PL Law กับ CSR

(ต่อ)

รายงานสรุปการประชุมคู่ขนาน

การประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ ๗ :การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

เรื่อง “พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑

กับแนวคิดว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ (Corporate Social Responsbility :CSR)

วันอังคารที่ ๑ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.

โดยสำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ณ ห้องแซพไฟร์ ๒ อาคารคอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์การประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

-----------------------------

สาระสำคัญของการประชุม

พระราชบัญญัติ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑

                                นายธีรวัฒน์ จันทรสมบูรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้กล่าวถึงภาพรวมของพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ ว่าเป็นกฎหมายที่มีลักษณะทางแพ่งกล่าวคือมุ่งคุ้มครองหรือเยียวยาความเสียหายทางแพ่ง ไม่ใช่กฎหมายที่มีลักษณะเชิงลงโทษทางอาญา  แต่ทั้งนี้ มีการบัญญัติให้ใช้สิทธิตามกฎหมายอื่นได้อีก โดยได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔ ว่า บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายที่จะเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายอื่น  นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่ใช้กับสินค้าไม่รวมถึงบริการ  แต่ทั้งนี้ หากไม่ต้องการให้สินค้าใดถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ก็สามารถออกในรูปกฎกระทรวง เช่น ผลิตผลที่เกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งมิใช่ผลิตผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตของโรงงานตามบัญชีท้ายกฎหมายว่าด้วยโรงงาน เป็นต้น

                                อนึ่ง พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริโภค หรือผู้เสียหาย (ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย) และผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต ซึ่งผู้ประกอบการตามพระราชบัญญัตินี้ มีความหมายแบ่งเป็น ๔ ประเภท ประกอบด้วย

(๑)  ผู้ผลิต หรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต

(๒) ผู้นำเข้า

(๓) ผู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้าได้

(๔) ผู้ซึ่งใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายข้อความ หรือแสดงด้วยวิธีใดๆ อันมีลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้า

นอกจากนี้ นายธีรวัฒน์ฯ ภาระการพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯ  ว่า พระราชบัญญัติฯนี้มีเจตนารมณ์ที่จะให้ความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค หรือผู้เสียหายในเรื่องการพิสูจน์เพราะผู้บริโภค หรือผู้เสียหาย เพียงแต่พิสูจน์ว่า ได้รับความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔ กล่าวคือ สินค้าที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุจากความบกพร่องในการผลิต หรือการออกแบบ หรือไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือกำหนดไว้ แต่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชัดเจนตามสมควร ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสภาพของสินค้า รวมทั้งลักษณะการใช้งานและการเก็บรักษาตามปกติธรรมดาของสินค้าอันพึงคาดหมายได้

ส่วนผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตก็มีหน้าที่พิสูจน์ เพื่อไม่ต้องรับผิดต่อความเสียหายอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หากผู้เสียหาย หรือผู้บริโภค รู้อยู่แล้วว่า (๑) สินค้านั้นมิได้เป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย (๒) ผู้เสียหายได้รู้อยู่แล้วว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย (๓) ความเสียหายเกิดขึ้นจากการใช้หรือการเก็บรักษาสินค้าไม่ถูกต้องตามวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่ผู้ประกอบการได้กำหนดไว้อย่างถูกต้องและชัดเจนตามสมควรแล้ว ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่หากผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตมีข้อต่อสู้ระหว่างผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตด้วยกันอย่างไรแล้วจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ผู้เสียหาย หรือผู้บริโภคไม่ได้

ความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจต่อประชาชนหรือสังคม (CSR)

ดร. พิพัฒน์  ยอดพฤติการ  ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวว่า สินค้ามีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน และเกี่ยวกับองค์กรธุรกิจ  CSR (CorporateSocial Responsibility) จึงเปรียบเสมือนความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจที่มีต่อประชาชน เพราะหากองค์กรธุรกิจไม่รับผิดชอบต่อสังคมแล้ว    ก็คงอยู่ไม่ได้  CSR นี้ ได้เกิดมายาวนานและปรากฏอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าวที่มีการช่วยเหลือ พึ่งพาอาศัยกัน เป็นต้น  แต่ปัจจุบัน ได้มีการจัดให้การรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจเป็นหมวดหมู่ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า CSR นั่นเอง ซึ่งองค์กรธุรกิจเองก็มีการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมเบื้องต้น เช่น ก่อนที่โรงงานจะปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ หรือระบายน้ำเสียออกจากโรงงานนั้น ได้มีการบำบัดน้ำเสีย โดยตระหนักถึงผลกระทบต่อประชาชน หรือชาวบ้านที่ใช้น้ำ หรืออยู่บริเวณใกล้เคียง เป็นต้น  ดังนั้น CSR จึงไม่ใช่สิ่งที่ทำกับสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เริ่มจากพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในองค์กร เช่น การที่หน่วยงานมีโครงการไปปลูกป่าชายเลน หรือทำฝายอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น

CSR มี ๔ ขั้น คือ

ขั้นที่ ๑ - Mandatory level : ข้อกำหนดตามกฎหมาย

ขั้นที่ ๒ - Elementary level : ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ขั้นที่ ๓ - Preemptive level : จรรยาบรรณทางธุรกิจ

ขั้นที่ ๔ - Voluntary level : ความสมัครใจ

ทั้งนี้ มีหน่วยงานที่มีหลักการ แนวปฏิบัติ และมาตรฐานทาง CSR ๕ หน่วยงาน ได้แก่

๑. UN Guidelines for Consumer Protection

๒. Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้

๑. การเปิดเผยข้อมูล (Disclosure)

๒. แรงงานและวิสาหกิจสัมพันธ์  (Employment and Industrial Relation)

๓. สิ่งแวดล้อม  (Environment)

. การต่อต้านการให้สินบน  (Combating Bribery)

. การรักษาผลประโยชน์ของผู้บริโภค  (Consumer Interests)[๑]

. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science and Technology)

. การแข่งขัน (Competition)

. การเสียภาษี (Taxation)

๓. Global Reporting Initiative (GRI) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้

. ด้านเศรษฐกิจ (Economic)

. ด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights)

. ด้านการปฏิบัติต่อแรงงานและงานที่ดี  (Labour Practices and Decent Works)

. ด้านสิ่งแวดล้อม  (Environmental)

. ด้านสังคม (Society)

. ด้านความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ (Product Responsibility)[๒]

๔.International Organization for Standardization (ISO) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้

. การกำกับดูแลองค์กร (Organizational Governance)

. สิทธิมนุษยชน (Human Rights)

. การปฏิบัติด้านแรงงาน  (Labour Practices)

. สิ่งแวดล้อม  (The Environment)

. การปฏิบัติดำเนินงานอย่างเป็นธรรม (Fair Operating Practices)

. ประเด็นด้านผู้บริโภค (Consumer Issues)[๓]

. การมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน (Community Involvement and Development)

๕. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้

. การกำกับดูแลกิจการที่ดี

๒. การประกอบธุรกิจด้วยความเป็นธรรม

๓. การเคารพสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม

๔. ความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค[๔]

๕. การร่วมพัฒนาชุมชนและสังคม

๖. การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

๗. นวัตกรรมและการเผยแพร่นวัตกรรมจากการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม

๘. การจัดทำรายงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

แนวความคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค

นายกิตติ  ตั้งจิตร์มณีศักดา  กรรมการและรองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีแนวคิดที่จะให้มีการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ในความเป็นจริงผู้ผลิตและผู้บริโภคมักจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ มักเกิดความขัดแย้งกัน จึงมีแนวคิดว่าทำอย่างไรให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ก็มีแนวคิดอยู่แนวคิดหนึ่ง เรียกว่า แนวความคิดที่เติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) โดยมีหลักสำคัญอยู่ ๒ ประการ คือ

๑.       ความปลอดภัยต่อสินค้า

๒.      ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ให้มีการใช้อย่างประหยัดมากขึ้น

แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตต้องคำนึงถึง ทั้งนี้ พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มีข้อดีอยู่ ๒ ประการ คือ

๑. กระตุ้นให้ประชาชนมีความตื่นตัวต้องการทราบ หรือเรียนรู้ในเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยมากขึ้น

๒. มีการคิด หรือหาแนวทางที่จะทำให้ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตเกิดความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยมากขึ้น

แนวคิดดังกล่าวข้างต้น เมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิดของต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ปรากฏว่าไม่มีแนวคิดดังกล่าว แต่ประเทศญี่ปุ่นกลับใช้วิธีการ หรือแนวคิดตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้น กล่าวคือ มีการออกแบบสินค้า  วิจัยสินค้า ใช้วัตถุที่ดี หรือมีคุณภาพ ตลอดจนตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานโดยมีขั้นตอนสุดท้าย คือการจัดการเรื่องกาก หรือสารพิษ หรือของเหลือจากกระบวนการผลิตทั้งหมด
ว่าจะจัดการอย่างไร หรือมีวิธีการอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น PL LAW ในประเทศไทยจึงควรมีการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ดังนี้

๑. ศึกษา หรือพิจารณาว่าสินค้านั้นกระบวนการทั้งหมดมีใครเกี่ยวข้อง ใครเป็นผู้ได้รับความเสียหาย และใครเป็นผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง หากต้องมีการให้เกิดความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าวนั้น

๒. การศึกษา หรือวิจัย ควรเข้าไปดำเนินการตั้งแต่กระบวนการออกแบบการผลิต ซึ่งเมื่อพบว่าสินค้าเกิดความไม่ปลอดภัยในส่วนใด ก็ควรเข้าไปแก้ไขหรือดำเนินการในส่วนนั้น  ทั้งนี้ อาจจะไม่สามารถใช้กับสินค้าทุกประเภท แต่อาจจะขึ้นอยู่ว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าประเภทใด มีกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนมากน้อยเพียงใด และมีผลกระทบต่อประชาชนจนถึงขนาดเกิดความเสียหายหรือไม่

๓. การจัดทำคู่มือ หรือคำเตือน ต้องให้มีความชัดเจน ผู้ใช้หรือผู้บริโภคสามารถเข้าใจวิธีการใช้ได้โดยง่าย มีการบรรยาย หรือบ่งบอกถึงคุณลักษณะของสินค้า ประโยชน์ หรือโทษในกรณีที่มีการใช้ผิดวิธีหรือใช้ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่กำหนดไว้

๔. การเข้าไปดำเนินการเก็บสินค้าที่เกิดอันตราย หรือที่ไม่ปลอดภัย ต้องมีความรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใช้หรือผู้บริโภคในจำนวนที่มากขึ้น นอกจากนี้ ควรมีโทรศัพท์สายด่วนผู้บริโภค หรือ CALL CENTER เพื่อรับแจ้ง หรือรับเรื่องร้องเรียนในกรณีที่สินค้าเกิดปัญหา

พระราชบัญญัติ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑ และแนวคิดว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ(CSR) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒

                                นางสาวสารี  อ๋องสมหวัง  เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า CSR เป็นการทวงถามความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้บริโภคที่มีต่อผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิต ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐาน และเมื่อพิจารณาโดยผิวเผินแล้ว CSR อาจจะดูกว้างกว่าความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย  ซึ่งในเรื่องนี้ ได้มีกฎหมายที่ให้การคุ้มครองผู้บริโภคมาหลายปีแล้ว ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.๒๕๕๑ นั่นคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวนั้นได้ให้การรับรอง หรือคุ้มครองผู้ใช้สินค้า หรือบริการที่ไม่ปลอดภัยด้วย แต่พระราชบัญญัติ ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยฯได้มีการเพิ่มเติมเรื่องความรับผิด และภาระการพิสูจน์ของผู้บริโภค และผู้ประกอบการ

                                ในการนี้ นางสาวสารีฯ ได้กล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคของผู้บริโภคในการนำสืบหรือภาระการพิสูจน์ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๒ สรุปได้ว่า แม้ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ จะบัญญัติ หรือกำหนดให้ผู้บริโภคฟ้องคดีด้วยวาจาได้ก็ตามแต่ผู้บริโภคก็ยังมีปัญหา หรืออุปสรรคในเรื่องภาระการพิสูจน์ หรือนำสืบ หรือแสดงเอกสารพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริง  เช่น กรณีหนังสือบริคณฑ์สนธิของผู้ประกอบการ เป็นต้น เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีความรู้และไม่มีทุนทรัพย์ หรือไม่มีความสามารถที่จะแสวงหาพยานหลักฐานดังกล่าวได้  ในกรณีสมาคม หรือมูลนิธิที่จะฟ้องคดีแทนผู้บริโภคต้องเป็นสมาคม หรือมูลนิธิ ที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและเกิดอุปสรรคเพราะสมาคม หรือมูลนิธิส่วนใหญ่ไม่มีทุนทรัพย์หรืองบประมาณที่จะจ้างทนายความเพื่อประจำสมาคมหรือมูลนิธิของตนเอง  กรณีมีการร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กรณีที่มีผู้ใช้รถยนต์ของบริษัทรถยนต์ชั้นนำแห่งหนึ่ง ได้ขับรถยนต์ไปแล้วเกิดอุบัติเหตุ ปรากฏว่าถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน จึงมีปัญหาว่าหากผู้บริโภคได้รับความเสียหายดังกล่าวแล้ว มีความยากที่ผู้บริโภคจะนำสืบหรือพิสูจน์ให้เห็นว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือความเสียหายนั้นเกิดจากกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการ  และกรณีมีการร้องเรียนมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กรณีที่มีผู้ใช้รถยนต์ของบริษัทรถยนต์ชั้นนำแห่งหนึ่ง ได้ขับรถยนต์ไปแล้วเกิดอุบัติเหตุ ปรากฏว่าถุงลมนิรภัยไม่ทำงาน จึงมีปัญหาว่าหากผู้บริโภคได้รับความเสียหายดังกล่าวแล้ว มีความยากที่ผู้บริโภคจะนำสืบหรือพิสูจน์ให้เห็นว่า สินค้านั้นเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัย หรือความเสียหายนั้นเกิดจากกระบวนการผลิตของผู้ประกอบการ เป็นต้น

นอกจากนี้ นางสาวสารีฯ ได้มีข้อข้อสังเกตว่า พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ฯ นี้มีมีข้อจำกัด เพราะใช้กับสินค้าที่เกิดขึ้นหลังวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ โดยไม่รวมการบริการ ดังนั้น จึงเห็นควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไข

                               (มีต่อ)