รายงานสรุปการประชุมคู่ขนาน
การประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ ๗ :การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
เรื่อง “พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑”
กับแนวคิดว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ (Corporate Social Responsbility :CSR)
วันอังคารที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.
โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ณ ห้องแซพไฟร์ ๒ อาคารคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี
-----------------------------
เวทีอภิปรายประกอบด้วยวิทยากร ดังนี้
๑. นายธีรวัฒน์ จันทร์สมบูรณ์
รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
๒. ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์
ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์
มูลนิธิชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
๓. นางสาวสารี อ๋องสมหวัง
เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
๔. นายกิตติ ตั้งจิตร์มณีศักดา
กรรมการ และรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ผู้ดำเนินรายการ: รองศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร. วิทยา กุลสมบูรณ์
หัวหน้าภาควิชาเภสัชศาสตร์สังคมและบริหาร
ผู้จัดการแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๑ .หลักการและเหตุผล
โดยที่สินค้าในปัจจุบันมีกระบวนการผลิตที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูงขึ้นเป็นลำดับการที่ผู้บริโภคจะตรวจพบว่าสินค้าที่ไม่ปลอดภัยกระทำได้ยาก เมื่อผู้บริโภคนำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไปใช้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สินของผู้บริโภคหรือบุคคลอื่นได้แต่การฟ้องคดีในปัจจุบันเพื่อเรียกค่าเสียหายมีความยุ่งยาก เนื่องจากภาระในการพิสูจน์ถึงความจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการกระทำผิดของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าตกเป็นหน้าที่ของผู้ได้รับความเสียหายตามหลักกฎหมายทั่วไป
ในหลายประเทศได้ตรากฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าไม่ปลอดภัย (Product Liability Law) ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยในประเทศไทยนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้มีความคิดริเริ่มในการยกร่างกฎหมายมาตั้งแต่คณะรัฐมนตรีชุดเมื่อครั้ง นายชวน หลีกภัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมา ร่างกฎหมายดังกล่าวได้มาอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อดำเนินการต่อ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๓ และได้มีการผลักดันร่างกฎหมายในรัฐบาลชุดต่อมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ สภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. .... และส่งร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวให้วุฒิสภาพิจารณา แต่ได้มีการยุบสภาลงเสียก่อนเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
ต่อมา ได้มีประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๓ ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ จึงมีผลให้ร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ค้างพิจารณาต้องตกไปด้วยจากการทำรัฐประหาร คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้แต่งตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศและได้มีการนำร่างพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. .... ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรีที่พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา และเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๐ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๐กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ และได้มีผลบังคับใช้ในเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ซึ่งสาระสำคัญในพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ นั้น ได้มีการนำหลักความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict Liability)มาใช้ ซึ่งหลักการดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ ผู้ประกอบการจะมีความรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยไม่คำนึงว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กล่าวคือผู้บริโภคที่เป็นผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการกระทำการโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงแต่เพียงว่าผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากสินค้าของผู้ประกอบการ และการใช้สินค้าหรือการเก็บรักษาสินค้านั้นเป็นไปตามปกติธรรมดาโดยผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ถึงความไม่ปลอดภัยของสินค้า โดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการในการนำสืบหักล้าง นอกจากนั้น ผู้ประกอบการมากกว่าหนึ่งรายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ไม่ปลอดภัย อาจต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายในความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น
ในการนี้ Corporate Social Responsibility หรือ CSR ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข เช่น การผลิตสินค้าที่เน้นคุณค่าหรือคุณภาพมากกว่ามูลค่าความรับผิดชอบในสินค้าต่อผู้บริโภค การให้ข้อมูลขององค์กรและตัวสินค้าอย่างเพียงพอและอย่างถูกต้องเที่ยงตรง มีการให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา มีความรู้สึกของการอยู่ร่วมของสังคมนั้นโดยต้องรับผิดชอบต่อสังคม และการดูแลกิจการมิให้ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของร้านค้าปลีกรายย่อยหรือร้านโชห่วย วัฒนธรรม และวิถีชุมชน ตลอดจนการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมด้วยวิธีการทุ่มตลาด ซึ่งเป็น CSR ในระดับที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายว่าด้วยอาคารและผังเมือง เป็นต้น จึงเป็นมาตรการคู่ขนานหรือมาตรการเชิงป้องกันมิให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคเป็นคดีผู้บริโภคขึ้น
ตัวอย่างของการรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคนี้เริ่มตั้งแต่การผลิตสินค้าที่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพ หากผู้บริโภคมีปัญหากับสินค้าก็ต้องสามารถติดต่อผู้ประกอบการเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมสินค้าถึงไม่มีคุณภาพ ในการนี้บนสินค้าของอาจจะมีการพิมพ์ข้อความกำกับไว้ว่าหากมีปัญหากับสินค้าให้โทรศัพท์ติดต่อศูนย์ผู้บริโภค (Call Center) ของผู้ประกอบการและต้องได้คำตอบที่ชัดเจนได้โดยทันทีด้วย เสมือนเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคในเบื้องต้นโดยผู้ประกอบการโดยไม่ต้องรอให้ผู้บริโภคไปร้องเรียนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น
ดังนั้น เพื่อเป็นแนวร่วมหรือเป็นเครือข่ายในการพัฒนากระบวนการยุติธรรมให้ดีขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสำนักงานกิจการยุติธรรมในการเป็นภาคีหลักในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม สำนักงานกิจการยุติธรรมจึงได้จัดให้มีโครงการในการประชุมคู่ขนานในการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ ๗ ภายใต้เรื่อง “การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมไทย” เพื่อเป็นการเปิดประเด็นอภิปราย แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางจาก ผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค รวมถึงหน่วยงานภาครัฐหรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อทบทวนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบันหลังจากที่พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑ มีผลบังคับใช้ ทั้งนี้ เพื่อให้สาธารณชนได้รับความรู้ ได้ร่วมทบทวนสถานการณ์ สภาพปัญหาและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผลกระทบต่อสังคม อันจะเป็นข้อมูลที่จะส่งต่อให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนนำไปเป็นฐานในการพัฒนาหรือปฏิรูปกฎหมาย พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีทางธุรกิจและอุตสาหกรรม ให้เกิดความยุติธรรมภายในสังคมต่อไป
๒. วัตถุประสงค์
๒.๑. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการสัมมนาได้รับความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และร่วมทบทวนบทบาทของวิสาหกิจในเชิงความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งสัมพันธ์กับกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยในปัจจุบัน
๒.๒ เพื่อทบทวนสถานการณ์ สภาพปัญหาและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และภาครัฐในปัจจุบันต่อกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย
๒.๓ เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะต่าง ๆ เป็นฐานข้อมูลสนับสนุนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนนำไปเป็นฐานในการพัฒนาหรือปฏิรูปกฎหมาย พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีทางธุรกิจและอุตสาหกรรม ให้เกิดความยุติธรรมภายในสังคมต่อไป
๓. เป้าหมาย
๓.๑ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม
๓.๒ เพื่อหาแนวทางการพัฒนาการผลิตสินค้าและการกำกับดูแลให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย
๓.๓ เพื่อรณรงค์เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภคในมิติของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหาย ที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย
๔. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๔.๑ ผู้เข้าร่วมการสัมมนาได้รับความรู้เกี่ยวกับกฎหมายว่าความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และร่วมทบทวนสถานการณ์ สภาพปัญหาและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและปฏิกิริยาของสังคมต่อกฎหมายว่าด้วยความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยในปัจจุบัน
๔.๒ ทำให้สาธารณชนทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนรู้จักและเห็นความสำคัญกับรับทราบสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
๔.๓ ได้รับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากผู้เข้าร่วมการสัมมนา เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนในการพัฒนาหรือปฏิรูปกฎหมาย พัฒนาแนวทางปฏิบัติที่ดีทางธุรกิจและอุตสาหกรรม ให้เกิดความยุติธรรมภายในสังคมต่อไป
(มีต่อ)