(ต่อ)
รายงานสรุปการประชุมคู่ขนาน
การประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ ๗ :การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
เรื่อง “พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑”
กับแนวคิดว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ (Corporate Social Responsbility :CSR)
วันอังคารที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.
โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย
ณ ห้องแซพไฟร์ ๒ อาคารคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี
-----------------------------
สาระสำคัญของการประชุม
พระราชบัญญัติ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑
นายธีรวัฒน์ จันทรสมบูรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้กล่าวถึงภาพรวมของพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ ว่าเป็นกฎหมายที่มีลักษณะทางแพ่งกล่าวคือมุ่งคุ้มครองหรือเยียวยาความเสียหายทางแพ่ง ไม่ใช่กฎหมายที่มีลักษณะเชิงลงโทษทางอาญา แต่ทั้งนี้ มีการบัญญัติให้ใช้สิทธิตามกฎหมายอื่นได้อีก โดยได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ ว่า“ บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายอื่น” นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ใช้กับสินค้าไม่รวมถึงบริการ แต่ทั้งนี้ หากไม่ต้องการให้สินค้าใดถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ก็สามารถออกในรูปกฎกระทรวง เช่น ผลิตผลที่เกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งมิใช่ผลิตผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตของโรงงานตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยโรงงาน เป็นต้น
อนึ่ง พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริโภค หรือผู้เสียหาย (ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย) และผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต ซึ่งผู้ประกอบการตามพระราชบัญญัตินี้ มีความหมายแบ่งเป็น ๔ ประเภท ประกอบด้วย
(๑) ผู้ผลิต หรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต
(๒) ผู้นำเข้า
(๓) ผู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้าได้
(๔) ผู้ซึ่งใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายข้อความ หรือแสดงด้วยวิธีใดๆ อันมีลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้า
นอกจากนี้ นายธีรวัฒน์ฯ ภาระการพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯ ว่า พระราชบัญญัติฯนี้มีเจตนารมณ์ที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค หรือผู้เสียหายในเรื่องการพิสูจน์เพราะผู้บริโภค หรือผู้เสียหาย เพียงแต่พิสูจน์ว่า ได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ กล่าวคือ สินค้าที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิต หรือการออกแบบ หรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือกำหนดไว้ แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนตามสมควร ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั้งลักษณะการใช้งานและการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้
ส่วนผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตก็มีหน้าที่พิสูจน์ เพื่อไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หากผู้เสียหาย หรือผู้บริโภค รู้อยู่แล้วว่า (๑) สินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย (๒) ผู้เสียหายได้รู้อยู่แล้วว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย (๓) ความเสียหายเกิดขึ้นจากการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้าไม่ถูกต้องตามวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ประกอบการได้กำหนดไว้อย่างถูกต้องและชัดเจนตามสมควรแล้ว ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่หากผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตมีข้อต่อสู้ระหว่างผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตด้วยกันอย่างไรแล้วจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้เสียหาย หรือผู้บริโภคไม่ได้
ความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อประชาชนหรือสังคม (CSR)
ดร. พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า สินค้ามีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และเกี่ยวกับองค์กรธุรกิจ CSR (CorporateSocial Responsibility) จึงเปรียบเสมือนความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจที่มีต่อประชาชน เพราะหากองค์กรธุรกิจไม่รับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ก็คงอยู่ไม่ได้ CSR นี้ ได้เกิดมายาวนานและปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าวที่มีการช่วยเหลือ พึ่งพาอาศัยกัน เป็นต้น แต่ปัจจุบัน ได้มีการจัดให้การรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจเป็นหมวดหมู่ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า CSR นั่นเอง ซึ่งองค์กรธุรกิจเองก็มีการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมเบื้องต้น เช่น ก่อนที่โรงงานจะปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ หรือระบายน้ำเสียออกจากโรงงานนั้น ได้มีการบำบัดน้ำเสีย โดยตระหนักถึงผลกระทบต่อประชาชน หรือชาวบ้านที่ใช้น้ำ หรืออยู่บริเวณใกล้เคียง เป็นต้น ดังนั้น CSR จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำกับสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เริ่มจากพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในองค์กร เช่น การที่หน่วยงานมีโครงการไปปลูกป่าชายเลน หรือทำฝายอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น
CSR มี ๔ ขั้น คือ
ขั้นที่ ๑ - Mandatory level : ข้อกำหนดตามกฎหมาย
ขั้นที่ ๒ - Elementary level : ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ขั้นที่ ๓ - Preemptive level : จรรยาบรรณทางธุรกิจ
ขั้นที่ ๔ - Voluntary level : ความสมัครใจ
ทั้งนี้ มีหน่วยงานที่มีหลักการ แนวปฏิบัติ และมาตรฐานทาง CSR ๕ หน่วยงาน ได้แก่
๑. UN Guidelines for Consumer Protection
๒. Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
๑. การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure)
๒. แรงงานและวิสาหกิจสัมพันธ์ (Employment and Industrial Relation)
๓. สิ่งแวดล้อม (Environment)
๔. การต่อต้านการให้สินบน (Combating Bribery)
๕. การรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภค (Consumer Interests)[๑]
๖. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology)
๗. การแข่งขัน (Competition)
๘. การเสียภาษี (Taxation)
๓. Global Reporting Initiative (GRI) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
๑. ด้านเศรษฐกิจ (Economic)
๒. ด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights)
๓. ด้านการปฏิบัติต่อแรงงานและงานที่ดี (Labour Practices and Decent Works)
๔. ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental)
๕. ด้านสังคม (Society)
๖. ด้านความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ (Product Responsibility)[๒]
๔.International Organization for Standardization (ISO) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
๑. การกำกับดูแลองค์กร (Organizational Governance)
๒. สิทธิมนุษยชน (Human Rights)
๓. การปฏิบัติด้านแรงงาน (Labour Practices)
๔. สิ่งแวดล้อม (The Environment)
๕. การปฏิบัติดำเนินงานอย่างเป็นธรรม (Fair Operating Practices)
๖. ประเด็นด้านผู้บริโภค (Consumer Issues)[๓]
๗. การมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน (Community Involvement and Development)
๕. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
๑. การกำกับดูแลกิจการที่ดี
๒. การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม
๓. การเคารพสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม
๔. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค[๔]
๕. การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม
๖. การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
๗. นวัตกรรมและการเผยแพร่นวัตกรรมจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม
๘. การจัดทำรายงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
แนวความคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค
นายกิตติ ตั้งจิตร์มณีศักดา กรรมการและรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีแนวคิดที่จะให้มีการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริงผู้ผลิตและผู้บริโภคมักจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ มักเกิดความขัดแย้งกัน จึงมีแนวคิดว่าทำอย่างไรให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ก็มีแนวคิดอยู่แนวคิดหนึ่ง เรียกว่า แนวความคิดที่เติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) โดยมีหลักสำคัญอยู่ ๒ ประการ คือ
๑. ความปลอดภัยต่อสินค้า
๒. ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ให้มีการใช้อย่างประหยัดมากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตต้องคำนึงถึง ทั้งนี้ พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มีข้อดีอยู่ ๒ ประการ คือ
๑. กระตุ้นให้ประชาชนมีความตื่นตัวต้องการทราบ หรือเรียนรู้ในเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยมากขึ้น
๒. มีการคิด หรือหาแนวทางที่จะทำให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตเกิดความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยมากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวข้างต้น เมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิดของต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ปรากฏว่าไม่มีแนวคิดดังกล่าว แต่ประเทศญี่ปุ่นกลับใช้วิธีการ หรือแนวคิดตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น กล่าวคือ มีการออกแบบสินค้า วิจัยสินค้า ใช้วัตถุที่ดี หรือมีคุณภาพ ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานโดยมีขั้นตอนสุดท้าย คือการจัดการเรื่องกาก หรือสารพิษ หรือของเหลือจากกระบวนการผลิตทั้งหมด
ว่าจะจัดการอย่างไร หรือมีวิธีการอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น PL LAW ในประเทศไทยจึงควรมีการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ดังนี้
๑. ศึกษา หรือพิจารณาว่าสินค้านั้นกระบวนการทั้งหมดมีใครเกี่ยวข้อง ใครเป็นผู้ได้รับความเสียหาย และใครเป็นผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง หากต้องมีการให้เกิดความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าวนั้น
๒. การศึกษา หรือวิจัย ควรเข้าไปดำเนินการตั้งแต่กระบวนการออกแบบการผลิต ซึ่งเมื่อพบว่าสินค้าเกิดความไม่ปลอดภัยในส่วนใด ก็ควรเข้าไปแก้ไขหรือดำเนินการในส่วนนั้น ทั้งนี้ อาจจะไม่สามารถใช้กับสินค้าทุกประเภท แต่อาจจะขึ้นอยู่ว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าประเภทใด มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนมากน้อยเพียงใด และมีผลกระทบต่อประชาชนจนถึงขนาดเกิดความเสียหายหรือไม่
๓. การจัดทำคู่มือ หรือคำเตือน ต้องให้มีความชัดเจน ผู้ใช้หรือผู้บริโภคสามารถเข้าใจวิธีการใช้ได้โดยง่าย มีการบรรยาย หรือบ่งบอกถึงคุณลักษณะของสินค้า ประโยชน์ หรือโทษในกรณีที่มีการใช้ผิดวิธีหรือใช้ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่กำหนดไว้
๔. การเข้าไปดำเนินการเก็บสินค้าที่เกิดอันตราย หรือที่ไม่ปลอดภัย ต้องมีความรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใช้หรือผู้บริโภคในจำนวนที่มากขึ้น นอกจากนี้ ควรมีโทรศัพท์สายด่วนผู้บริโภค หรือ CALL CENTER เพื่อรับแจ้ง หรือรับเรื่องร้องเรียนในกรณีที่สินค้าเกิดปัญหา
พระราชบัญญัติ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑ และแนวคิดว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ(CSR) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า CSR เป็นการทวงถามความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้บริโภคที่มีต่อผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐาน และเมื่อพิจารณาโดยผิวเผินแล้ว CSR อาจจะดูกว้างกว่าความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งในเรื่องนี้ ได้มีกฎหมายที่ให้การคุ้มครองผู้บริโภคมาหลายปีแล้ว ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑ นั่นคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวนั้นได้ให้การรับรอง หรือคุ้มครองผู้ใช้สินค้า หรือบริการที่ไม่ปลอดภัยด้วย แต่พระราชบัญญัติ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯได้มีการเพิ่มเติมเรื่องความรับผิด และภาระการพิสูจน์ของผู้บริโภค และผู้ประกอบการ
ในการนี้ นางสาวสารีฯ ได้กล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคของผู้บริโภคในการนำสืบหรือภาระการพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๒ สรุปได้ว่า แม้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ จะบัญญัติ หรือกำหนดให้ผู้บริโภคฟ้องคดีด้วยวาจาได้ก็ตามแต่ผู้บริโภคก็ยังมีปัญหา หรืออุปสรรคในเรื่องภาระการพิสูจน์ หรือนำสืบ หรือแสดงเอกสารพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริง เช่น กรณีหนังสือบริคณฑ์สนธิของผู้ประกอบการ เป็นต้น เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีความรู้และไม่มีทุนทรัพย์ หรือไม่มีความสามารถที่จะแสวงหาพยานหลักฐานดังกล่าวได้ ในกรณีสมาคม หรือมูลนิธิที่จะฟ้องคดีแทนผู้บริโภคต้องเป็นสมาคม หรือมูลนิธิ ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและเกิดอุปสรรคเพราะสมาคม หรือมูลนิธิส่วนใหญ่ไม่มีทุนทรัพย์หรืองบประมาณที่จะจ้างทนายความเพื่อประจำสมาคมหรือมูลนิธิของตนเอง กรณีมีการร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กรณีที่มีผู้ใช้รถยนต์ของบริษัทรถยนต์ชั้นนำแห่งหนึ่ง ได้ขับรถยนต์ไปแล้วเกิดอุบัติเหตุ ปรากฏว่าถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน จึงมีปัญหาว่าหากผู้บริโภคได้รับความเสียหายดังกล่าวแล้ว มีความยากที่ผู้บริโภคจะนำสืบหรือพิสูจน์ให้เห็นว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือความเสียหายนั้นเกิดจากกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการ และกรณีมีการร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กรณีที่มีผู้ใช้รถยนต์ของบริษัทรถยนต์ชั้นนำแห่งหนึ่ง ได้ขับรถยนต์ไปแล้วเกิดอุบัติเหตุ ปรากฏว่าถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน จึงมีปัญหาว่าหากผู้บริโภคได้รับความเสียหายดังกล่าวแล้ว มีความยากที่ผู้บริโภคจะนำสืบหรือพิสูจน์ให้เห็นว่า สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือความเสียหายนั้นเกิดจากกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการ เป็นต้น
นอกจากนี้ นางสาวสารีฯ ได้มีข้อข้อสังเกตว่า พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ฯ นี้มีมีข้อจำกัด เพราะใช้กับสินค้าที่เกิดขึ้นหลังวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ โดยไม่รวมการบริการ ดังนั้น จึงเห็นควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไข
(มีต่อ)
ผมเป็นคนหนึงที่ติดตามบทความของอาจารย์มานาน ผมได้ความรู้เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคและสินค้าไม่ปลอดภัยเยอะมาก
และที่สำคัญได้ทราบถึงมาตรการต่างๆของประเทศญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นยักษ์ใหญ่ในแวดวงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสมัยใหม่
ในการคุ้มครองผู้บริโภค ผมอยากทราบว่าอาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง ในการนำแนวคิดและมาตรการของญี่ปุ่นในการ
พัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภคในไทย
ปล.ขอบคุณครับสำหรับความรู้ดีๆที่อาจารย์ถ่ายทอดให้
ขอบคุณมากครับ และดีใจมากที่ได้ทราบว่าได้ติดตามข้อความที่ผมได้บันทึกไว้ครับ
ตั้งใจบันทึกไว้สำหรับแบ่งปันประสบการณ์ต่าง ๆ ที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ทุนแก่ผมไปศึกษากิจการด้านผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่น ให้แก่ผู้ที่สนใจในเวทีแห่งนี้ครับสำหรับไปค้นคว้าต่อยอดต่อไป ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง
สำหรับแนวคิดและมาตรการของญี่ปุ่นเกี่ยวกับกิจการด้านผู้บริโภคนั้น ขึ้นอยู่กับบริบททางสังคม เศรษฐกิจและคุณลักษณะหรืออุปนิสัยของคน และประวัติศาสตร์หรือวิวัฒนาการของคนในชาติหรือประเทศนั้น ๆ ครับ
โครงสร้างหน่วยงานภาครัฐด้านกิจการผู้บริโภคไม่แตกต่างกับประเทศไทยครับ แต่ต่างกันที่การบริหารจัดการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐ และการกระจายอำนาจ ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น
รวมทั้งความเข้มแข็งของท้องถิ่นและชุมชน
ผมคิดว่างานด้านคุ้มครองผู้บริโภคบ้านเราต่างคนต่างทำ ไม่มีความเป็นบูรณาการ และไร้ทิศทาง
และสำคัญที่สุดคือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยยังคงขาดความรู้สึกร่วมกับผู้บริโภคว่ามีความทุกข์หรือได้รับความเดือดร้อนอย่างไรเมื่อถูกละเมิดสิทธิอย่างแท้จริง และการขาดการทำงานเชิงรุกของภาครัฐครับ
นอกจากนั้น คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่ชัดเจนเรื่องวิสัยทัศน์และแผนแม่บทของคณะกรรมการฯ เอง