เช้านี้ตื่นจากพักผ่อนตามปกติที่ปฏิบัติมาเป็นประจำ

อากาศสดใสเอื้ออำนวยให้ใจเบิกบานไปด้วย  แสงอรุณโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าอันไกลโพ้น  ทอแสงระยิบระยับอย่างสง่าผ่าเผยเพื่อให้ธรรมชาติได้พึ่งพิง ตามหน้าที่ที่มันกระทำทุกเวลา

เช้านี้ฟังวิทยุFM.รายการหนึ่ง

แล้วพิธีกรพูดว่า..มนุษย์นี้แหละเป็นสัตว์ประเสริฐ..

ธรรมฐิตเลยนึกว่า..ประเสริฐจริงหรือเปล่านะ..นั่งพิจารณาประโยคนั้นแล้วความคิดแห่งจิตสำนึกก็ผุดประโยคหนึ่งขึ้นมา

ที่พระพุทธองค์(ผู้รู้เท่าทันต่อสรรพสิ่ง)ตรัสไว้ว่า

ทนฺโต  เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ ..

.ในบรรดาที่เรียกตนว่ามนุษย์ ผู้ประเสริฐสุด คือผู้ที่ฝึกแล้วเท่านั้น.

ดังนั้นหากคนที่ยังไม่ได้ฝึกจิตใจให้เรียนรู้พอจะต่อสู้กับสรรพสิ่งทั้งดีและไม่ดีได้  ยังหาใช่คนที่ประเสริฐได้ไม่ เรียนรู้เพื่อที่จะไม่ให้

ความโลภ โกรธ  หลง มันบดบังใจจนต้องคล้อยตามมัน

ทุกเมื่อเชื่อวันให้ได้บ้างก็คงดี  หากมนุษย์เราไม่ได้ฝึกจิตใจให้รู้จัก  ผิด  ชอบ  ชั่ว  ดี  ประโยชน์  โทษ ต่างๆ

ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ดิรัจฉานทั่วๆไปที่มีการ

การกิน  เสพกาม  หลับนอน  กลัวภัย

เหมือนกับปกติโดยกำเนิดของแต่ละคน

แต่การฝึกฝนจิตใจในการรู้เท่าทันสรรพสิ่ง(ธรรมะ)นี้แหละ

ที่ทำให้มนุษย์อยู่เหนือกว่าสัตว์ดิรัจฉานเหล่านั้นได้

และสามารถจะฝึกพัฒนาใจตนได้นี้แหละจึงประเสริฐ

พระพุทธองค์ผู้เรียนรู้เท่าทันต่อสรรพสิ่งหมดสิ้นด้วยพระองค์เอง  มีผู้ยกย่องว่าเป็นศาสดาเอกของโลก      พระองค์ไม่ได้เป็นคนที่ประเสริฐเลิศเลอมาจากไหนเลย  ก่อนจะรู้เท่าทันสรรพสิ่งพระองค์ก็เคยมีโลภ  โกรธ  หลงเหมือนคนทั่วไป  พระองค์ทรงเน้นย้ำอยู่เสมอว่า  พระองค์เป็นมนุษย์คนหนึ่ง  แต่ทว่าพระองค์ทรงมีความเพียรและมีเป้าหมายอันแน่วแน่  ในการที่จะรู้เท่าทันต่อสรรพสิ่งให้ได้  จึงออกแสวงหาสิ่งที่ต้องการโดยการศึกษาตามสำนักอาจารย์ผู้รู้ต่างๆ แต่ก็ไม่ทำให้เพียงพอที่จะเข้าใจสรรพสิ่งอย่างถ่องแท้ได้  พระองค์จึงได้ดำเนินตามแนวทางของพระองค์จนได้เข้าถึงสรรพสิ่งอย่างแท้จริง  และพระองค์ยังใช้ความเพียรในการเผยแผ่ความเป็นจริงแห่งสรรพสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้น  แก่สรรพสัตว์ให้ได้รู้ตามจนมีผู้รู้ตามและเป็นที่ปรากฏไปทั่วโลก

ขอย้ำอีกครั้งว่า..

ทนฺโต  เสฏฺโฐ  มนุสฺเสสุ ..

.ในบรรดาผู้ที่เรียกตนว่ามนุษย์นั้น

ผู้ประเสริฐสุด คือผู้ที่ได้ฝึกแล้วเท่านั้น.

ท่านละคิดว่าจะเรียกตนว่า..เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ..ได้หรือยัง

ธรรมะสวัสดีขอรับ