคนหนองบัวทุกท่าน

กระผมรู้สึกอบอุ่นและมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นหลังจากไปพบเครือข่ายครู ชาวบ้านชุมชนอำเภอหนองบัว และเยี่ยมเยียนตามโรงเรียนต่างๆ จะพยายามเขียนงานให้ดีที่สุดครับ.

                          
                          หลวงพ่อเดิม พุทธสโร วัดหนองโพ(๒๔๐๓-๒๔๙่๔)

การบูรณะพัฒนาวัดหนองกลับ อำเภอหนองบัว ของพระครูนิวาสธรรมขันธ์ : หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖-๒๔๙๓   

  • หลวงพ่อไกร  ฐานิสฺสโร(ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์,หน้า ๑๒) กล่าวถึงการพัฒนาวัดหนองกลับของหลวงพ่อเดิมไว้  ดังนี้
  • พ.ศ. ๒๔๖๖ สร้างศาลาการเปรียญอาคารทรงไทย เสาไม้เต็งรัง เสาไม้ขนาดใหญ่ หลวงพ่อเดิมตั้งใจสร้างให้เสาใหญ่   เป็นที่ปรากฏตลอดไป สิ้นค่าก่อสร้าง ๑๐,๐๐๐ บาท
  • พ.ศ. ๒๔๖๗  สร้างกุฏิ อาคารไม้ จำนวน  ๕ หลัง  และทำการขุดสระ  ๑  ลูก  เนื้อที่  ๘  ไร่  สร้างรั้ววัดเป็นเสาไม้มะค่าโดยรอบ
                                    
                                    เขียนโดยหลวงพ่อไกร ฐานิสฺสโร เจ้่าอาวาสวัดหนองกลับ
หลวงพ่อเดิมได้บูรณะวัดหนองกลับใหม่หมดทั้งวัด  : พระมหาเถระผู้บูรณะวัดหนองบัว – หนองกลับ
  • พ.ศ. ๒๔๗๔  สร้างอุโบสถ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหลัง คือ เทคอนกรีตแทน กระเบื้อง กว้าง  ๗  เมตร  ยาว   ๒๑  อุโบสถสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๖๓  บูรณะโดย หลวงพ่อเดิม สร้างใหม่แทนอุโบสถหลังเก่า
                                      
                                      ปกหลังหนังสือประวัติวัดหนองกลับ
 เลือดนักพัฒนา : ของหลวงพ่อเดิม
  • หลวงพ่อไกร  ฐานิสฺสโร  เขียนไว้ในหนังสือประวัติวัดหนองกลับ(ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์, หน้า ๓๒)เรื่องการพัฒนาของหลวงพ่อเดิมว่า ....หลวงพ่อเดิมท่านได้พัฒนาคนหนองบัวให้เป็นคนขยัน ทดทน และเชื่อผู้นำโดยในสมัยท่านมาบูรณะวัดหนองบัว-หนองกลับนั้น ท่านชักนำให้รู้จักทำงานส่วนรวมทุกปี มิได้ขาดจนเป็นนิสัย เช่น 
  • (๑) ให้ทอดผ้าป่ากลางเดือน ๑๒  ทุกปีพร้อม ๆ กัน เป็นผ้าป่าประเพณีทอด อุทิศส่วนกุศลให้ ผู้ตาย จนถึงทุกวันนี้ชาวหนองบัวยังถือปฏิบัติสืบมา (๒) ให้ประชาชนขุดสระน้ำเพื่อความเจริญของท้องถิ่นทุกปี ปีละ  ๑  หลุมต่อครัวเรือน  ชาวหนองบัวได้ขุดสระน้ำกันมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๐  (๓) ประเพณีบวชนาคหมู่ ซึ่งชาวหนองบัวได้ถือปฏิบัติจนถึงทุกวันนี้  (๔) ให้ประชาชนขนทรายเข้าวัดทุกปี ในงานเทศกาลสงกรานต์ ขณะนี้ยังนิยมทำตลอดมา  (๕) เวลาก่อสร้างเสนาสนะ จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างทุกคน เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจ รักใคร่ในสิ่งที่ตนสร้าง อย่างเมื่อสร้างอุโบสถ  วัดหนองบัว -หนองกลับ ทรายผสมปูนซึ่งใช้เป็นจำนวนมาก ท่านให้ประชาชนทุกคนไปขนทรายมา ด้วยการให้คนหามทรายมาร่วมสร้าง  คนจนก็มีส่วนในการสร้างทุกคน
  • ด้วยเหตุนี้ เมื่อทางราชการต้องการพัฒนาชุมชนให้เกิดความสามัคคี  จึงสัมฤทธิ์ผลได้ดี  เพราะหลวงพ่อเดิมท่านได้วางรากฐานให้คนหนองบัวจนเป็นนิสัยนั่นเอง

ข้อมูลจาก :  หนังสือประวัติวัดหนองกลับ  ตำบลหนองกลับ  อำเภอหนองบัว  จังหวัดนครสวรรค์  โดย หลวงพ่อไกร  ฐานิสฺสโร  เจ้าอาวาสวัดหนองกลับ (ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์)



ก่อนไปงานศพท่านพระครูสงวน(๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๔)ที่หนองบัว ไม่กี่วันได้ไปเยี่ยมเว็บไซต์ อบจ.นครสวรรค์ ได้พบข้อมูลความรู้ของเมืองสี่แควอย่างมากมาย มีเรื่องราวต่างๆ ที่ทางเว็บไซต์นำมารวบรวมไว้ มีครบทุกอำเภอ(๑๕ อำเภอ)

ข้อมูลของแต่ละอำเภอนั้น มีทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม  ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตชุมชน เข้าไปที่นั่นที่เดียวได้ความรู้ทั้งจังหวัดเลยทีเดียว

ทางเว็บไซต์ได้จัดทำในรูปนิตยสารออนไลน์ ชื่้ออบจ.นครสวรรค์ e-Magazine มีห้องแสดงภาพสวยงาม อ่านในเว็บก็สะดวก โหลดนำไปอ่านก็ได้

ได้ลองโหลดข้อมูลทั้ง ๑๕ เก็บไว้ แล้วรวมเล่มได้เกือบสามสิบหน้า ปริ้นออกมาเย็บเล่มก็สวยงามดี ภาพข้างล่างที่นำมาให้ดูนี้เป็นภาพหน้าปกที่ทางเว็บไซต์จัดทำไว้ อาตมานำมาเข้าเล่ม โดยจัดเรียงข้อมูลแต่ละำอำุเภอตามตัวอักษร เห็นว่าน่าสนใจเลยนำมาให้ดู และอยากเชิญชวนชาวหนองบัวและผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเวทีคนหนองบัว และผู้ที่สนใจ แวะไปชมได้ตามอัธยาศัย 

ที่มาเว็บไซต์อบจ.นครสวรรค์ตามเข้าไปอ่านได้เลย http://www.nsezine.com/handbook.html

                           
                           หน้าปก : ๑ อำเภอ : ๑ แหล่งท่่องเที่ยว : จังหวัดนครสวรรค์
 

ขออภัย หน้าเว็บไซต์ที่แนะนำไว้ข้างบนนั้น เป็นหน้าเว็บที่ทางผู้จัดทำนิตยสารออนไลน์แนะนำวิธีใช้แมกกาซีน เมื่อเข้าไปในเว็บดังกล่าวแล้ว จะไปหน้าอื่นๆต่อไป ก็ไปไม่ได้

เลยต้องไปนำเว็บไซต์หน้าหลักของเว็บไซต์อบจ.นครสวรรค์มาให้ใหม่แทน เข้าไปเว็บนี้แล้ว สามารถอ่านได้ครบทุกคอลัมน์

http://www.nsezine.com/

  • นึำกๆไปก็ขำตัวเองเหมือนกันเนาะ
  • ที่จริงทั้งเว็บแรกและเว็บที่สองนั้น สามารถเข้าไปอ่านในหน้าอื่นๆได้ทั้งหมดเหมือนกันนั่นแหละ
  • นี่ละหนอคนโลเทค มองอะไรก็ไม่ชัดเจน กลัวคนอื่นจะงง ที่ไหนได้ ตัวเองงงซะเองเป็นซะงั้น เฮ้อแย่จัง
  • วันนี้ได้เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์วัีดหนองกลับ ซึ่งจัดทำโดยคุณครูบุษกร ปนสันเทียะ ครูโรงเรียนหนองบัว
  • ในเว็บดังกล่าวได้นำข้อมูลวัดหนองกลับไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศในกลุ่มอาเซียนทั้งหมด ๙ ภาษา(รวมทั้งไทยด้วย ๑๐ ภาษา) คือไทย,ลาว,พม่า,กัมพูชา,มาเลเซีย,สิงคโปร์,เวียดนาม,บรูไน,อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์
  • คุณครูบุษกร กล่าวถึงเหตุผลในการแปลเป็นภาษาต่างประเทศเมื่อตอนไปขออนุญาตเจ้าของบทความคือดร.วิรัตน์(๓ ตุลาคม ๒๕๕๔)ว่า "นื่องจากจะมีการแข่งขันโครงงานคอมพิวเตอร์ งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ปี 54 ทางโรงเรียนจึงอยากนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเอกลักษณ์ของอำเภอหนองบัวออกสู่สายตาชาวอาเซียนในรูปของเว็บไซต์ "
  • ในกลุ่มอาเซียนนี้อ่านได้ภาษาเดียวคือภาษาลาว


ที่มา http://www.nongbua.ac.th/nk/laos.html

  • ขออนุญาต เขียนภาษาลาวด้วยอักษรไทย โดยเขียนตามเสียงอ่าน ดังนี้
  • วัดหนองกับ วัดหนองกับ เป็นวัดที่เก่าแก่ของอำเภอหนองบัว เป็นสูนรวมทางจิตใจและเป็นสูนกางในกานให้กานสึกสาแก่ลูกหลาน ของประซาซนซุผู้ซุคนในอำเภอหนองบัวมาย่างดนนาน ในเอกกะสานหลายบ่อนก่าวไว้ว่าเป็นวัดที่ส้างแปงมาตั้งแต่สะหมัยลัดชะกานที่ ๒(ในลาดชะวงจักกีของไท)
  • เมื่อวันที่๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ได้พาโยมพ่อ น้องๆหลานๆและญาติจากบ้านเนินตาโพ ไปไหว้พระบาท : พระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี
  • ก่อนบวชอายุประมาณ ๑๐-๑๕ ปี ได้เ่คยไปไหว้มาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนั้นไปกับญาติผู้ใหญ่เป็นส่วนมาก สมัยนั้น ถนนสายหนองบัว-ชัยภูมิ,ถนนหนองบัว-ตากฟ้า- หนองบัว-วังทอง ยังไม่ได้สร้างเลย
  • ไปพระบาทครานั้น จึงต้องเดินทางหลายทอด เริ่มแต่นั่งรถเมล์โดยสารจากหนองบัว ไปลงที่ชุมแสง จากนั้นก็ขึ้นรถไฟ ไปลงที่สถานี่ลพบุรี นับเป็นการขึ้นรถไฟครั้งแรกของชีวิตเลยทีเดียว ต่อรถจากจังหวัดลพบุรี ไปลงที่อำเภอพระพุทธบาท
  • นั่งรถหลายต่อขนาดนี้ ไม่มีโอกาสไปกลับภายในวันเดียวได้ ต้องพักค้างคืนที่วัด ประสบการณ์จากการนอนวัดครานั้น เล่าสู่กันฟังโดยไม่มีวันลืมเลย คนไปครั้งนั้น เป็นช่วงที่วัดมีงานนมัสการพระบาทพอดี คนเลยเยอะแยะไปหมด
  • ตกกลางคืนผู้แสวงบุญทั้งหลายก็นอนรวมกันที่ศาลา คนมากอย่างนี้ก็ไม่ต้องกางมุ้งกันแล้ว ทางวัดจัดบริการให้เสื่อ กับหมอน หมอนนี่แหละที่หลายคนยังจำได้ดีจริงๆ หมอนทำด้วยปูนซีเมนต์ ขนาดเท่าหมอนพอดี ทั้งหนักทั้งแข็งเป๊กทีเดียว
  • เคยนอนหนุนหมอนยัดนุ่นที่ว่าแข็งๆ ตื่นเช้ามาคอเคล็ด ก็เทียบไม่ได้กับหมอนปูนซีเมนต์
  • ไปกันหลานคน แต่มีเพียงสามคนเท่านั้นที่ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกลับบ้าน
  • ของที่ระลึกจากพระบาทครั้งนั้น คือไม้ตะพด คิดว่าคนที่ไปพระบาทยุคนั้น คงซื้อไม้ตะพดกลับบ้านทุกคน ทำไม้ตอ้งซื้อ ที่ซื้้อก็เพราะจะได้เอาไปเคาะระฆังที่มีเป็นร้อยใบ ที่แขวนไว้ที่ระเบียงทางขึ้นมณฑปรอยพระบาท(ทางวัดไม่มีบริการให้เหมือนสมัยนี้)
  • เหตุที่ไปพ.ศ.๒๕๕๕ นี้ ก็เพราะผู้เฒ่าผู้แก่ เคยปรารภบ่อยๆว่าก่อนตายอยากจะไปไหว้พระบาทสักครั้ง หรือพูดในทำนองว่าสงสัยจะตายเปล่าเสียแล้วเรา เห็น่าจะไม่ได้ไปไหว้พระบาทกับเขาซะแล้วประมาณนี้ สมัยนี้ลูกหลานมีรถยนต์ส่วนตัวกันหลายคน หลายคราที่กล่าวอาสาว่าจะพาไป แต่ก็ยังไม่่ว่างติดภาระกิจการงานกัน
  • ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ ขึ้นพ.ศ.ใหม่ได้ไม่นาน รถว่างคนขับว่างพอดี ก็เลยได้ไปกันในวันนี้
  • ก่อนจะได้ชมพระบาทในสมัยปัจจุบัน ขออนุญาตพาไปชมพระบาทเมื่อเกืือบสี่สิบปีกันก่อน
Large_ttttt00004
ญาติๆที่ไปพระไหว้พระบาทครั้งก่อน : ถ่ายรูปทางขึ้นหน้ามณฑป(รอยพระบาทอยู่ในมณฑป) ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๗-๒๕๑๙ ไปกันหลายคน แต่ที่ถ่ายรูปไว้ดูมีเพียงสามคนนี้


นี่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ เช้ามืดก่อนเดินทาง น้องๆก็ตระเตรียมสะเบียงให้พร้อม


ซุ้มประตูวัดพระพุทธบาท ติดถนนใหญ่ ห่างจากวัดประมาณ ๑ กิโลเมตร

ออกเดินทางประมาณ ๐๘.๓๐ น. ถึงพระบาท เพลพอดี




กินข้าวเสร้จแล้ว ก็ขึ้นไปปิดทองรอยพระบาทกัน

ญาติโกโหติกาและหลานๆ

โยมป้าและหลานๆบนเขา


หลานๆถ่ายรูปหน้าพระพุทธฉาย บนยอดเขา

ปัจจุบันทางวัดมีไม้ตะพดไว้บริการ(สมัยก่อนต้องซื้อจากแม่ค้าในวัด ตีระฆังแล้วก้นำกลับบ้าน)

ทางขึ้นมณฑปด้านข้าง(ทิศตะวันตก วิวสวยกว่าทางขึ้นด้านหน้า)

โยมพ่อเสียดายไม่ได้ไปดูบ่อพรานบุญล้างเนื้อ ซึ่งอยู่ที่ภูเขาอีกลูกหนึ่ง ช่วงนี้ไม่มีเจ้่าหน้าของวัดคอยดูแล เลยไม่ให้นักท่องเที่ยวไปชม เกรงจะไม่ปลอดภัย(ช่วงมีงานปิดทองพระบาท จะอนุญาตให้ผู้แสวงบุญไปชมได้ตลอดงาน)

ถ่ายมุมสูงจากภูยอดเขา

เนื่องจากในวันนั้นไม่ตรงกับวันเสาร์ วันอาทิตย์ เลยทำให้ผู้คนไม่มาก ซึ่งก็สะดวกดีหลายประการ ถ้าไปในช่วงมีงานหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์คนก็จะเยอะแน่นวัด แออัดไม่สะดวกสำหรับผู้สูงอายุเท่าไหร่ วันนั้นปิดทองขึ้นเขาไปกราบพระ ชมบริเวณวัดจนบ่ายแก่ๆ ก็เดินทางกลับ

โยมป้าดีใจบอกว่ามีบุญที่ได้มาไหว้พระบาท เราฟังแล้วก็ชื่นใจสุขใจดีไม่น้อย


 

เรียนท่านพระอาจารย์มหาแล

ถ้าได้ไปนมัสการกราบไหว้สักครั้งหนึ่งในชีวิต..หน้าจะเป็นมงคลชีวิตในปีใหม่นี้น่ะครับ

บ่อพรานล้างเนื้อที่โยมพ่ออยากจะไปดู แต่วันนั้นไม่ได้ไปดู กลับมาถึงบ้านได้บอกโยมว่าเดี่ยวกลับไปพิษณุโลก จะลองหาข้อมูลและภาพมาให้ เมื่อสองวันก่อนได้ค้นในอินเตอร์เน็ท ก็เจอทั้งภาำพและข้อมูลสั้นๆในเว็บแห่งหนึ่ง เลยขออนุญาตนำมาให้อ่านกัน ดังนี้

                                                 บ่อพรานล้างเนื้อ

Rangers cleared the pond drained.

     Rangers cleared the pond drained.
     ภาพบ่อพรานล้างเนื้อจากเว็บนี้ : http://www.mochit.com/place/2360

ถึงบ่อหนึ่งมีน้ำคำบุราณ 
ว่าบ่อพรานล้างเนื้อที่ในไพร
พิเคราะห์น้ำสมคำบุราณกล่าว 
ยังมีคาวเหม็นหืนจนคลื่นไส้ 

ที่ตั้ง : บ่อพรานล้างเนื้อ ตั้งอยู่ที่ ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี  ในบริเวณเดียวกับพระพุทธบาททางด้านใต้

ความสำคัญ : ลักษณะเป็นบ่อหินขนาดย่อม   ภายหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงก่อเสริมปากบ่อขึ้นบริเวณปากบ่อมีรอยเข่าคน ใกล้ๆ กันนั้นเป็นลานหินลาด และมีหลุมขนาดเท่ากระป๋องนมลึกลงไป เล่ากันว่า บ่อน้ำแห่งนี้เป็นบ่อที่พรานบุญนำเนื้อที่ล่าได้มาล้างเป็นประจำ จนปากบ่อเกิดเป็นรอยเข่า  ส่วนหลุมที่ลึกลงไปนั้นเป็นรอยที่พรานบุญปักหอกไว้ขณะล้างเนื้อ  หลุมปักหอกของพรานบุญนี้มีน้ำไหลออกมาตลอดทั้ง

ข้อมูลและบทกลอนจากเว็บนี้ :(http://www.sb.ac.th/linkthai/taewprabad1/sec05p07.html)

บทกลอนที่กล่าวถึงบ่อพรานล้างเนื้อนั้น ในเว็บดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าใครเป็นผู้แต่ง(ถ้าจะให้สันนิษฐาน อาตมาจะสันนิษฐานในเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นท่านกวีเอกแห่งกรุงรันตโกสิทนร์คือสุนทรภู่เป็นผู้แต่ง โดยจะนึกไปถึงงานเขียนของท่านชิ้นหนึ่งที่เขียนเกี่ยวกับสถานแห่งนี้โดยตรงเลย นั่้นก็คือนิราศพระบาท(ใครทราบเรื่องนี้แล้ว จะช่วยให้ข้อมูลหน่อยก็ดี)
 

ท่านอธิการโชคชัยครับ

  • คนโบราณเชื่อว่าชีวิตนี้ถ้าได้ไปกราบไหว้สถานที่ัศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในสามของเมืองไทย แห่งใดแห่งหนึ่งคือพระบาท สระบุรี,พระแท่นดงรัง กาญจนบุรี,พระแท่นศิลาอาสน์ อุตรดิตถ์ ชีวิตจะไม่ไปทุคติครับ ความเชื่อนี้มีิอิทธพลต่อพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนอย่างยาวนาน ตราบเท่่าทุกวันนี้ แม้ปัจจุบันความเชื่อนี้จะดูลดลงไปบ้างก็ตาม
  • สมัยหนึ่งคือสมัยอยุธยาคนไทยไม่ทราบว่ามีรอยพระบาทอยู่ในประเทศ จึงคราหนึ่งคณะสงฆ์จากอยุธยาได้เดินทางไปนมัสการรอยพระบาทที่ประเทศลังกา(ศรีลังกา) ไปถึงลังกาพระลังกาถามว่าทำไมพวกท่านจะต้องลำบากลำบนเดินทางมาไหว้พระบาทถึงลังกาเล่า ก็ที่ประเทศไทยก็มีรอยพระบาทอยู่แล้ว
  • เมื่อท่านกลับประเทศก็ได้แจ้งให้ทางบ้านเมืองทราบ แล้วทางการก็ได้ส่งคนไปช่วยค้นหารอยพระบาท แล้วก็มาสืบทราบว่ามีรอยพระบาทบนเขาแห่งหนึ่งที่เมืองสระบุรี(อำเภอพระพุทธบาท)
  • สมัยโบราณการไปนมัสการพระบาทถือเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญมากๆ ต้องใช้ความอุตหาสะวิริยะอย่างแรงกล้าเลยทีเดียวเชียว สมัยนั้นการเดินทางคงลำบากมากและต้องใช้ความอดทนอย่างสูงยิ่ง การไปมายากเช่นนี้ ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกว่าการไปได้ไหว้สถานที่ศักด์สิทธิ์แม้สักครั้งเดียวในชีวิต ก็จะเกิดความภูมิใจได้ความอิ่มบุญมีปีติ มีพลังชีวิตอย่างล้นเหลือ สุขใจอย่างไม่รู้ลืม จนถึงขั้นที่ว่าสามารถนำชีวิตไปสู่สรางสวรรค์นั่นเทียว 
  • เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแล,ท่านพระอธิการโชคชัย
สวัสดีชาวอำเภอหนองบัวใน gotoknow และทุกท่านครับ

  • ขอร่วมแสดงความภาคภูมิใจกับคุณครู โรงเรียนหนองบัว และลูกหลานของเวทีคนหนองบัว ที่สามารถริเริ่มทำสื่อการเรียนรู้ทางสังคมจากชุมชนท้องถิ่น ของสังคมไทย กับเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน รวมไปจนถึงผู้อ่านทั่วโลก
  • เป็นความร่วมแรงร่วมใจกันของชุมชนเพื่อระดมพลังสนับสนุนการพัฒนาเด็กๆและโรงเรียน ของเวทีคนหนองบัวของเราที่น่าสนใจมากอย่างยิ่งมากเลยนะครับ เป็นอิฐก้อนแรกๆ ที่เป็นการริเริ่มและก้าวเดินออกจากสิ่งที่มีอยู่ในความเป็นตัวของตัวอย่างแท้จริงของหนองบัว ที่งอกเงยออกมาจากการช่วยกันคนละนิดละหน่อย ที่เป็นตัวอย่างให้เกิดความมั่นอกมั่นใจได้เป็นอย่างดีว่า หากช่วยกันค่อยๆทำอย่างนี้สั่งสมไปเรื่อยๆแล้วละก็ พลังสังคมเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ ย่อมสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นจากตนเองได้อีกมากเลยนะครับ 
  • ขอร่วมอนุโมทนากับแรงกายแรงใจของพระคุณเจ้าพระอาจารย์มหาแลและทุกท่านในความงอกงามเล็กๆนี้ด้วยครับ ในฐานะได้มีส่วนร่วม ผมเองก็พลอยได้มีกำลังใจและดีใจไปด้วยครับ จะหาโอกาสวิเคราะห์และถอดบทเรียนสะสมไปด้วย  เพื่อให้ความริเริ่มของหนองบัว ได้นำร่องเป็นความรู้และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติให้กับที่อื่นๆของประเทศไปด้วยนะครับ
  • ขอบันทึกความประัทับใจไว้อีกสักครั้ง สืบเนื่องจากเมื่อเช้าวันที่๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา มีผู้เข้ามาเยี่ยมเวทีคนหนองบัวห้าหมื่นเศษๆ(๕๐,๑๙๗ คน/ครั้ง) 
  • จากวันนั้น(๒๐ มกราคม) ถึงวันนี้ คือวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ประมาณ ๑๘.๔๕ นาที (รวม เฉพาะ ๔ วันที่ผ่านมา มีผู้่เข้ามาอ่านรวม ๑๐,๕๒๓ คน/ครั้ง)
  • รวมทั้งหมด ได้หกหมื่นกว่าๆ(๖๐,๗๒๐ คน/ครั้ง)
  • ขอฉลองสถิติหมื่นที่หกด้วยความยินดี


บันไดขึ้นเขา : เขาวัดพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท สระบุรี พาญาติขึ้นไปไหว้พระ(๑๐ มกราคม ๒๕๕๕)

เมื่อกลางเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา เพิ่งจะมีคนเข้ามาคลิ๊กครบ ๔ หมื่นคน/คลิ๊ก
ซึ่งก็น่าประทับใจมากอยู่แล้วนะครับ แต่ตอนนี้ ผ่านไปเพียงเดือนเดียว ก็มีจำนวนการคลิ๊กเพิ่มขึ้นมาอีก ๒ หมื่นคลิ๊ก/คน รวมเป็นกว่า ๖ หมื่นคลิ๊ก/คนแล้ว กระโดดพรวดพราดเลยนะครับ 

  • เมื่อปลายที่แล้ว(ธันวาคม ๒๕๕๔)ได้เจอท่านอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครสวรรค์ คือโยมอุปถัมภ์  อินสุธา(อดีตสจ.เขตอำเภอหนองบัว)
  • ท่านได้เก็บภาพเก่าไว้ชุดหนึ่ง ซึ่งท่านเองก็ไม่ทราบรายละเอียดว่าภาพดังกล่าว ถ่ายที่ไหน เมื่อไหร่ ทำอะไร อย่างไร 
  • แต่มีอยู่ภาพหนึ่งที่มีภาพอาคารเรียนโรงเรียนหนองบัวเทพวิทยาคม(อนุบาลหนองบัว)หลังเก่าิิ ที่อยู่ติดถนนสายหนองบัว-ชุมแสงอยู่ด้วย ท่านอดีตสจ.สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นการระดมคนหนองบัวสร้างอาคารเรียนโรงเรียนหนองบัวเทพวิทยาคม สมัยนายอำเภออรุณ วิไรรัตน์ และมีภาพหลวงพ่ออ๋อย เจ้าอาวาสวัดหนองกลับในขณะนั้น คอยดูแลการก่อสร้างอยู่ด้วย
  • อาตมาได้นำภาพชุดนี้ไปให้พระอาจารย์ส้ม แก้วนิคม(อายุ ๖๗ ปี) ช่วยตรวจสอบบุคคลในภาพ ท่านพระอาจารย์จำบุคคลในภาพได้ชัดเจนสามท่านคือปู่โทน ขำสุข(ต่อมาเป็นเปลี่ยนเป็นสุขคนธ์) อยู่บ้านโคกมะตูม ต.หนองบัว ซึ่งปู่โทนนี้เป็นญาติกับอาตมาด้วย โดยท่านเป็นน้องของปู่ของอาตมาคือปู่กร่าง ขำสุข(ตามศักดิ์แล้ว ท่านก็เป็นปู่)
  • อีกสองท่านคือโยมไสว บุญรอด อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๑ ต.หนองกลับ อยู่บ้านโนนนายายแรม(ปัจจุบัน เป็นบ้านจันทร์แรม) ท่านเสียชีวิตไปแล้วเมื่อไม่นาน และทายกวัดหนองกลับ คือทายกทิศ อินแดน (อายุ ๗๔ ปี) อยู่บ้านโคกขี้เหล็ก ต.หนองกลับ
  • เมื่อได้ข้อมูลชัดเจนอย่างนี้ ก็ได้นำภาพดังกล่าวไปให้เจ้าตัวคือทายกทิศดู เมื่อดูแล้วปรากฏว่าท่านจำไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว จำไม่ได้ว่าถ่ายที่ไหน ทำอะไรกัน และทำที่ไหน(จำไม่ได้แม้ภาพตัวท่านเอง) คนที่จำภาพทายกทิศได้มีอยู่ ๓ คนคือพระอาจารย์ส้ม ลูกชายทายกทิศ และหลานปู่ของทายกทิศ หลานชายอยู่อนุบาลอายุ ๕ ขวบ 
  • อาตมาให้หนูน้อยดูภาพถ่ายโดยไม่บอกว่าคนไหนเป็นปู่ของเขา เด็กน้อยดูภาพไม่ถึงสองนาที สามารถชี้บุคคลในภาพได้เลยว่าปู่ของเขาคนไหน ทั้งสองภาพที่มีปู่ของอยู่ เขาสามารถบอกได้อย่างแม่นยำไม่พลาดเลย
  • จะไปถามคนบ้านใกล้กันคือผู้ใหญ่ไสว บุญรอด ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะท่านได้เสียชีวิตไปซะแล้ว ภาพชุดนี้ก็เลยยังเป็นปริศนาต่อไป
  • แต่ได้มาแล้ว ครั้นจะไม่นำเสนอเลย ก็กระไรอยู่ คิดอยู่หลายวัน ที่สุดก็อดใจไม่ได้ เลยขอนำมาฝากทุกท่าน ดังนี้(ใครทราบบุคคลในภาพที่ตอนนี้ ท่านเหล่านั้น เป็นผู้สูงอายุแล้ว อาจเป็นญาติเรา เป็นบุคคลที่เรารู้จัก ช่วยบอกมาหน่อยจะขอขอบคุณล่วงหน้า)

                    
                    หลวงพ่ออ๋อย เจ้าอาวาสวัดหนองกลับ
                     
                     มีคนกำลังปราศัย โดยชาวบ้านยืนฟังอย่างตั้งใจ
                     
                     รถกำลังลากไม้จากป่า คนหนองบัวเรียกรถด๊อด(ยุคนั้นทราบว่าทั้ง                                อำเภอหนองบัวมีไม่กี่คันเอง)
                     Large_lnn00023.
                     บุคคลในภาพที่มีศรชี้กลางภาพคือผู้ใหญ่ไสว บุญรอด ส่วนภาพศรชี้ทางขวามือคือทายกทิศ อินแดน
                     
                     บุคคลที่ศรชี้คือปู่โทน ขำสุข(สุขคนธ์)
                     
                     ภาพหมู่ชุดนี้ พระอาจารย์สัม แก้วนิคม ยืนยันว่าเป็นกลุ่มคนบ้านใน เขตตำบลหนองบัว ซึ่งท่านจำหน้าได้เป็นบางท่าน แต่นึกชื่อไม่ออก
                    
                    ภาพนี้ เป็นภาพกำลังเตรียมยกเสา
                     Large_jdd00019.
                     หยุดพักกินข้าวกลางป่า บุคคในภาพที่ศรชี้นั้น หลานทายกทิศยืนยันว่าเป็นปู่ของเขา ซึ่งก็ดูกันหลายท่านทุกคนบอกว่าใช่ชัวร์
                    
                    ภาพนี้แหละ ที่อดีตสจ.อุปถัมภ์ อินสุธา บอกว่าภาพเหตุการณ์ทั้งหมดในชุดนี้ น่าจะเป็นภาพเหตุการณ์การสร้างโรงเรียนหนองบัวเทพวิทยาคม ที่โยมพ่ออาตมาเคยบอกว่าทำสมัยนายอำเภออรุณ วิไรรัตน์ การทำครั้งนั้นเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยกันเลื่อยไม้ในป่า ใครมีไม้อยู่แล้ว ก็สามารถนำมาบริจาคให้โรงเรียนด้วยก็ได้ ซึ่งครั้งนั้นโยมทายกทิศ ก็ไปช่วยตัดไม้ในป่าด้วย ยังจำได้ดี แต่เมื่อให้ดูภาพถ่าย ท่านนึกไ่ม่ออกเสียแล้วว่าครานั้นมีการถ่ายรูปด้วยหรือไม่ ถ้าถ่ายท่านบอกว่าไม่เคยมีใครนำมาให้ดูเลย 

ได้สอบถามเรื่องนี้กับท่านกำนันเทียน ท้วมเทศ ท่านจำได้ว่าปีที่มีการสร้างอาคารเรียนหลังใหม่หลายหลังครั้งนั้น ปีพ.ศ. ๒๕๐๒ แต่เนื่องจากท่านอายุมาก เมื่อให้ดูภาพถ่าย ก็ไม่สามารถระบุรายละเอียดเหตุการณ์ในภาพชุดนี้ได้ ซึ่งก็เป็นเหมือนท่านผู้สูงอายุอีกหลายท่านที่บอกเล่าเหตุการณ์ได้ แต่เมื่อให้ดูรูปถ่ายท่่านสว.ทั้งหลายก็มองไม่ค่อยเห็นและก็นึกไม่ออกแล้ว(คงต้องสืบค้นบุคคลในภาพกันต่อไป ได้รายละเอียดแล้วจะมาเฉลยให้ทราบ)
                    
                     


                     


                     
                     
                    


  • ไปอ่านงานประเภทนิราศทั้ง ๙ เรื่องของพระสุนทรโวหาร(ภู่)หรือสุนทรภู่ จึงทราบว่าบทกลอนที่ได้นำมาประกอบบทความเรื่องบ่อพรานล้างเนื้อ เมื่อวันก่อนนั้น คือบทประพันธ์ของท่่าน นั่นคือนิราศพระบาทนั่นเอง ที่มา http://www.thai-tour.com/thai-tour/east/rayong/data/soontornphu1.htm
  • นิราศพระบาทนี้สุนทรภู่แต่งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๓๕๐ เรื่องราวนิราศพระบาทบรรยายถึงการเดินทางในคราวไปกับพระองเจ้าค์ปฐมวงศ์ เื่พื่อไปนมัสการรอยพระบาทสระบุรี การเดินทางจากกรุงเทพฯไปพระบาทยุค พ.ศ.๒๓๕๐ นั้น ต้องเดินทางทั้งทางน้ำและทางบก กว่าจะถึงพระบาทใช้เวลาเดินทางถึง ๓ วันด้วยกัน พักค้างที่พระบาท ๔ วัน รวมเดินทางไปกลับพักค้างของขบวนเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ครั้งนั้นแล้ว ๙-๑๐ วัน อ่านแล้วไ้ด้ความรู้ประวัติท้องถิ่นหลายแห่ง ประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม คิตความเชื่อ ความศรัทธาประเพณีต่างๆในอดีต มีทั้งเรื่องสนุกและความลำบากทุกข์ยากของขบวนเดินทางปนเปกันไป 
  • บันทึกที่ระบุถึงการพักค้างคืนที่พระบาทคือ
    ....แต่รอยบาทอนุญาตไว้ยอดเขา        บุญของเราได้มาเห็นก็เย็นเศียร 
    บังคมคัลวันละสองเวลาเวียน              แต่จำเนียรนับไว้ได้สี่วัน
  • สุนทรภู่กราบรอยพระบาทพร้อมกับเจ้านายพระองค์นั้นแล้ว ก็อธิษฐานวานไหว้ขอพรพระ อ่านแล้วก็ได้ความทราบซึ้งใจ และได้ความรู้คติคนรุ่นเก่าเืมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้ว ว่าไหว้พระแล้วเขาพรอย่างไรกันบ้าง สุนทรภู่อธิษฐาน ดังนี้

 ๏ พี่เข้าเคียงเบื้องขวาฝ่าพระบาท       อภิวาทหัตถ์ประนังขึ้นทั้งสอง 
กราบกราบแล้วก็ตรึกรำลึกปอง            เดชะกองกุศลที่ตนทำ 
มาคำรพพบพุทธบาทแล้ว                  ขอคุณแก้วสามประการช่วยอุปถัมภ์ 
ฉันเกิดมาชาตินี้ก็มีกรรม                    แสนระยำยุบยับด้วยอับจน 
ได้เคืองแค้นแสนยากลำบากบอบ        ไม่สมประกอบทรัพย์สินก็ขัดสน 
แม้นกลับชาติเกิดใหม่เป็นกายคน         ชื่อว่าจนแล้วจงจากกำจัดไกล 
สตรีหึงหนึ่งแพศยาหญิง                    ทั้งสองสิ่งอย่าได้ชิดพิสมัย 
สัญชาติชายทรชนที่คนใด                  ให้หลีกไกลร้อยโยชน์อย่าร่วมทาง 
ถ้ารักใครขอให้ได้คนนั้นด้วย                บุญจงช่วยปฏิบัติอย่าขัดขวาง 
อย่ารู้มีโรคาในสารพางค์                     ทั้งรูปร่างขอให้ราวกับองค์อินทร์ 
หนึ่งบิดรมารดาคณาญาติ                   ให้ผุดผาดผาสุกเป็นนิจสิน 
ความระยำคำใดอย่าได้ยิน                  ให้สุดสิ้นสูญหายละลายเอง 
ทั้งหวายตรวนล้วนเครื่องที่ลำบาก         ให้ปราศจากทั้งคนเขาข่มเหง 
ใครปองร้ายขอให้กายมันเป็นเอง           ให้ครื้นเครงเกียรติยศปรากฏครัน

  • บทข้างต้นนี้สอดคล้องกับความเชื่อและมีอิทธิพลต่อสังคมไทยเรื่อยมาจนมาถึงคนเฒ่าคนแก่ในสมัยนี้ด้วย เพราะโยมป้าโยมพ่อกล่าวว่าดีใจที่ได้มาไหว้พระบาท
  • ต่อไปบทกลอนที่กล่าวถึงบ่อพรานล้างเนื้อในนิราศพระบาท เนื้อหาในบทนี้บทเต็มๆมีว่า
  • ถึงถ้ำหนึ่งชื่อถ้ำกินนรนั้น         สะพรั่งพรรณพฤกษาป่าระหง
    ดูคูหาก็เห็นน่ากินนรลง           เป็นเวิ้งวงลึกแลตลอดริม
    พาดพะองจึงจะลงไปเล่นได้    เป็นเหวใหญ่ลองโยนด้วยก้อนหิน
  • เสียงโก้งก้างก้องกึกไม่ถึงดิน   กว่าจะสิ้นเสียงผาเป็นช้านาน
    พี่กลัวตายชายชวนไปชมอื่น    ร่มระรื่นรุกขาขึ้นขนาน
  • ถึงบ่อหนึ่งมีน้ำคำบุราณ          ว่าบ่อพรานล้างเนื้อที่ในไพร
    พิเคราะห์น้ำสมคำบุราณกล่าว  ยังมีคาวเหม็นหืนจนคลื่นไส้
  • ถนอมหอมกลิ่นนุชเป็นสุดใจ    โอ้เป็นไรจึงไม่ติดอุรามา
    น่าฉงนจนใจสงสัยจ้าน           ด้วยรอยพรานจารึกอยู่กับผา
    แต่กล่าวไว้ว่าพรานไล่มฤคา     รอยตีนหมาก็ยังมีสำคัญครันฯ
  • ขอตั้งข้อสังเกต และนึกสงสัยอยู่ในใจว่าทำไมคนที่ได้เีรียนหนังสือแค่ประถมศึกษาอย่างโยมป้าโยมพ่อ(โยมป้าไม่จบประถม)ซึ่งระดับประถมไม่ได้เรียนเรื่องนิราศพระบาท แต่มีความรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้พอสมควร นับเป็นความรู้่นอกตำรา นอกโรงเรียน แถมมีความศรัทธาลึกซึ้งกับเรื่องนี้ด้วย ต่างจากพวกเราไหม ที่ได้เรียนรู้เรื่องนิราศพระบาทจากหลักสูตร เรียนในห้องเรียน ซึ่งทุกท่านก็อ่านมาแล้ว สอบผ่านมาแล้ว แต่ความลึกซึ้งความผูกพันดูไม่แน่นแฟ้นเท่าไหร่
  • ตามธรรมเนียนการทำบุญของคนโบราณ เมื่อทำบุญแล้ว ก็จะนึกถึงคนที่ไม่ไปด้วย พอกลับจากวัดมาถึงบ้าน ก็จะนำบุญมาฝากให้ผู้ที่ไม่ได้ไปได้อนุโมทนา สุนทรภู่ก็เช่นกัน ในนิราศพระบาทบทสุดท้าย ท่านก็นำบุญจากการไปไหว้พระบาทมาฝากผู้อ่านผู้ฟังถ้วนทั่วทุกคน ดังนี้
๏ จอมนรินทร์เทวราชประภาษสั่ง          จะกลับยังอาวาสเกษมสันต์ 
วันรุ่งแรมสามค่ำเป็นสำคัญ                  อภิวันท์ลาบาทพระชินวร 
ถึงท่าเรือลงเรือไม่แรมหยุด                  ก็เร็วรุดตั้งหน้ามาหาสมร 
แต่ตัวพี่ยังมาในสาคร                         น้ำใจจรมาถึงเสียก่อนกาย 
ได้วันครึ่งถึงเวียงประทับวัด                  โทมนัสอาดูรค่อยสูญหาย 
นิราศนี้ปีเถาะเป็นเคราะห์ร้าย                เราจดหมายตามมีมาชี้แจง 
ที่เปล่าเปล่ามิได้เอามาเสกใส่               ใครไม่ไปก็จงจำคำแถลง 
ทั้งคนฟังคนอ่านสารแสดง                   ฉันขอแบ่งส่วนกุศลทุกคนเอย 

 

 

  • มื่อต้นปีที่ผ่านมา(มกราคม ๒๕๕๕) ไปบ้านที่หนองบัว ไ้ด้ลองสำรวจเครื่องมือเกษตรของญาติโยม พบว่าเครื่องมือทำนาในอดีตหลายสิ่งหลายอย่างได้สูญหายไปกับกาลเวลา มีทั้งเก่าผุพังหมดอายุและปลานาสการหาไม่เ่จอ
  • มีบางอย่างที่พบก็เปลี่ยนวัสดุไปแล้ว จากทำด้วยไม้ ก็เป็นทำ้ด้วยเหล็กแทน อย่างกะฉาย, คันฉาย อันเก่าเคยทำด้วยไม้ใช้มาหลายสิบปี เทียบเท่าอายุคนคนหนึ่ง ตอนนี้หายาก แต่น่าจะมีเหลืออยู่บ้าง(ต้องสำรวจไหม่อีกครั้ง)
  • ตอนนี้หลายบ้านก็จะมีคันฉาย,กะฉาย เป็นเหล็กเสียมาก
                         
                         
                         
                         
                         ในวันหนึ่งได้ยืมกะฉายจากญาติมาถ่ายรูป ตอนนั้นเองก็มีหลานๆมาดูด้วย ญาติๆและยาย,แม่ใหญ่ของเด็ก เห็นหลานๆสนใจก็ได้โอกาสลองสอบถามดูว่าหลานๆจะรู้จักกะฉายไหม หลานๆตอบแล้ว ก็ทำให้ผู้ใหญ่หัวเราะชอบใจ ด้วยว่าหลานๆไม่เคยรู้จักกะฉายมาก่อนเลย "ตะขอ" คือคำตอบที่ได้จากหลานๆ

 

  • ดูจากลักษณะรูปทรงของกะฉายแล้ว มันก็คือตะขอนี่ิเอง ฉะนั้นหลานๆตอบว่าตะขอ ก็เป็นคำตอบที่ถูกต้องเลยเชียว
  • ต่อจากนั้นญาติๆก็ได้แนะนำให้หลานๆทราบชื่อที่ถูกต้อง ซึ่งหลานๆก็จำได้ดี โดยวันต่อๆมา ก็ได้ลองสอบถามหลานอีกหลายครั้ง ซึ่งหลานก็ตอบได้ถูกต้องแม่นยำ
  • เพื่อจะให้ได้เห็นของจริง วันหนึ่งญาติๆได้ไปป่ากัน เลยฝากให้ตัดไม้ไผ่มาทำกะฉายด้วย ได้ไม้ไผ่มาแล้วก็ได้ขอร้องให้ผู้เชี่ยวชาญทำ คือโยมพ่ออาตมานั่้นเอง
  • เนื่องจากไม้ไผ่ที่ญาตินำมาให้นั้น มีลักษณะเป็นไม้กะฉายอยู่แล้ว ที่เกือบจะใช้งานได้โดยไม่ต้องดัดก็ได้ ฉะนั้นโยมพ่อจึงตบแต่งนิดหน่อยแล้วนำไปดัดทิ้งไว้แค่วันสองวันเอง จากนั้นก็นำมารมไฟ ก็เป็นกะฉายที่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน
                             Large_p1017821. 
                             โยมพ่อกำลังดัดกะฉายด้วยวิธีรมไฟ(๑ มกราคม ๒๕๕๕)           

 

 

 

 

 

 


  • สุนทรภู่ แต่งนิราศพระบาทให้ความรู้หลายอย่าง ท่านเดินทางผ่านถึงสถานที่ใด ก็มักจะกล่าวถึงตำนานชื่อบ้านนามเมือง กล่่าวถึงผู้คน บ้านช่องเรือนชาน สะท้อนภาพสังคมในสมัยนั้นได้อย่างดี แล้วก็จะนำชื่อเหล่านั้นมากล่าวเปรียเทียบชื่อคนรักของตนคือนางจันทุกครั้งครา อีกทั้งกล่าวคร่ำครวญถึงสุดที่รักอยู่ร่ำไปตลอดทางอีกด้วย  ที่มานิราศพระบาท http://www.thai-tour.com/thai-tour/east/rayong/data/soontornphu1.htm
  • อ่านไปก็นึกภาพตามไปด้วย จะได้อรรถรสยิ่ง ทุกสิ่งที่เห็นที่พบท่านสามารถนำมากล่าวเปรียบเทียบชีวิตของท่านได้อย่างกลมกลืนที่สุด อย่างบทกลอนที่จะนำมาให้อ่านข้างล่างนี้ อ่านแล้วเห็นภาพตามที่ท่านบรรยายได้ชัดเจนที่สุดบทหนึ่ง
  • อยุธยาเคยเป็นราชธานีรุ่งเรืองสุดขีด แต่ในเวลานั้นท่านผ่านมาเห็นมันเงียบเหมือนป่าช้า ไร้ผู้คน มีแต่เสียงนก สองฝั่งแม่น้ำก็มีแต่ต้นแฝก ต้นแขมขึ้นรกเรื้อไปหมด ท่านบรรยยายว่าเสียดายที่เกิดไม่ทันมาเห็นอยุธาสมัยที่รุ่งเรือง มาเห็นเอาตอนเป็นเมืองร้าง เงียบเหงา แล้วก็กล่าวเปรียบเทียบไปถึงชีวิตครอบครัวของตนว่า อย่าให้เหมือนกรุงเก่าที่ต้องร้างโรย ขอให้เทวดาดลใจอย่าให้น้องเป็นเหมือนอยุธยา แต่ขอให้เป็นเหมือนกรุงเรา ที่จะรักกันยั่งยืนตลอดไป

๏ อนิจจาธานินสิ้นกษัตริย์                    เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์ 
แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน                จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง 
มโหรีปี่กลองจะก้องกึก                        จะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์ 
ดูพาราน่าคิดอนิจจัง                            ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา 
ทั้งสองฝั่งแฝกแขมแอร่มรก                   ชะตาตกสูญสิ้นพระชันษา 
แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามา                     เมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ 
กษัตริย์สืบสุริย์วงศ์ดำรงโลก                  ระงับโศกสุขสุดจะสรรเสริญ 
เราเห็นยับยังแต่รอยก็พลอยเพลิน            เสียดายเกิดมาเมื่อเกินน่าน้อยใจ 
กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก                        ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้ 
ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัย                    โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย 
หรือธานินสิ้นเกณฑ์จึงเกิดยุค                  ไพรีรุกรบได้ดังใจหมาย 
เหมือนทุกวันแล้วไม่คัณนาตาย                ให้ใจหายหวั่นหวั่นถึงจันทร์ดวง 

๏ พี่ดูใจค่ายนอกออกหนักแน่น                 ดังเขตแคว้นคูขอบนครหลวง 
ไม่เห็นจริงใจนางในกลางทรวง                 ชายทะลวงเข้ามาบ้างจะอย่างไร 
ขอเทเวศร์เขตสวรรค์ชั้นดุสิต                    ดลใจมิตรอย่าให้เหมือนกับกรุงใหญ่ 
ให้เหมือนกรุงเราทุกวันไม่พรั่นใคร              นั่นแลใจเห็นจะครองกับน้องนาน

 


  • วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๓.๒๐ นาที 
  • เวทีคนหนองบัว มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมจำนวน ๗๐,๒๔๒ คลิ๊ก 
  • ผ่านหมื่นที่เจ็ดไปแล้ว

                          
                          ปีพ.ศ. ๒๕๔๙ เจ้าอาวาสให้พระในวัดช่วยกันนำล้อเกวียนของวัดมาปลูกสร้างประกอบเป็นที่นั่งพักใต้ต้นไม้ ภายในวัดศรีโสภณ
                         
                         ปีพ.ศ. ๒๕๕๐ พระสวัสดิ์ ฮวบนวม พระในวัดซึ่งมีความรู้ทางช่างหลายแขนง มีศรัทธาสร้างพระและรูปปั้นอื่นๆถวายไว้ในพระศาสนา ต่อมาท่านสึกไปทำงานที่เรือนจำกลางพิษณุโลก ในวันที่๑กุมภาพันธ์๒๕๕๕ที่ผ่านมา ได้แวะมาหาวัด เลยขอร้องให้ช่วยซ่อมแซมพระให้หน่อย(ทาสีองค์พระ) พระนี้ทำมาหลายปีแล้ว สีเดิมเริ่มจางไปบ้าง
                          
                          อันดับแรกให้ช่างผสมสีให้ดูเลย
                          
                          จากนั้นก็เริ่มสาธิตให้ดู
                          
                          สมภารกลับจากวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราชแวะมาเยี่ยมให้กำลังใจ
                          
                          
                          เจ้าชายสิทธัตถะรูปปั้นเดิมเป็นสีขาว ทาด้วยสีทองเหลืองอร่ามงดงาม
                         
                         
                         พระพุทธรูปปางตรัสรู้ ก่อนทาด้วยสีทอง
                         
                         ขณะกำลังล้างองค์พระ แมวตามมาอยู่เป็นเพื่อน
                         
                         นักเรียนเห็นแมวมานั่งที่พระเลยมาขอถ่ายรูปคู่น้องแมวหน่อย
                         
                         
                         พระปางปรินิพพานสีเดิมเป็นสีทอง 
                         
                         หลังจากให้ช่างสาธิตให้ดูแล้ว วันนี้อาตมาลองทาสีทองรองพื้นบางๆไปก่อน
                        
                        เมื่อทาสีทองแล้ว ก็สวยงามตา
                        
                          
                         
                           

เมื่อวาน(๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)ได้ัรับหนังสือสองเล่มจากท่านพระครูโสภณปริยัิติสุธี(ศรีบรรดร ถิรธมฺโม)ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ อ.เมือง จังหวัดพะเยา

ทั้งสองเล่มมีเนื้อหาเกี่ยวกับตำนานชุมชนเมืองพะเยา ที่เขียนโดยท่านพระครูโสภณปริยัติสุธี เป็นหนังสือเล่มเล็กๆแต่เนื้อหามีทั้งสำนวนโบราณ สำนวนร่วมสมัย และมีภาพการ์ตูนประกอบด้วย น่าสนใจมาก เป็นงานสร้างสรรค์ที่ประณีตงดงาม มุมมองเกี่ยวกับชุมชนตำนานพื้นบ้านเรื่องราวต่างๆในชุมชนฉายภาพออกมาอย่างชัดเจนเข้มข้น ด้วยลีลาการเขียนของท่านพระครู น่าอนุโมทนาที่ท่านพระครูทำงานนี้อย่างจริงจังทุ่มเทสุดฤทธ์สุดเดช เห็นผลงานที่ออกมาอย่างมากมายแล้ว ขอกราบคราวะความมุ่งมั่นในการทำงานเชิงรุกทำเื่พื่อบ้านเกิด ลงทุนลงแรงอย่างมหาศาล บทบาทการพัฒนาชุมชนอย่างที่พระคุณเจ้ากำลังทำอยู่ในขณะนี้หาไ้ด้ยากแล้วในปัจจุบัน

                                
                              
                                

แจ้งข่าว

อ.เทิน ราชสันเทียะ ถึงแก่กรรม พระราชทานเพลิง วันเสาร์ที่ 11 ก.พ. 2555 เวลา 16.00น.ที่วัดหนองกลับ

เพิ่งทราบข่าวจากเพื่อนที่หนองบัวเมื่อเช้านี้ เลยรีบมาแจ้งให้ทราบ

ผมคงไม่ได้ไปหนองบัวในช่วงนี้ ก็ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของอาจารย์ด้วย

กราบนมัสการท่านพระอาจารย์มหาแล
และสวัสดีครับฉิก

  • งานของท่านพระครูพระครูโสภณปริยัติสุธี(ศรีบรรดร ถิรธมฺโม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ อ.เมือง จังหวัดพะเยานั้น มีคุณค่าทั้งตัวเนื้อหาความรู้ เจตนารมณ์ และความพากเพียรทุ่มเทกายใจ สร้างขึ้นมาให้เป็นสมบัติของสังคม มากอย่างยิ่งเลยนะครับ เห็นได้เป็นอย่างดีเลยนะครับว่า หากงานอย่างนี้เมื่อทำโดยพระสงฆ์และภายใต้บทบาทของวัดแล้ว ก็ได้ความงดงามและได้พลังปัญญาที่กอปรด้วยบริสุทธิคุณ ที่แตกต่างและยากจะหาได้จากงานความรู้เพื่อสังคมที่สร้างขึ้นโดยชุมชนทางวิชาการอื่น
  • ข่าวการถึงแก่กรรมของท่านอาจารย์เทินนั้น ทำไมปัจจุบันทันด่วนเหลือเกิน ไม่มีข่าวข่าวว่าอาจารย์จะมีปัญหาสุขภาพอะไรมาก่อน อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้เองก็ได้ทราบอยู่ว่าอาจารย์ได้เป็น สจ.ของนครสวรรค์ หรืออย่างไรนี่แหละ 
  • ขอน้อมกราบรำลึกถึงพระคุณของท่าน ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัย และความดีงามทั้งหลาย ที่อาจารย์ได้สร้างสมมาตลอดห้วงชีวิต ได้เป็นกำลังหนุนส่งให้ดวงวิญญาณอาจารย์ถึงซึ่งสุคติภพ ขอไว้อาลัยและขอร่วมแสดงความเสียใจกับคุณครูฤดีวรรณ ครอบครัวลูกหลาน และญาติมิตรของอาจารย์ทั้งสองท่าน รวมทั้งขอร่วมแสดงความเสียใจกับเพื่อนๆศิษย์เก่าหนองคอก และคนนครสวรรค์ที่เคารพนับถือท่าน มา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ
  • ขอบคุณฉิกนะครับที่นำข่าวคราวมาบอกกัน

เรียน อ. วิรัตน์

 

ขอแนบภาพประกาศโฆษณางานงิ้วประจำปี พ.ศ. 2555 ครับ

ต่อท้ายอีกเล็กน้อย

* ผมเพิ่งจะโพสต์ภาพครั้งแรก ก็เลยไม่ได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมไว้ (กลัวภาพไม่ขึ้นนั่นเอง แต่ครั้งต่อไปคงจะได้ Upload ภาพเข้าบล็อกได้อีกเรื่อยๆ)

* เนื่องจากภาพโฆษณานี้ ผมไปได้มาจากร้านอินเตอร์เน็ตในตลาด เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม และก็ยังไม่มีตัวแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่แบบไวนิล ก็เลยนำฉบับนี้แทน เมื่อคืนจะนำเสนอแล้วครับ แต่เว็บ gotoknow อืดมาก เลยเข้ามานำเสนอในตอนสายของวันนี้แทน

* ช่วงงานงิ้วก็ไม่ได้ไปไหนอยู่แล้วครับ อีกอย่างหนึ่ง ผมได้ร้องขอกับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ดูแลเว็บไซต์เพื่อนคนรักหนัง เนื่องจากกำลังจะมีโครงการจัดตั้ง "หอภาพยนตร์อีสาน" ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งผมเป็นหนึ่งในที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของโครงการนี้ด้วย ว่าถ้าบังเอิญไปชนกับงานงิ้วนี้เข้า ก็คงไปไม่ได้ (ยกเว้นหลังวันที่ 26 มีนาคม) เพราะตั้งใจที่จะพบปะกับ "เวทีคนหนองบัว" อยู่แล้ว และยังมีศิลปินจากค่ายอาร์สยาม ซึ่งผมรู้จักและสนิทกันเป็นการส่วนตัว (เกือบทุกคนในค่าย) อีก ไม่อยากพลาดโอกาสนี้ครับ

* จะบอกว่าผมได้ทำสปอตโฆษณางานงิ้วไว้ ซึ่งทำขึ้นมาเองครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายจัดงานแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าคงมีการจัดทำมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะโปรโมทผ่านบริการหนังกลางแปลงในงานประจำปีวัดหนองบัว (หนองกลับ) ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ น่าจะเป็นช่วงวันท้ายๆ ของงาน เพราะตอนนี้ได้กลับมาให้บริการอีกครั้งในชื่อ "บีเคเอ็น แอดเวอร์ไทซิ่ง" ครับ

คณะครูและนักเรียน โรงเรียนหนองบัว อำเภอหนองบัว นครสวรรค์ ในโครงการ To Be Number One ไปร่วมกิจกรรมนำเสนอผลงานและแข่งขันทักษะผู้เรียนในการทำโครงการ To Be Number One ในโรงเรียน ที่จังหวัดเชียงใหม่

                           

                           

                           

ระหว่างร่วมกิจกรรม คณะผู้บริหารและคุณครู ได้แวะเยี่ยมบ้านผมที่บ้านห้วยส้ม สันป่าตองด้วย ด้วยความซาบซึ้งใจและดีใจไปกับเด็กๆ ที่ได้มีโอกาสดีๆในชีวิตอย่างนี้ ในรุ่นเก่าก่อนนั้น คนหนองบัวและเด็กๆของโรงเรียนหนองบัว เพียงได้ออกไปพักแรมในแนวป่าเขาสูงและเขามรกต หรือป่าใกล้โรงเรียนที่เป็นสนามกีฬาในปัจจุบัน ก็นับว่าได้ไปเปิดหูเปิดตาไกลบ้านไกลโรงเรียนที่สุดแล้ว

และในบางปี ที่นับว่าเป็นกรณีพิเศษซึ่งจะไม่สามารถจัดได้ทุกปีก็คือการได้เดินทางไปแข่งกีฬาในตัวจังหวัดนครสวรรค์ การที่จะได้ไปไกลถึงเชียงใหม่ และบางโครงการได้ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์วิชาการในต่างประเทศนั้น เกินที่จะสามารถคิดฝันกันได้เลยทีเดียว จึงขอแสดงความดีใจและขอชื่นชมคณะคุณครูกับทีมผู้บริหารโรงเรียนด้วยครับ

ชิญร่วมรำลึกและเขียนเพื่อน้อมคารวะคุณครูของชาวโรงเรียนหนองบัว ๒ ท่านที่ได้ถึงแก่กรรมครับ คลิ๊กบนชื่อหรือบนภาพเพื่อลิงค์ไปยังบันทึก คุณครูรวีวรรณ เปรมจิตต์ และ คุณครูเทิน ราชสันเที๊ยะ

 

                     คุณครูรวีวรรณ เปรมจิตต์                                                          คุณครูเทิน ราชสันเที๊ยะ        

เรียน อ. วิรัตน์

ถึงช่วงปลายเดือนมกราคม และคาบเกี่ยวต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก็เป็นช่วงของการเข้าค่ายพักแรมลูกเสือ - เนตรนารีครับ

มานั่งนึกถึงบรรยากาศความหลังของการเข้าค่ายพักแรมที่ทางโรงเรียนหนองบัวจัดขึ้น ช่วงระหว่างปีการศึกษา พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2538 (เรียงตามตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 ส่วนวันที่เข้าค่ายจริงๆ ต้องเป็นปีถัดไปตามปฏิทิน) ก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา ตลอดระยะเวลา 6 ปี เคยได้พักแรมซึ่งออกนอกเขตอำเภอหนองบัว 2 ครั้ง คือ ม. 3 ที่ทุ่งแสลงหลวง ด้านจังหวัดพิษณุโลก และ ม. 5 ที่กรมทหารพรานที่ 35 อ. คลองลาน จ. กำแพงเพชร นอกนั้นก็อยู่ในเขตอำเภอหนองบัว อาจเป็นเพราะเรื่องความปลอดภัยด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนสถานที่กางเต๊นท์ก็ในบริเวณป่า ถัดจากห้องฝึกงานเข้าไปข้างในอีกหน่อย และทำอาหารรับประทานกันเอง คือได้บรรยากาศของคำว่า "พักแรม" จริงๆ

ถ้าเป็นกรณีของการทัศนศึกษานอกสถานที่ จะมีอยู่ 2 ครั้งคือ ที่ท้องฟ้าจำลองและเล่นน้ำที่สวนสยาม ตอน ม.1 และงาน World Tech 95 ที่มหาวิทยาลัยสุรนารี จ. นครราชสีมา ตอน ม. 6 ซึ่งทั้ง 2 ครั้งที่กล่าวมานั้น ถือเป็นการเดินทางที่ไกลจากโรงเรียนมากที่สุดแล้ว

นอกจากนี้ ช่วงปลายปีประมาณเดือนพฤศจิกายน ก็จะมีงาน "โลกวิชาการอาชีพ" ที่โรงเรียนนครสวรรค์ เนื่องจากโรงเรียนหนองบัวได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมตามหมวดวิชา ในส่วนของทางโรงเรียนก็จัดให้นักเรียนที่สนใจรวมเดินทางทัศนศึกษา (แต่ความจริงแล้วก็คือไปเที่ยวมากกว่า) เพื่อชมงานนี้ด้วย ส่วนผมเองก็ไม่เคยพลาด เพราะเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ถึงพ.ศ. 2537 ก่อนที่จะหยุดจัดไป ที่ไปตอนนั้นก็เพราะจะได้ช้อปที่ห้างแฟรี่แลนด์ (เนื่องจากในขณะนั้นเป็นที่นิยมและรู้จักกันโดยทั่วไป ก่อนที่ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ตามมาในภายหลัง)

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ยังจำได้ไม่ลืมเกี่ยวกับกิจกรรมนี้ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นปี พ.ศ. 2536 หรือ พ.ศ. 2537 นั่นคือ ก่อนหน้าที่งานจะเริ่มขึ้นประมาณเดือนเศษ ก็เกิดกระแสข่าวลือจากปากต่อปากว่า มีคนฝันเห็นรถบรรทุกโลงศพจำนวนมาก ก็ถามประมาณว่า เกิดอะไรขึ้น คนขับรถบรรทุกก็ตอบว่าเกิดเหตุร้ายแรงที่นครสวรรค์ บ้างก็ว่าเป็นอัคคีภัยในห้าง บ้างก็ว่ารถชนกัน ฯลฯ แต่พอเวลาเดินทางจริงๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ

สวัสดีครับคุณครูอนุกูลครับ

หากได้จัดเวทีหนองบัวเพื่อถอดบทเรียนเป็นระยะๆนี่ เราใช้รูปแบบแบกเป้แล้วไปนอนข้างป่าของโรงเรียน พร้อมกับชวนเด็กๆกับชาวบ้านมานั่งล้อมรอบกองไฟแล้วก็คุยและแสดงสร้างสรรค์ต่างๆไปด้วยกันนี่ คงจะให้ความประทับใจและมีพลังมากเลยนะครับ

ช่วงงานงิ้วปีนี้ คุณครูอนุกูลชวนนั่งคุยและชวนดูหนังฟังเพลงสักเย็นของวันหนึ่งได้ไหมครับ ผมช่วย หรือออกแบบกิจกรรมย้อนรำลึกหนองบัวกับสังคมไทย ที่สนทนาและมองผ่านหนัง หรือโรงหนังหนองบัวในอดีต ทำนองนี้น่ะครับ

เรียน อ. วิรัตน์

มองดูปฎิทินแล้วเหลืออีกไม่ถึงเดือนเศษๆ ก็จะถึงงานงิ้วแล้ว และจากครั้งที่แล้วที่ผมมาทราบในภายหลังจนถึงช่วงวันแห่ของงาน ก็เลยมีโอกาสน้อยมาก และปีนี้ตั้งใจถึงขนาดที่ว่าต้องร้องขอให้งดติดต่อกับผมเพื่อออกนอกเขต อ. หนองบัว ตลอดงานงิ้วนี้ เพื่อตั้งใจจะมาร่วมงานโดยเฉพาะ ซึ่งผมเองก็ยังไม่ทราบเลยว่าจะจัดแสดงในเต๊นท์ตลอดทั้ง 5 คืนหรือตามความสะดวกของอาจารย์ครับ

ตอนนี้ก็ค้นหาภาพที่เกี่ยวข้องโรงภาพยนตร์และเตรียมไว้สำหรับจัดแสดง ในส่วนของการติดตามเกี่ยวกับฟิล์มภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับอำเภอหนองบัว ก็เจออุปสรรคใหญ่ที่ทราบมาจากคนที่ทำหนังกลางแปลง ซึ่งอยู่ในอำเภอหนองบัว นั่นคือ คุณสมบูรณ์ ศรีสูงเนิน กล่าวคือฟิล์มภาพยนตร์ 16 ม.ม. ที่ถ่ายโดย อ. นุช เจริญสุข นั้น ไปอยู่ที่ กทม. ทั้งหมดเลย (แต่โดยส่วนตัวก็รู้สึกเสียดาย เพราะถ้าเก็บรักษาไม่ดี ก็เสื่อมสภาพจนฉายไม่ได้ นั่นหมายความว่าทุกความเคลื่อนไหวในอำเภอหนองบัวเมื่อครั้งอดีตเป็นอันสูญ เหลือเพียงแต่ข้อความให้อ่านเพื่อจินตนาการเท่านั้น)

นอกจากนี้ก็ยังต้องติดตามข้อมูลเกี่ยวกับฟิล์ม 16 ม.ม. อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์วัดหนองกลับ ที่เมื่อตอนผมมบวชอยู่นั้นเห็นมีเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะหายไป ปรากฏว่า ท่านเจ้าอาวาสได้มอบให้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยเจ้าพระยาท่านหนึ่ง และต่อมาอาจารย์คนดังกล่าวก็เป็นสมาชิกเว็บไซต์ "เพื่อนคนรักหนัง" อีก ก็ได้ข้อมูลมาว่าฟิล์มภาพยนตร์ 16 ม.ม. จากพิพิธภัณฑ์ฯ อยู่ที่เขาทั้งหมด ซึ่งบางส่วนก็เสียหายไปแล้ว จากนั้นก็ถามถึงฟิล์มที่เกี่ยวข้องกับอำเภอหนองบัว ซึ่งน่าจะมีบางส่วนติดอยู่ที่นั่น ก็ทราบว่ามีเฉพาะส่วนที่เป็นภาพยนตร์ให้ความรู้ หรือภาพยนตร์สารคดีที่ถูกต่อรวมกับภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ แต่ฟิล์มม้วนนั้นเสียหายและได้ทำลายไปแล้ว ก็ยอมรับว่ามารู้จักกันช้าไปหน่อย จนในที่สุดก็ได้นำฟิล์มภาพยนตร์ 16 ม.ม. บางส่วนไปถ่ายเป็นแผ่นดีวีดีเก็บไว้ ร่วมกับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่เป็นฟิล์ม 16 ม.ม. โดยไปไกลถึงจังหวัดอุดรธานี ซึ่งยังเหลืออีก 2 ม้วนที่เป็นภาพยนตร์ข่าวกีฬาจากต่างประเทศ เป็นการแข่งขันกรีฑาในร่ม ซึ่งติดมากับภาพยนตร์เรื่อง "ดรรชนีนาง" ที่มาฉายในโรงภาพยนตร์ศรีปทุม และภาพยนตร์ข่าวพิธีเปิดศาลคดีเด็กและเยาวชน โดย ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ปี พ.ศ. 2497 ที่ยังไม่ได้ดำเนินการถ่ายลงแผ่น เพราะติดเรื่องเวลาทำงาน แต่สภาพของฟิล์มโดยรวมถือว่ายังดีอยู่

สำหรับในงานงิ้วตลอด 5 วัน สมมติว่า เวทีหนองบัว จัดอยู่ในงานตลอด 5 คืนนะครับ วันที่ผมจะอยู่ที่เวทีคนหนองบัวอย่างเต็มที่คือ วันที่ 23 (คืนที่สอง) และวันที่ 26 (คืนสุดท้าย) ครับ ขณะที่คืนวันที่ 22, 24 และ 25 ก็จะอยู่ได้ไม่เกิน 2 ทุ่ม เนื่องจากจะต้องไปถ่ายภาพการแสดงของศิลปินลูกทุ่ง เพราะจะต้องลงเฟซบุค เนื่องจากมีรายการทีวีดาวเทียมขอนำภาพดังกล่าวไปออกอากาศครับ

สวัสดีครับคุณครูอนุกูลครับ
ดูท่านน่าจะสนุก สร้างสีสันของงาน
และได้สร้างความรู้เกี่ยวกับหนองบัวได้อีกหลายด้านเลยนะครับ
ค่อยๆช่วยก้นจัดโปแกรมให้ลงตัวไปเรื่อยๆนะครับ

กรานมัสการพระอาจาร์มหาแล พระอธิการโชคชัย ท่านอาจาร์วิรัตน์ และคุณอาศักดิ์ศรี-ฉิก

ผมไม่ได้เข้ามาเยี่ยมนานแล้วเข้ามาทีไรมีแต่เรื่องราวความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากมาย ผมเองได้มีโอกาสได้กลับบ้านที่หนองบัวเมื่อสองวันก่อนแต่มีเวลาไม่หลายวันเลยตั้งใจว่าจะหาอะไรมาเป็นของฝากจากหนองบัว

กังหันลม หรือที่ชาวบ้านหนองบัวคนรุ่นเก่ามักเอ่ยเรียกออกเสียงเหนอๆว่า   จิ่งหั่น  ตามสำเนียงท้องถิ่นชาวบ้านหนองบัว กังหันลมที่พบเห็นตามบ้านหนองบัวจะทำจากไม้ที่มีเนื้ออ่อนและเหนียว ซึ่งสามมารถขัดเกลาได้ง่าย

ไม้ที่ชาวบ้านนิยมนำมาทำกังหันนี้ส่วนมากหาได้ยากนักจากป่าหนองบัว แต่บัจจุบันก็ยังพอมีหามาได้เช่นไม้สัก ไม้ลาย ไม้ข่าย เป็นต้นตามคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่ยังเหลืออยู่  ต้องเป็นไม้ที่ไม่มีตาไม้ เพราะจะทำให้แตกหักได้ง่าย ลักษณะเด่นของกังหันลมที่บ้านหนองบัวนั้นเมื่อเกิดลมพัดแรงๆจะมีเสียงดังเกิดขึ้น กังหันจะดังไพรเราะ เมื่อลมพัดจะเกิดเสียงครางก่อนแล้วค่อยๆดังหนักขึ้นเป็นจังหวะ  กังหันลมจะเล่นกันหน้าหนาวเพราะช่วงนี้จะมีลมมากจนถึงช่วงปลายเดือนมีนาคมก็จะเลิกเล่นกัน   กังหันลมมักติดตั้งไว้ตามต้นไม้สูงๆเพื่อให้รับลมได้ดี ส่วนห่างด้ามเพลาจะมีหญ้าแฝกมัดแน่นเป็นหางเสือ พริ้วตามทิศทางลม ยิ่งสมัยก่อนช่วงเกี่ยวข้าวชาวบ้านจะนำไปติดตั้งตามตนไม้เสียงกังหันจะดังก้องท้องนาน่าเพลินทั้งยังเป็นของเล่นเด็กๆควบคู่ไปกับการวิ่งว่าว แต่สำหรับเด็กนั้นจะมีขนาดเล็กตามความเหมาะสม หากใช้ขนาดเท่าของผู้ใหญ่ จะไม่สามมารถตานแรงลม และใบกังหันจะไม่พ้นดิน เวลาวิ่งต้องเชิดหน้าขึ้นให้พ้นดิน

นายแดง มากน้อย บ้านเนินขี้เหล็ก  หมู่12 หนองกลับ พูดไม่ได้ หูไม่ได้ยิน มาตั้งแต่เกิด แก่มีฝีมือทางด้านช่างไม้ แต่แกก็สามมารถทำกังหันลมได้ไม่แพ้คนปกติ สามารถรับรู้ได้ว่าเสียงดีไม่ดี จะให้ครางมากครางน้อยทำได้หมด รับรู้เสียงได้จากแรงสั่นสะท้านบนด้ามจับ

ติดตั้งกังหันกับบนต้นไม้

ภาพวาดไอ้แบ้ยาลาน ด้านบนขวามือที่ผมวาดไว้เมื่อปี /2552 ภาพกังหันตั้งอยู่บนต้นไม้ข้างห้างนา

 

เรียนท่านพระอาจารย์มหาแล เจริญพรโยมอาจารย์ดร.วิรัตน์ และเครือข่ายครู เวทีคนหนองบัว


           เช้าวันนี้ ได้จัดส่ง มะยมชิด(มะปรางไข่ไก่) จำนวน 22 กิโลกรัม บรรจุใส่กล่องกระดาษ 3 กล่องใหญ่ ฝากรถ บขส. ป.2 สายเชียงราย-นครราชสีมา เที่ยว 10.30 น. ไปยังเครือข่ายครูโรงเรียนหนองบัว ลงชื่อถึง อาจารย์สืบศักดิ์ ปฏิสนธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนหนองบัว นำไปแจกจ่ายเครือข่ายครู ถือว่าเป็นของฝากจากพรหมพิรามครับ สดจากไร่.. ใหม่จากสวน (ที่บ้านโยมอาตมาเอง)

ตอนที่ลงพื้นที่เก็บข้อมูลงานศึกษาวิจัยได้รับความอนุเคราะห์ สงเคราะห์จากเครือข่ายครูโรงเรียนหนองบัวเป็นอย่างดี โดยเฉพาะท่านอาจารย์สืบศักดิ์ ท่านกรุณาอำนวยความสะดวกขับรถรับ-ส่งเป็นอย่างดี..ขอนุโมทนาขอบคุณ

ตอนนี้เชื่อว่าท่านพระอาจารย์มหาแล คงจะลองฉันบ้างแล้วน่ะครับ..แต่ผมจะทำอย่างไงดีครับอยากให้ท่านอาจารย์ดร.วิรัตน์ ลองรับประทานของฝากจากพรหมพิรามดูบ้าง..

                        

                       

อธิบายภาพ: มะยมชิด(มะปรางไข่ไก่) ของดีเมืองพรหม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก (สวนลุงเบิ้ม) ภาพถ่ายโดย พระอธิการโชคชัย

สวัสดีครับคุณเสวกครับ

  • เห็นรูปวาดไอ้แบ้ทีไรก็ชอบและนึกเห็นภาพชีวิตชนบทอันรื่นรมย์ ให้ครึ้มอกครึ้มใจไปด้วยได้ทุกที การวาดรูปเป็นภาษาสื่อสะท้อนประสบการณ์และการมีความลึกซึ้งต่อชีวิต หากสามารถทำให้คนรู้วิธีพากันเห็นภาพและวาดใจ แล้วจึงค่อยถ่ายทอดภาษาภาพออกมาด้วยมือหรือทางใดทางหนึ่ง สังคมก็จะสามารถถ่ายทอดสื่อสารความละเอียดอ่อนลึกซึ้งต่อสิ่งต่างๆของมนุษย์ได้อย่างไร้ข้อจำกัดมากยิ่งๆขึ้นไปอีกนะครับ
  • กังหันลมบนหลังคา ยอดไม้ หรือยอดตาลของชาวบ้านนอกนั้น นอกจากเป็นของเล่นสร้างความเลิพดเพิลนใจแล้ว ก็นับว่าเป็นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแบบชาวบ้านในการบอกทิศทางลมเพื่อคำนวณการทำงานและการทำมาหากินต่างๆ ที่มีความสำคัญมากเลยนะครับ การเล่นว่าวและการเล่นกังหัน ต้องเล่นกับลมบน ภายใต้ความเพลิดเพลินของว่าวลอยลมและการหมุนของกังหันนั้น ชาวนา โดยเฉพาะชาวนาข้าว จะสามารถถัวเฉลี่ยทิศทางลม คาดคะเนความแรงและความผันผวนของลม ว่าจะเป็นอย่างไร หากจะฝัดข้าว ทั้งหลังจากนวดข้าวและสีข้าวเพื่อตำด้วยครกกระเดื่อง เมื่อโยนแกลบและบวกกับข้อมูลของกังหันลมแล้ว ก็ทำให้พอจะรู้ว่าควรจะตั้งสีฝัดข้าวทางด้านไหนของลานข้าวและตัวบ้าน ซึ่งจะทำให้แกลบและคายข้าว ไม่ลอยปลิวเข้าบ้าน
  • ชอบเรื่องของนายแดง มากน้อย บ้านเนินขี้เหล็ก จังเลยครับ เป็นการสะสมเรื่องราวของชุมชนที่มีอยู่ในผู้คนที่งามดีครับ

กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอธิการโชคชัยครับ

  • เห็นแล้วก็ให้น้ำลายไหลไปหลายหยดเลยละครับ
  • เป็นมะยมชิดที่แสนจะอร่อยและหอมหวานเข้าไปถึงจิตวิญญาณยิ่งกว่ามะยมชิดไหนๆเลยนะครับ เพราะเป็นมะยมชิดจากน้ำใจและความรำลึกถึงกัน จะไปซื้อหาจากที่ไหนก็ไม่ได้ เพราะไม่สามารถประเมินค่าเป็นเงินทองได้ นี่ขนาดเป็นเพียงคนได้รับรู้ก็ให้รู้สึกหอมหวานและเกิดความอิ่มในใจไปด้วยเลยนะครับ
  • สำหรับผมนี่ หากส่งไปที่อาเขตสถานีรถทัวร์ของเชียงใหม่ แล้วให้เขาโทรไปบอกให้ผมไปรับที่ ๐๘๖-๖๗๐๒๙๗๒ ก็ได้ครับ แต่มันจะลำบากคนส่งและพระคุณเจ้าน่ะสิครับ .... ฮ่าาาา ทำปากว่าตาขยิบน่ะครับ

เจริญพรโยมอาจารย์ดร.วิรัตน์

เดี๋ยวอาตมาจัดให้ครับ...ตอนนี้คุณครูโรงเรียนหนองบัว

ชมและชิมกันอย่างเอร็ดอร่อยเลยครับ..

สบายใจและมีความสุขทั้งผู้รับและผู้ให้ครับ.

ท่านอธิการโชคชัยครับ

ผมได้ฉันแล้วครับมะยมชิตของดีเมืองพรหม กรอบหอมหวานดี
ผลใหญ่ ผลสวย ทราบว่าโลหนึ่งราคาเกินร้อยบาท ไม่พอขายด้่วย
เมื่อวานพระคุณเจ้าถวายมาหนึ่งโล ขอบอกว่ารสชาดสมราคาครับ 
ขอบพระคุณมากครับ
                                 
                                มะยมชิตของดีเมืองพรหม(พรหมพิราม) 

ทราบว่าโลหนึ่งราคาเกินร้อยบาท
แก้เป็น เกินครึ่งร้อยบาทครับ

เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว ผมพานักศึกษาไปดูงานที่จังหวัดนครนายก
เห็นกิโลกรัมละตั้ง ๒-๓ ร้อยบาทแน่ะครับ ราคาลงเร็วมากเลยนะครับ

        ราคาในท้องตลาดยังขายแพงมากครับ ราคาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ150-300ร้อยบาท(ช่วงต้นฤดู) แต่ที่สวนปลูกไว้เพื่อรับประทานกันเอง เพียงแค่ 20 กว่าต้น เหลือแล้วก็แบ่งปันให้ชาวบ้านใกล้เคียงได้รับประทานด้วย ในราคาบ้านบ้านครับ เมื่อ 2 ปีกว่าขายส่งกิโลละ 50 บาท แต่ปัจจุบันขอปรับขึ้นเป็น 60 บาท เพราะค่า GDP มันสูงขึ้น..ฮ่าฮ่า..

       ขอบอกที่สวนลุงเปิ้มนี้ ใช้สารชีวภาพแทนการใช้สารเคมีครับ เช่น น้ำส้มควันไม้ ช่วยเร็งการติดตาดอก และไม่มีแมลงรบกวน ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคครับท่าน.. 

ในสังคมชาวบ้านเมื่อตอนเป็นเด็กและอยู่บ้านนอกที่หนองบัวนั้น ผลไม้พวกมะปราง ชมพู่ มังคุด ส้ม อะไรเทือกนี้ ต้องถือว่าเป็นของราคาแพง คนมีเงินถึงจะมีโอกาสได้กิน ส่วนชาวบ้านนั้น ก็จะมีพวกมะขามหวาน เมล็ดมะขามคั่ว แตงไทย มะขวิด มะตูม เล็บเหยี่ยว มะละกอ ขนุน มะม่วง ลูกไข่เน่า กล้วย ซึ่งก็เยอะกระทั่งทั้งกินและใช้ขว้างหัวกันเล่นแล้วก็ยังเหลือเฟือ

 

เจริญพรโยมอาจารย์ดร.วิรัตน์

         อาตมาจัดส่งมะยมชิดฝากถึงโยมอาจารย์แล้วนะ เมื่อบ่ายวันนี้ทางรถ บขส. นครชัยแอร์ จากพิษณุโลก จะถึงสถานีขนส่งเชียงใหม่เวลา 08.00 น. ลองชิมเล่นๆ นะครับ 15 กิโลกรัม(พอดีโยมไปหากล่องมาใหญ่หน่อยนะครับ..) เมื่อเวลา 18.29 น. โทรถามเครือข่ายครูหนองบัวโทรติดและรับ คือ ครูปอง และบอกว่าได้รับแล้ว..แจกจ่าย แบ่งปันกันทั่วถึง ดีใจครับ..ที่ได้รับแล้ว..อาตมานำรูปมาฝากครับ

   

  

มะยมชิด เก็บจากต้นสดๆ และบรรจุลงกล่อง ผ่านไปหนึ่งคืน สองคืน รสชาติจะดีมากครับหวานฉ่ำ ดับความร้อนได้ดีนักแล...ถือว่าเป็นของฝากจากพรหมพิราม โดยพระอธิการโชคชัยและญาติโยมครับ. เจริญพร

เรียนท่านพระอาจารย์มหาแล

แหม..รู้สึกว่าผลไม้ตามฤดูกาล เวทีคนหนองบัวปีนี้จะออกดอกออกผลเยอะดีนะครับ

มีให้เลือกชิมและชม หลายมะ...ดีครับ ผลไม้ไทยๆ นับวันจะหายากแล้วครับ เช่น มะขวิด สมัยผมเด็กๆ ผมกินจนถ่ายไม่ออกเลยครับ เม็ดมันเยอะ แต่จริงๆแล้วมะขวิดเป็นยาถ่าย ยาระบายอย่างดีเชียว..

ท่านอธิการโชคชัยพูดถึงผลไม้ไทยๆ เลยนึกขึ้นได้อีกหลายอย่างเลยนะครับ
ฝรั่งขี้นกครับ ตอนนี้ก็เริ่มจะหากินแล้วนะ เมื่อปีที่แล้ว(๑๙ กันยายน ๒๕๕๔)มีคนนำมาถวายผมเยอะเลยครับ เมื่อจิ้มพริกเกลือก็คิดถึงบ้านเลยแนะ เป็นอย่างนั้นจริงๆครับ ไปนาทำงานหนักๆ กลับถึงบ้านตอนเย็นๆ ได้ฝรั่งขี้นกจิ้มพริกเกลือนี่ ชื่นใจหายเหนื่อยเลยครับ
 
         
         นำมาจากบันทึกคนหนองบัวกับพริกเกลือที่นี่ครับ :
 http://www.gotoknow.org/blogs/posts/281711

ส้มซ๋า

ส้มซ๋าเืมื่อก่อนที่หนองบัวก็เยอะนะครับ ในตอนนั้นผลไม้ชนิดนี้ถือว่าเป็นของฝากในชุมชนที่มีระดับเลยแหละ โดยเฉพาะเด็กๆนี่กินได้ทุกวัน ไม้ซ่าวยาวๆสอย ฟาด เขย่า หรือบางทีก็ใช้กระบองขว้างเอา ใครมีฝีมือในการยิง ก็หนังสะติ๊กนี่แหละ ยิงก็พอได้กิน

ส้มซ่าผลคล้ายมกรูดครับ ผิวขรุขระเล็กน้อย เปลือกหนากว่าส้มทั่วไป รสชาติอมเปรี้ยวเล็กน้อย นอกจากจะกินผลสุกแล้ว ผลดิบหรือเปลือกส้มซ่านี่ก็เข้ายาไทยได้หลายขนาน
ส่วนใบอ่อนนำไปทำเป็นเครื่องปรุงใส่ต้มอ่าง อร่อยมากเลย ผมไม่ได้เห็นต้นและกินส้มซ่านานมากแล้วครับ
ภาพนี้ยืมมาจากบล็อกเกอร์นครสวรรค์ในโกทูโนครับ 
                           
                           ส้มซ่า:โดยคุณnana กรุณา สุขแท้

Ico64กรุณา สุขแท้ 
นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ 
ศูนย์อนามัยที่ 8
 http://www.gotoknow.org/blogs/posts/372273

น้ำลายไหลหลายหยดแล้วครับท่านพระอาจารย์มหา มีแต่ของเปรี้ยวๆ ทั้งนั้นเลย..คลายร้อนไปได้เยอะครับ..

ใบอ่อนนำไปทำเป็นเครื่องปรุงใส่ต้มอ่างอร่อยมากเลย คือ อะไรครับ

วันนี้ไ้ด้ทราบว่าท่านอธิการโชคชัย จะนำมะยมชิตส่งไปให้อาจารย์วิรัตน์ที่เชียงใหม่ เลยถือโอกาสฝากให้ท่านช่วยซื้อให้ด้วย จำนวน ๓ กิโลกรัม ญาติท่านอธิการซึ่งเป็นเจ้าของสวนรู้ว่าพระสั่ง ก็เลยร่วมทำบุญถวายเพิ่มมาให้มาอีกหนึ่งโล
ขออนุโมทนาบุญกับเจ้าของสวนและท่านอธิการด้วยครับ
                             

 

กราบนมัสการท่านพระอธิการโชคชัยครับ

  • ผมได้ไปรับมะยงชิดที่พระคุณเจ้าได้จัดส่งไปให้มาเรียบร้อยแล้วครับ แกะออกดูแล้วก็ให้ระลานตา ลูกมันโตอย่างกับไข่ไก่ รวมทั้งเยอะมากเลยครับ เต็มกล่องเลย กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ รวมทั้งขอบพระคุณโยมของพระคุณเจ้า และขอบใจเจ้าหนูน้อยพ่อค้าและชวนสวนมะยงชิดตัวเล็กๆ ๒ คน
  • เลยตั้งใจว่าจะขอรับเพียง ๕ กิโลนะครับ อีก ๑๐ กิโลนี่ขอให้ผมได้ซื้อเป็นกำลังและเป็นทุนการศึกษาของเจ้าหนูตัวเล็กสองคนนั่น รวมทั้งเป็นกำลังใจญาติโยมของพระคุณเจ้าด้วยนะครับ ผมคิดราคาและรวมค่าใช้จ่ายในการส่งให้เสร็จสรรพด้วย สักเท่าไหร่ดีครับ สัก ๗๐๐ บาทก็แล้วกัน ตอนไปจัดกิจกรรมเวทีคนหนองบัว ในงานงิ้วปีนี้ด้วยกันปลายเดือนมีนาที่จะถึงนี้ จะขอความอนุเคราะห์ฝากไปกับพระคุณเจ้าอีกทีหนึ่งนะครับ

                                     

                                     

  • ผมกับครอบครัวเลยขอเสริมส่งการปฏิบัติทานบารมีของพระคุณเจ้าและญาติโยมจากพรหมพิรามเนื่องในวันมาฆะบูชานี้ โดยจัดการแบ่งมะยงชิดใส่ถุงเล็กๆได้กว่า ๑๐ ถุง เตรียมเอาไปแจกจ่ายคนเฒ่าคนแก่ ชาวบ้าน และครอบครัวของญาติๆ
  • อีกส่วนหนึ่ง ก็จัดตะกร้า พากันไปน้อมถวายแด่พระคุณเจ้าเจ้าอาวาสวัดห้วยส้ม ซึ่งท่านและกลุ่มศรัทธากำลังเตรียมจัดงานปอยหลวง เฉลิมฉลองการสร้างศาลาการเปรียญ ร่วมกันของวัดและชุมชน
  • ท่านกำลังอาพาธ เป็นไข้หวัดลงคอ ก็นับว่าเหมาะแก่กาลพอดี พรุ่งนี้หากได้ฉันผลไม้ก็จะช่วยให้ชุ่มคอและบรรเทาความระคายคอ
  • เมื่อทราบเจตนาและทราบความเป็นมาแล้ว ท่านก็กล่าวอนุโมทนาและให้ศีลให้พร มีความสุขครับ
  • พอเสร็จแล้วผมเลยได้ชิม อร่อยชื่นใจมากครับ หมดเป็นครึ่งกิโลครับ เลยไม่รู้ว่าจะเรียกว่าชิมได้หรือเปล่า

เจริญพรโยมอาจารย์ดร.วิรัตน์ครับ

        อาตมาเห็นแล้วก็ชื่นใจ หายเหนื่อย.. โยมจัดใส่ตะกร้าแล้วก็ดูดีนะครับ สวยงามแบบไทยๆ เหมาะเป็นของฝากเข้าคารวะขอพรผู้เฒ่า ผู้แก่จริงๆ (อาตมาตั้งใจเป็นของฝากให้โยมอาจารย์นะครับ) ปีนี้มะยมชิดของฝากจากพรหมพิราม ได้ไปถึงห้วยส้มและได้ถวายพระคุณเจ้าอีกด้วย  เมื่อปีที่แล้วก็ได้จัดถวายหลวงพ่อพระพยอม จากวัดสวนแก้ว ไปตะกร้าหนึ่งเช่นกัน ท่านได้มีโอกาสมาเทศนาธรรม ณ เทศบาลตำบลพรหมพิราม และถ้าญาติโยมอาตมาเห็นท่านก็คงอิ่มบุญไปด้วยเช่นกัน ทีแรกก็จะเอาไปฝากกันช่วงงานงิ้วนั่นแหละครับ แต่มะยมชิดอยู่ไม่ถึงก็เลยจัดให้เสียตอนนี้เลย..ขออนุโมทนาบุญร่วมด้วยครับ..

       ท่านเจ้าอาวาสวัดห้วยส้ม ดูคุ้นๆ นะครับน่าจะเคยเจอกันสมัยทำงานเครือข่ายพระสงฆ์ ต้านภัยยาเสพติด พระวิทยากร "กองทัพธรรม กองธรรมไทย" วัดห้วยส้มก็มีบทบาทร่วมกับวัดเจดีย์หลวง ในการทำงานของบทบาทพระสงฆ์และอีกหลายวัดในจังหวัดเชียงใหม่ ถ้าบอกว่าอาตมามาจากวัดสวนร่มบารมี ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิราม ซึ่งจัดตั้งเป็นศูนย์ประสานงาน จัดอบรม สัมมนาเครือข่ายพระสงฆ์ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด พระอาจารย์น่าจะร้องออ..(ถ้าผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ)

        อาตมาคุยเรื่องมะยมชิด ของฝากจากพรหมพิราม ยาวไปหน่อย ถือว่ามีปีละครั้งนะครับโยมอาจารย์ เสมือนวันมาฆบูชา..เจริญพร

ใกล้จะถึงงานงิ้วปีนี้แล้ว (๒๒-๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕)
ถือโอกาสเชิญชวนบล็อกเกอร์หนองบัว ที่อยู่ในพื้นที่,ต่างจังหวัด,ต่างประเทศ ถ้าในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีโอกาสกลับหนองบัว ก็อย่าลืมแวะไปชมไปเชียร์กันสักหน่อยก็จะดี

และอีกกลุ่มสองกลุ่มที่อยากเชิญชวนไปเที่ยวงานงิ้วปีนี้คือกลุ่มพริกเกลือกลับกลุ่มชมรมร่มไม้ ที่ทำงานอยู่จังหวัดระยอง กลับไปเยี่ยมบ้านตอนงานงิ้วแล้วละก็เชิญไปร่วมกันจัดกิจกรรมได้เลยขอบอก

บล็อเกอร์หนองบัวที่ไปร่วมกันจัดงานก็มีสามท่านคือดร.วิัรัตน์ ครูอนุกูล และอาตมา ส่วนที่เหลืออีกสิบกว่าท่านก็เจริญพรทุกท่านเลยคือ

(๑)วิฑูรย์ ขำสุข(๒)อ้อย : สุภาเพ็ญ นุชเฉย (๓)อัญชัน แสนเหมือน(๔)เสวก ใยอินทร์ (๕)ฉิก : ศักดิ์ศรี  พิทักษ์อำนวย (๖)สมบัติ  ฆ้อนทอง (๗)อำนาจ(ธนกฤต)รอดแสวง (๘)บุญเลิศ ทรงทอง(๙)กิตติ ป้อมเสน (๑๐)ยุพิน รอดประพันธ์ (๑๑)รัชทนง รัชโพธิ์พรหม

 งานงิ้วหนองบัว : วาระรักชาติ วาระรักบ้านเกิด

ของฝากงานงิ้วหนองบัว ๒๕๕๕
สองสามวันที่ผ่านมาได้ขอแรงพระในวัด(พระกิตติพงษ์ สุเมโธ)
ให้ช่วยทำเอกสารแผ่นพับเล็กๆกระดาษเอ๔(๒ แผ่น,๘ หน้า)
โดยนำตำนานเมืองหนองบัวมารวบรวมไว้หนึ่งเรื่อง
สำหรับแจกเด็กๆและชาวบ้าน
ที่มาเที่ยวงานงิ้วที่จะถึงนี้(๒๒-๒๖ มีนาคม ๒๕๕๕)

ประชาสัมพันธ์บอกกล่าวในที่นี้เลยว่าไปงานงิ้ว อย่าลืมไปชมนิทรรศการพบปะพูดคุยกันได้ที่เต้นท์เวทีคนหนองบัวและรับเอกสารกลับไปอ่านที่บ้าน
                   
                            
                                                      หน้าปกเอกสาร
                            
                            
                                                        ปกหลัง 

เห็นแล้วสนุก คึกคัก น่าดีใจแทนเด็กๆ ชาวบ้านชุมชนรอบเกาะลอยและหนองกลับ และคนหนองบัวครับ

กราบนมัสการพระคุณเจ้าพระอาจารย์มหาแล และพระอธิการโชคชัย

สวัสดีพี่วิรัตน์ และสมาชิก เวทีคนหนองบัว ทุกๆท่าน

รู้สึกผิดมากๆๆๆเลยในฐานะลูกหลานคนหนองบัว ที่ไม่ค่อยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดนิทรรศการครั้งนี้

อีกอย่าง ผมจะแว่บเข้ามาดูมาอ่านเฉพาะในบันทึกหลัก "เรียนรู้สร้างสุขภาวะคนหนองบัว" ไม่ทราบว่าพี่วิรัตน์ได้ทำบันทึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิมรรศการครั้งนี้ เดี๋ยวจะรีบตามไปอ่านไปอัพเดทข้อมูลเพื่อจะได้มาช่วยต่อยอดออกไปอีก

ผมจะไปหนองบัวเสาร์-อาทิตย์ 24-25 มี.ค.นี้ เอาเป็นว่าจะให้ผมช่วยอะไรบอกได้เลยนะครับ เดี๋ยวจะชวนเพื่อนๆที่หนองบัวและที่จะกลับหนองบัวมาร่วมงานด้วย

เจริญพรคุณฉิก

ปีที่แล้วได้อาศัยคุณฉิกช่วยประสานงานในหลายด้านได้อย่างดีมาก
จนงานจัดนิทรรศการสำเร็จไปได้อย่างงดงาม 
ปีนี้ดูหลายอย่างก็ลงตัวดี จะมีเพิ่มเติมจากปีแล้วก็คือปีนี้ได้นำสื่อความรู้ ตำนานพื้นหนองบัว หนองกลับ ที่บันทึกไว้เมื่อปีที่แล้ว มีภาพวาดประกอบด้วย

คิดว่าสื่อชุดนี้ จะถูกใจเด็กๆชาวบ้านมากๆแน่นอน
เรื่องราวเหล่านี้ก็มีหลายคนที่ยังจดจำไว้ได้
แต่การถ่ายทอดยังไม่ชัดเจน เหมือนมีสื่อประกอบ
เป็นตำนานที่มาของชื่อหนองบัว หนองกลับ เกาะลอย หลวงปู่ฤาษีนารายณ์

เมื่อคนมาเที่ยวงานงิ้ว ได้ชมอ่านสื่อนี้แล้วก็ได้บรรยากาศมากๆ เพราะเข้ากับงานงิ้ว
เกาะลอย รู้ความเป็นไปเป็นมา (ยังไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อนเลย)

คงได้เจอกันในงานอีกครา

งานงิ้วเิริ่ม ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๕
เวทีคนหนองบัวจะได้ไปจัดนิทรรศการในสามวันหลัง(๒๔-๒๖)
โดยนิทรรศการเวทีคนหนองบัวของเราเริ่มจัดวันแรกนั้น 
ก็คือในวันที่สามของงาน(๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕)

ที่จัดวันที่๒๔ ก็เพราะผู้จัด(ดร.วิัรัตน์)ติดภาระกิจช่วงนั้นพอดี 

พรุ่งนี้งานงิ้วเริ่มแล้ว(๒๒มีนาคม๒๕๕๕)
ก่อนจะได้ไปชมงานในปีนี้
จะขออนุญาตนำคลิปการจัดนิทรรศการ
ของเวทีคนหนองบัวในงานงิ้วปีที่แล้ว(๒๕๕๔)
มาฝากคุณฉิกและทุกท่านที่เข้ามาอ่านในหน้านี้เป็นประจำ
(นำมาเผื่อบางท่านที่อาจจะไม่มีเวลาไปอ่านที่บันทึกเพิ่มเติมต่างหากในเรื่องเดียวกันนี้)
คลิปเวทีคนหนองบัวชุดนี้
จัดทำโดยอาจารย์ณัฐพัชร์ ทองคำ Ico48ณัฐพัชร์ 

Clip เวทีคนหนองบัว ๒๕๕๔(๑/๓)

<object width="420" height="315"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/C7q51oMnVcU?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0"></param><paramname="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/C7q51oMnVcU?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" width="420" height="315" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object>

Clip เวทีคนหนองบัว ๒๕๕๔(๒/๓)

<object width="420" height="315"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/2McrcVNf9Mo?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0"></param><paramname="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/2McrcVNf9Mo?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" width="420" height="315" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object>

Clipเวทีคนหนองบัว ๒๕๕๔ (๓/๓)

<object width="420" height="315"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/ZIJNszTizRI?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0"></param><paramname="allowFullScreen" value="true"></param><param name="allowscriptaccess" value="always"></param><embed src="http://www.youtube.com/v/ZIJNszTizRI?version=3&amp;hl=en_US&amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" width="420" height="315" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object>

ที่มาคลิปเวทีคนหนองบัวในบันทึก : เนื้อหานิทรรศการเวทีคนหนองบัวในงานงิ้นปี ๒๕๕๕ นี้
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/482375

สวัสดีครับฉิก
ฉิกช่วยประสานงานอีกทางหนึ่งด้วยก็จะยิ่งดีเลยครับ แม้นจะไปในวันแห่เลย แต่ฉิกคุ้นเคยกับกรรมการจัดงานหลายคน จะสามารถโทรติดต่อโดยตรงกับหลายคนได้ ผมได้ติดต่อประสานงานกับกำนันวิรัตน์ไว้บ้างแล้ว แต่ตอนนี้จะถึงวันงานแล้ว ยังไม่ได้ติดต่อย้ำอีก อีกทั้งต่างก็กำลังติดงานอื่นๆกันไปด้วย เลยจังหวะจะติดต่อกันได้ตรงกันก็ยากอยู่เหมือนกัน เมื่อวานได้ติดต่ออาจารย์พนม ผอ.โรงเรียนบ้านหนองไผ่ เพื่อนชวนเชิญมาเป็นคนพูดเชิญชวนและสื่อสารสร้างการเรียนรู้ให้กับชาวบ้านระหว่างการดูนิทรรศการ ก็ได้ฝากประสานงานด้วยทางหนึ่ง

ฉิกจะช่วยโทรติดต่อโดยตรงอีกก็จะยิ่งดีครับ เพราะแต่ละคนของคณะที่จะไปจัด ไม่ว่าจะผม ท่านพระอาจารย์มหาแล และคนที่จะพากันไปช่วยนั้น จะไปเจอกันในวันงานก่อนวันแก่คือ ๒๓ มีนา. แม้จะติดต่อประสานงานและทำสิ่งต่างๆไปด้วยกันอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งหมดนี้ทำจากระบบออนไลน์ทั้งสิ้นเลย ตัวจริงยังอยู่คนละทิศละทาง ตอนนี้ผมก็ยังอยู่ที่สงขลา จะกลับและไปหนองบัวก็วันที่ ๒๒ โน่นเลย ซึ่งหากคนยังไม่เห็นเขาก็จะเข้าใจว่ายังไม่เห็นมีอะไรคึกคักและอาจจะติดตั้งเต๊นท์ในวันนั้นเลย ซึ่งก็จะขลุกขลัก

                     

เต๊นท์ โต๊ะ เก้าอี้ รวมทั้งบริเวณที่จะติดตั้ง อยากให้เป็นเหมือนเมื่อปีที่แล้ว หรือคือ ๒ เต๊นท์และอยู่ติดกับศาลาเจ้าพ่อเจ้าแม่ฯเลย หากเพิ่มได้ก็เพิ่มอีก ๑ เต๊นท์ อย่างในผังน่ะครับ เมื่อจัดงานแล้ว ก็อยากขอให้ทุกคนได้ทำเหมือนกับปีที่แล้วอีกครับ คือหากมีกล้องก็ถ่ายรูปเก็บข้อมูลให้รอบด้านที่สุดตรงที่ตนเองเข้าถึงได้ แล้วก็นำมาเขียนและออนไลน์รวบรวมไว้ด้วยกัน ปีนี้ทางระบบออนไลน์ของ gotoknow เขาสนับสนุนให้เวทีหนองบัวได้ถอดบทเรียน ก็คิดว่าจะใช้เป็นโอกาสประมวลภาพและประมวลข้อมูล มาจัดทำเป็นสื่อ โดยเฉพาะให้เป็นต้นฉบับหนังสือและสิ่งตีพิมพ์ ซึ่งจะทำให้เริ่มมีองค์ความรู้และใช้เป็นตัวป้อนให้กับความริเริ่มสิ่งต่างๆในระดับอำเภอต่อไปได้อีกมากมาย  ในรายละเอียดนั้น จะมีในบันทึกต่างหากอีกบันทึกหนึ่งครับ ที่นี่ครับ http://www.gotoknow.org/blogs/posts/482464

จะนำแผ่นพับ ใบปลิว จากเวทีคนหนองบัวจำนวน ๒ เรื่องคือ
เชิญชมนิทรรศการ
เวทีคนหนองบัว : วาระรักชาติ วาระรักบ้านเกิดและถิ่นอาศัย
และชุมชนและคนหนองบัว จะไปร่วมเสวนาเวทีคนหนองบัวในงานงิ้วปี ๒๕๕๕ นี้ได้อย่างไร

โดยปริ้นเอ๊าออกมา ได้สองหน้ากระดาษ A๔(หน้าหลัง)
จะนำไปให้ญาติโยมและอาสาสมัครที่หนองบัวช่วยแจกในชุมชนและตลาดหนองบัว
พร้อมทั้งเชิญชวนให้เที่ยวงานงิ้วและมาพบปะพูดคุยสนทนาประสาญาติพี่น้องที่เวทีคนหนองบัวด้วย
แจกก่อนเปิดงานเวทีคนหนองบัว สักวัน สองวัน(๒๒,๒๓ มีนาคม๒๕๕๕) 

ขอกราบอนุโมทนาสาธุครับผม

อยากเห็นแผ่นพับ ใบปลิวจังเลยครับ

เดี๋ยวจะโทรบอกครูออดที่หนองบัวให้มาช่วย

แล้วเจอกันวันเสาร์ครับ

สวัสดีทุกๆท่าน

ดีใจที่ได้มีโอกาสไปร่วมนิทรรศการเวทีคนหนองบัวช่วงงานงิ้วที่ผ่านมา เมือคืนวันเสาร์ 24 มี.ค.2555
หลายๆท่านที่รอฟังข่าวสารเกี่ยวกับงานดังกล่าวอาจจะรู้สึกว่าทำไมเงียบจัง ขอให้ท่านได้คลิกตรง สารบัญ จึงจะเห็นหัวข้อย่อยที่พี่วิรัตน์ได้ทำแยกแต่ละเรื่องราวไว้ (ให้ดูรูปด้านล่างนี้นะว่าสารบัญมันอยู่ตรงไหน) ก่อนนี้ผมก็ตามข่าวแต่เฉพาะในนี้ (เรียนรู้สร้างสุขภาวะคนหนองบัว) เลยตกข่าวไปหลายๆเรื่อง
ไปคราวนี้ไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่ ไปถึงหนองบัวเอาเกือบบ่ายสาม ขบวนแห่ต่างๆกำลังทยอยกลับเข้าสู่ศาลเจ้าแล้ว เลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เดี๋ยวจะลองติดต่อคณะกรรมการจัดงานขอรูปขอวิดีโอเอามาลงให้ดูกัน
ส่วนงานนิทรรศการช่วงกลางคืน สนุกมาก ผมก็กำลังรอดูรูป/วิดีโอที่ทางทีมงานได้บันทึกไว้อยู่เหมือนกัน ไว้ว่างๆจะมาเล่าให้ฟังกันใหม่

  • ขอบคุณที่ฉิกช่วยแนะนำวิธีเห็นเนื้อหาและเข้าไปอ่านได้สะดวกมากขึ้น
  • นิทรรศการกับการนั่งสเวนากันในวันแห่สนุกมากเลยเนาะ อีกทั้งเป็นโอกาสได้เก็บรวบรวมเรื่องราวต่างๆไว้เยอะเลย
  • วันสุดท้ายของงานก็สนุกไม่แพ้กัน แต่เป็นวงนั่งคุยแบบเกิดขึ้นเอง ได้ความสนิทสนมอย่างคนหนองบัวด้วยกันดีมากเลย
  • ฝากแสดงความประทับใจครูออดเพื่อนร่วมรุ่นของฉิกมากๆหลายเรื่องเลยนะครับ

หลังจากงานงิ้วปี ๒๕๕๕ นี้แล้ว เวทีคนหนองบัวมีข้อมูลและบันทึก ถ่ายทอดและรวบรวมเรื่องราวต่างๆไว้เพิ่มขึ้นอีกหลายเรื่อง เชิญติดตามอ่านและชม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยกันแก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูล ตามอัธยาศัย ดังนี้ครับ

การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีกับความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งระบบ      
กลุ่มพริกเกลือ คนหนองบัว      
พื้นที่สื่อสารและถักทอชีวิตส่วนรวมในวิถีชาวบ้าน      
ยูงทองบานสะพรั่งที่วัดบ้านใต้      
แคบ้าน-แคป่า : 'รับประทาน'อาหารและผักหญ้าจากฟ้าดิน      
ขุดลอกและฟื้นฟูระบบคูคลองห้วยน้อย หนองบัว นครสวรรค์      
ไม่รู้ว่าลูกอะไร      
ทัศนียภาพรอบเกาะลอย หนองบัว นครสวรรค์ เมษายน ๒๕๕๕      
ภาพศาลหลวงปู่ฤาษีนารายณ์และเจ้าพ่อเจ้าแม่หนองบัว      
ภาพแหล่งหย่อนใจและออกกำลังกายรอบสระเกาะลอย หนองบัว นครสวรรค์      
ภาพชุมชนรอบเกาะลอย หนองบัว นครสวรรค์ เมษายน ๒๕๕๕      
การคัดวัวและทำเวทมนต์ให้หลุดจากเกณฑ์ทหาร      
สื่อและกระบวนการเรียนรู้สร้างสุขภาวะ ที่ศึกษาและพัฒนาขึ้นจากบริบทของชุมชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป      
คลองมะรื่น การกินเนื้อวัวควาย กับวัฒนธรรมและวิถีการผลิตของชุมชนหนองบัว      
นายอำเภออรุณ วิไลรัตน์และรถแทรกเตอร์ : อนุสรณ์ความสามัคคีและพลังความสำนึกต่อส่วนรวมของคนหนองบัว      
เวทีคนหนองบัวกับการร่วมกันส่งเสริมภาวะผู้นำทางวิชาการของครูและผู้นำชุมชน      
ริ้วคลื่นจากก้อนหินสู่ผิวน้ำ : วงสนทนาหลังเสร็จงานเวทีคนหนองบัว ๒๕๕๕      
เกาะลอย พื้นที่สร้างสุขภาวะสาธารณะและแหล่งน้ำในตัวเมืองหนองบัว      
แหล่งภูมิปัญญาบุคคลเพลงพวงมาลัยของหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์      
หมอกวน ดำโต : แพทย์แผนไทย,อสม ดีเด่น และแหล่งภูมิปัญญาบุคคลของหนองบัว

เก็บตกจบแล้ว...

       กราบขอบพระคุณท่านพระอาจารย์มหาแล อาสโย (ขำสุข) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ เครือข่ายครูโรงเรียนหนองบัว และเครือข่ายเวทีคนหนองบัวในเว็บบล็อก GotoKnow.org ทุกๆ ท่าน .. ฯ ผู้วิจัยขอเจริญพรขอบคุณเป็นอย่างยิ่งในความกรุณาที่ให้คำปรึกษา และแนะนำตลอดมาตั้งแต่ต้นจนจบ..

       คุณค่าและประโยชน์อันใดพึงมีจากงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยขอน้อมนำคุณค่าและประโยชน์นั้นกลับมาเป็นเครื่องบูชาพระคุณของบิดา มารดา บูรพาจารย์ ผู้ให้ความรู้แก่ผู้วิจัย รวมทั้งวิทยานิพนธ์เล่มนี้.

ยินดีด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยนะครับ
ในที่สุดก็จบจนได้ในนาทีสุดท้ายเลยใช่ไหมครับ

ต่อไปก็คงมีเวลาทำเวทีคนพรหมพิรามได้เต็มที่เลยเนาะ
จะคอยติดตามนะครับ

กราบนัมสการพระคุณเจ้าทั้งสอง
ท่านพระอาจารย์มหาแล และท่านพระอธิการโชคชัยครับ

หายเงียบไปเป็นครู่ ท่านพระอธิการโชคชัยนั้น มาอีกครั้งก็นำข่าวดีมารายงานให้ได้ร่วมรับทราบและแสดงความปีติยินดีไปด้วยกันเลยนะครับ ขอร่วมอนุโมทนาในการผ่านการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์แล้วนะครับ รวมทั้งขอแสดงความยินดีกับชาวหนองบัวและเครือข่ายเรียนรู้ในเวทีคนหนองบัวด้วยอีกทางหนึ่ง ที่วิทยานิพนธ์ขั้นมหาบัณฑิตของท่านพระอธิการโชคชัยที่ได้ลุล่วงความสำเร็จมาโดยลำดับ กระทั่งสำเร็จเสร็จสิ้นเกือบทั้งหมดกระบวนการที่ต้องทำแล้วนี้ เป็นงานวิจัยวิทยานิพนธ์ที่ท่านได้ใช้อำเภอหนองบัวและเวทีคนหนองบัวเป็นกรณีศึกษา ดังนั้น เวทีคนหนองบัวจึงมีส่วนได้ร่วมสร้างมหาบัณฑิตให้กับสังคมไปด้วย ๑ ท่าน และได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้เกิดการวิจัย สร้างความรู้เกี่ยวกับหนองบัว ซึ่งนับว่าเป็นผลดีทั้งต่อหนองบัวและต่อสังคมส่วนรวม

ส่วนท่านพระอาจารย์มหาแลนั้น ท่านหายไปเป็นครู่ ก็มองหาและคิดถึงอยู่เสมอละครับ คิดอยู่นะครับว่าในช่วงนี้เป็นฤดูกาลของการเว้นจากการทำนาทำไร่ ชาวบ้านทั่วประเทศจึงมักจะถือเป็นโอกาสบวชลูกหลานกันในช่วงนี้ ก็เลยพอจะจินตนาการออกถึงเหตุปัจจัยให้ท่านต้องปลีกไปทำกิจต่างๆสักพักหนึ่งก่อน นานๆครั้งที่ท่านเข้ามานี่ ก็ค่อยทำให้เวทีคนหนองบัวมีชีวิตชีวาหน่อยละครับ

ณัฐพัชร์
IP: xxx.55.2.155
เขียนเมื่อ 

ขอกราบนมัสการแสดงความยินดีกับมหาบัณฑิตใหม่จากพรหมพิรามค่ะ ^^

กราบขอบพระคุณ..และเจริญพรขอบคุณ..อีกครั้ง

Ico48

พระมหาแล อาสโย ขำสุข (ความเคลื่อนไหวล่าสุด

18 พฤษภาคม 2555 16:38 
#2638376

Ico48 วิรัตน์ คำศรีจันทร์ (ความเคลื่อนไหวล่าสุด
18 พฤษภาคม 2555 21:08 
#2638487

  Ico48ณัฐพัชร์ 

สาธุ สาธุ..สาธุ.

ขอเชิญชาวหนองบัว ร่วมงาน
'เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา มหาราชินี
ฉลองกาล
๘๙ ปี โรงเรียนอนุบาลหนองบัว(เทพวิทยาคม)'



อ่านรายละเอียดและดูข้อมูลเพิ่มเติมที่บันทึก : ๑๒ สิงหา Back to School คนหนองบัว
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/490557

เรียนท่านพระอาจารย์มหาแล เจริญพรโยมอาจารย์ ดร.วิรัตน์

ขอเชิญชาวหนองบัว ร่วมงาน 'เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา มหาราชินี ฉลองกาล ๘๙ ปี โรงเรียนอนุบาลหนองบัว(เทพวิทยาคม)' ถ้าไม่ติดภาระกิจงานศาสนากิจจะเดินไปร่วมงานเหมื่อนเดิมครับ..

 

เมื่อวานวันนี้(๒๘ มกราคม ๒๕๕๖) ไปงานศพโยมป้าหริ อินทะชิต ที่บ้านเนินตาโพ ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว นครสวรรค์ โยมป้าหรินั้น ท่านเป็นพี่สาวคนที่สามของแม่ที่มีอายุมากที่สุด ในบรรดาพี่สาวสี่คนของแม่ท่ี่ยังมีชีวิตอยู่(แม่พี่น้องแทั้งหมด ๘ คน) ป้าเสียชีวิตด้วยโรคชรา อย่างสงบ เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๖ ด้วยวัย ๘๗ ปี



ป้าหริ อินทะชิต ได้เคยให้ข้อมูลความรู้เรื่องประวัติบ้านเนินตาโพ เมื่อสองปีที่แล้ว(๒๕๕๓) และได้นำมาลงไว้ในที่นี่แล้ว

ไม่ได้เข้าโกทูโน หลายเดือน พอเข้ามาก็งง ๆ กับระบบเล็กน้อย จะนำไฟล์รูปมาแนบลงในที่นี้ ก็ทำไม่ได้ หาอะไรไม่เจอเลย
  รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น
HTTP/1.0 204 No Content server: Cowboy date: Tue, 27 Jun 2017 01:45:53 GMT content-length: 0