จากการที่โรงเรียนเพลินพัฒนาได้เริ่มนำเอากระบวนวิธีคิด และวิธีการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญลงสู่การเรียนรู้ในชั้นเรียนมากว่า ๒ ภาคการศึกษา พบว่ากระบวนการเรียนรู้ในหน่วยวิชาภาษาไทยดำเนินไปได้ดีในบรรยากาศการเรียนรู้ดังเช่นที่ได้กล่าวไว้ในตอนก่อนหน้านี้
http://gotoknow.org/blog/krumaimai/294277
ในชั้นเรียนของคุณครูชนก สามิติ มีงานเขียนหลายชิ้นแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษา มีความพร้อมและมีทักษะในการสังเกตความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับอารมณ์ความรู้สึกที่เข้ามากระทบ และมีศักยภาพเพียงพอที่จะมองย้อนกลับเข้าไปเชื่อมโยงโลกภายในเข้ากับประสบการณ์ภายนอกที่ได้พบเห็น แล้วสื่อออกมาเป็นภาษาที่งดงามได้
เรื่องเล่าริมทาง โดย ด.ญ. ภัณฑิรา จิรการุณพงศ์ (ชั้น ม.๒)
.... “โฮ่งๆ เอ๋ง! แฮ่! โฮ่วๆ!” เสียงหมาหลายตัวดังอยู่เบื้องหน้า ฉันพยายามสงบจิตสงบใจ บอกตัวเองว่าอย่าร้องและกระโดดเหยงๆ ไปมา เพราะหมาอาจกัดเราได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นหมาตัวหนึ่ง (ซึ่งฉันคาดว่าน่าจะเป็นเจ้าหมาสีน้ำตาล) กำลังฟัดกับหมาสีดำอีกตัว มันฟัดกันตรงไหนรู้ไหม? ข้างๆฉัน มันฟัดกันข้างฉัน ใจที่สงบแล้วจึงอดที่จะเต้นตึกตักไม่ได้ ทันใดนั้นเองอยู่ดีๆ การต่อสู้ก็หยุดชะงักลง ฉันก็ไม่รู้เพราะอะไร ตอนนี้มืดมากจึงมองไม่เห็น
ณ ขณะนี้พวกเราอาบน้ำเตรียมตัวนอน ฉันได้ที่นอนที่น่ากลัวมากๆ เหตุเกิดจากความเรื่องมากของฉันเองทั้งนั้น เนื่องจากเลือกที่นอนไม่ได้...”
เรื่องเล่าริมทาง โดย ด.ญ. สุชานนท์ เบ้าสุวรรณ (ชั้น ม.๒)
“... ในระหว่างที่รถตู้โรงเรียนเพลินพัฒนาค่อยๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า ฉันรู้สึกเศร้าจับใจที่เหลือบไปเห็นเจ้าสุนัขที่วิ่งเข้ามาต้อนรับฉันเป็นคนแรก วิ่งตามรถตู้มาติดๆ พร้อมกับแววตาที่เศร้าโศกคู่นั้น ไม่มีใครชอบการจากลาหรอก จริงไหม?
มาจนกระทั่งตอนนี้ฉันก็ยังคงอดคิดถึงน้ำทะเลที่ไม่ได้ลงเล่นเนื่องจากเป็นไหล่ทะเล ผืนทรายที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ และสุนัขสีน้ำตาลตัวนั้นไม่ได้...
ฉันเห็นผืนทรายที่ถูกเหยียบย่ำ และถูกปลอบประโลมโดยน้ำทะเล เห็นผืนทรายที่เต็มไปด้วยความทรงจำกำลังจะเลือนหายไปจากคลื่นทะเลที่พัดเข้ามาและสายลม แล้วคุณหละ? เห็นอะไร?!!
สายน้ำทอดชีวิต โดย ด.ช. ภคพล ตั้งนันทชัย (ชั้น ม.๒)
...“ ก็พวกเธอไม่ฟังสิ่งที่ลุงพูด”
เป็นคำพูดเปิดช่วงบ่ายที่ผมไม่อยากได้ยินเลย คุณลุงยังบ่นต่ออีกเล็กน้อย แต่ก็ดูเหมือนทุกคำพูดจะผ่านทุกคนไป
ช่วงบ่ายเราต้องมานั่งทำสมุนไพรกัน ทุกคนต่างจับอุปกรณ์ขึ้นมาทุบสมุนไพร
“ขอบ้างเอิร์ธ”
“ไม่ได้เดี๋ยวเราจะไม่ได้ช่วย”
ผมนั่งดูเอิร์ธทำงาน คำพูดที่บอกว่าจะไม่ได้ทำงานดูเหมือนเป็นแค่ข้ออ้างมากกว่า
หลังการทำงานจับฆ้อนและมีด สร้างบาดแผลบนมือ ผมก็เอายาสีฟ้าใส่ลงแผล ความรู้สึกอย่างกับโดนไฟลวก
สุดท้ายผมมองไปดูเพื่อนที่กำลังล้างมือจากลำธาร มองดูแม่น้ำที่ไหลวนกลับมาที่เดิมก็คิดถึงชีวิตของตนเอง
ชีวิตนี้ก็คงเหมือนกับสายน้ำ เราเริ่มต้นจากจุดๆ หนึ่ง มีทางให้เลือกไปมากมาย ทั้งซ้ายขวาทั้งเดินหน้าหรือถอยหลัง และบ่อน้ำใหญ่อีกบ่อคงเป็นความสำเร็จของชีวิต แต่ไม่ว่าอย่างไรน้ำก็ไหลวนมาที่เดิม เมื่อมีการเริ่มก็ต้องมีการจบ เหมือนกับสายน้ำที่ไหลผ่านทั้งสุขทุกข์ เรื่องราวมากมาย สุดท้ายก็วนมาที่เดิม”
กองกาบกลางกองกล้วยไม้ โดย ด.ช. เสาเอก ขันติกิตติกุล (ชั้น ม.๒)
“... ข้างม่านสีเขียวขจี มีกาบมะพร้าวนอนกองอยู่ พวกมันดูเหมือนไร้ค่า นอนกองกันอยู่ตรงนั้น แต่ที่จริงแล้ว เศษเหลือจากมะพร้าวเหล่านี้ช่างมีค่า พวกมันเป็นบ้านอย่างดีให้กับเหล่ากล้วยไม้ได้เจริญเติบโต
พวกเราไม่ค่อยได้สนใจมันสักเท่าไหร่ บางคนอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันซ่อนอยู่มุมไหนของสวน เพราะการจดบันทึกข้อมูลดูจะเป็นภารกิจหลักของพวกเรา
คุณลุงบอกว่ากล้วยไม้หวายนั้น ต้องปลูกด้วยกาบมะพร้าวเท่านั้น ผมนึกในใจว่าของที่มีเหมือนมีไว้ประดับสวนมีประโยชน์ขนาดนี้เชียว
กาบมะพร้าว ภายนอกอาจดูไม่มีค่า แต่พวกมันช่วยให้กล้วยไม้ได้อวดความงาม
คนเรามองอะไรอย่ามองแต่เปลือกนอก ต้องมองลึกเข้าไปภายใน เพราะเปลือกนอกเป็นสิ่งที่เราเห็นเท่านั้น”
เจริญพรคุณวิมลศรี ศุษิลวรณ์
เจริญพร
คุณครูชนก ผู้สอน เคยบวชเรียนมาก่อนค่ะ ตัวอย่างหนึ่งหนึ่งของการเขียนในแนวทางนี้ก็น่าจะเทียบเคียงได้กับการเขียนอธิบายกระทู้ธรรมนะเจ้าคะ
อ่านแล้วซึ้งมากค่ะ
น้ำตาซึม
คิดถึงนักเรียน
น่าปลาบปลื้มใจแทนคุณแม่และคุณครู
ที่เด็กๆสามารถเขียนเรื่องราวและ
ใช้ภาษาได้อย่างงดงาม
อ่านแล้วซึ้งมากค่ะ
น้ำตาซึม
คิดถึงนักเรียน
น่าปลาบปลื้มใจแทนคุณแม่และคุณครู
ที่เด็กๆสามารถเขียนเรื่องราวและ
ใช้ภาษาได้อย่างงดงาม