PL Law กับ CSR

(ต่อ)

รายงานสรุปการประชุมคู่ขนาน

การประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ ๗ :การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

เรื่อง พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑

กับแนวคิดว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ (Corporate Social Responsbility :CSR)

วันอังคารที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.

โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ณ ห้องแซพไฟร์ ๒ อาคารคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

-----------------------------

ผู้เข้าร่วมการประชุมได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และมีประเด็นคำถามและข้อเสนอแนะ ดังนี้

                                - การเข้าถึง การฟ้องร้องกรณีความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ยังเป็นปัญหา เพราะสมาคม หรือมูลนิธิต้องอยู่ในเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประกาศกำหนดไว้ จึงควรเร่งรัดให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๕๗ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และมาตรา ๖๑ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กล่าวคือ ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ

                                - ให้มีหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจสอบสินค้าก่อนวางจำหน่าย

                                - ให้มีการจัดตั้งศาลพิจารณาคดีผู้บริโภค

                                - พระราชบัญญัติ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯ ไม่มีโทษทางอาญา แต่เป็นการชดใช้ค่าเสียหายเชิงลงโทษทางแพ่ง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวขัดกับหลักการทั่วไปของคดีแพ่งหรือไม่ เพราะในคดีแพ่งทั่วไป ให้ศาลกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ส่วนค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา ๑๑ (๒) แห่งพระราชบัญญัติ ฯ ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ผู้ประกอบการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงที่ศาลกำหนดได้ตามที่ศาลเห็นสมควร แต่ไม่เกินสองเท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงนั้น จึงเห็นได้ว่า หลักการดังกล่าวน่าจะขัดกับคดีแพ่งทั่วไปที่ไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นสูงในการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน

                                - การแก้ไขหรือดำเนินการ กรณีที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ให้บริการ เอาเปรียบผู้บริโภค เช่น กรณีที่ไปเติมก๊าซ NPG ในศูนย์บริการ ไม่ครบ ๑๐๐ บาท (๙๙.๒๕ บาท) แต่ผู้ให้บริการกลับคิดเงินจำนวน ๑๐๐ บาทถ้วนเป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวในอนาคตน่าจะไปเกี่ยวโยงกับ สคบ.

                                - ควรให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต มีการทำประกันภัยไว้หรือไม่ เพื่อเป็นหลักประกันแก่ผู้บริโภคหรือผู้เสียหาย ว่าหากมีการฟ้องร้อง หรือได้รับความเสียหายก็จะได้รับการชดเชยอย่างแน่นอน

                                ในการนี้ วิทยากรและผู้ดำเนินรายการ ได้ตอบคำถาม สรุปได้ดังนี้

                                - การเข้าถึง การฟ้องร้องของสมาคม หรือมูลนิธินั้น มาตรา ๑๐ พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯ กำหนดให้สมาคมและมูลนิธิซึ่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคให้การรับรองตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค มีอำนาจฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายแทนผู้เสียหายได้ โดยให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการฟ้องและดำเนินคดีแทนตามกฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับโดยอนุโลม ก็เพื่อให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีการตรวจสอบผู้ที่จะฟ้องและดำเนินคดีแทนผู้เสียหาย ส่วนเรื่องการจัดตั้งองค์การคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคจะได้มีการดำเนินการต่อไป

-  กรณีให้มีหน่วยงานที่ดำเนินการตรวจสอบสินค้าก่อนวางจำหน่ายนั้น ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ทำการตรวจสอบและรับรองแล้วในเบื้องต้น แต่เป็นการตรวจสอบว่า ผลิตภัณฑ์นั้นได้ผลิตไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้หรือไม่ แต่ไม่ได้เข้าไปตรวจสอบถึงขนาดว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณภาพหรือมาตรฐานเท่ากันทุกชิ้นหรือไม่

- หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยมีความคิดที่จะจัดตั้งศาลพิจารณาคดีผู้บริโภคแล้ว แต่เนื่องจากคดีแพ่งส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐ ปัจจุบันมีศาลแพ่ง หรือศาลจังหวัดเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอยู่แล้ว นอกจากนี้ หากให้มีการพิจารณาพิพากษาโดยศาลพิจารณาคดีผู้บริโภคแล้วก็อาจจะมีข้อจำกัดเรื่องเขตอำนาจศาล ตลอดจนความสะดวกในการฟ้องคดีของผู้บริโภค หรือผู้เสียหาย  ดังนั้น การฟ้องคดีผู้บริโภคต่อศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดน่าจะสะดวกมากกว่า จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งศาลพิจารณาคดีผู้บริโภค

- แม้ พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยจะไม่มีโทษทางอาญาก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา ๑๔  นอกจากนี้ ความรับผิดของผู้ประกอบการไม่เป็นการขัดหลักกฎหมายแพ่งทั่วไป  ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๑ ตอนต้น

- กรณีการเอาเปรียบผู้บริโภคในเรื่องเงินทอนนั้นในสังคมไทยผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก เนื่องจากยังไม่มีการตื่นตัว แต่เคยมีกรณีห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งทอนเงินที่เป็นเศษสตางค์ให้แก่ลูกค้าโดยการให้ท๊อฟฟี่แทน ซึ่งผู้บริโภคก็ยอม  ดังนั้น จึงสมควรที่จะพิจารณาต่อไปว่าในเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

                                - การให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตทำประกันภัยไว้ย่อมทำได้ แต่ในขณะเดียวกันผู้บริโภคเองก็ต้องยอมรับว่าจะต้องมีการเพิ่มราคาสินค้า เพราะผู้ประกอบการมีภาระ หรือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าคิด  ดังนั้น หากผู้บริโภคยินยอมที่จะแบกรับภาระดังกล่าวก็ย่อมที่จะมีการทำประกันภัยได้

 

-----------------------------

คณะทำงาน

๑.  นายอัครพงษ์ เวชยานนท์                      รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

๒. นายวรชัย บุตรดาบุตร                            นักวิชาการยุติธรรมปฏิบัติการ

๓. นางสาวสุรีย์ อุตสารัมย์                           นักการงานทั่วไปปฏิบัติการ

๔. นายอเนก  บุญมา                                 นิติกร/บันทึกสรุป