ที่มาของบันทึกนี้เนื่องจากผมได้อ่านคอลัมน์กาแฟดำในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่เขียนโดยคุณสุทธิชัย หยุ่น หัวข้อ "เราตื่นหรือยัง? เวียดนามมาแรง แซงไทยแล้ว..."

ผมเลยคิดถึงเรื่องที่เราจะเอาลำใย (กี่หมื่นตันก็ไม่ทราบจำไม่ได้แล้ว) ไปแลกกับหัวรถจักรรถไฟ 7 หัว จากประเทศจีน ต่อมาก็ว่าจะไม่เอาลำใยแล้ว เปลี่ยนเป็นข้าวดีกว่าไปแลกหัวรถจักรรถไฟจากจีนเจ้าเก่า ต่อมาไม่นานก็บอกว่าไม่เอาข้าวแล้ว เปลี่ยนเป็นมันสำปะหลังดีกว่า ต่อไปก็ผมเดาไม่ถูกว่าจะเปลี่ยนจากมันสำปะหลังไปเป็นอะไรดี

นี่เป็นความคิดแบบไทยๆ (หรือปล่าว ?) ที่คิดจะซื้อทุกลูก (ไม่ใช่ซื้อลูกเดียว)

ในขณะที่ผมก็พูดบ่อยๆ ตามเว็บบอร์ดและที่ต่างๆ เพราะหาเวทีไม่ได้จนมาถึงที่นี่ ว่าทำไมเราถึงไม่สร้างโรงงานผลิตหัวรถจักรรถไฟ และตู้โดยสารรถไฟเองเสียที ผมมองว่าไม่น่าจะยากเย็นอะไร ทีอาจารย์อาจอง ยังทำเครื่องช่วยลงจอดบนดาวอังคารได้ตั้งหลายปีมาแล้ว

หัวรถจักรรถไฟนี่จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้มีเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนอะไร เมื่อเทียบกับเครื่องช่วยลงจอดบนดาวอังคาร ทำไมเรื่องแค่นี้เราจะทำไม่ได้ เรามีสถาบันการศึกษาทางวิศวกรรมชั้นนำมากมาย ที่ต่างก็มี Vision และ Mission สวยหรูว่าจะเป็นที่หนึ่ง ในระดับชาติบ้าง นานาชาติบ้าง

แต่ทำไมเราไม่ทำ (สร้างรถไฟเองทั้งรถดีเซลและรถไฟฟ้า)

มีคำกล่าวของชาวตะวันตกหนึ่งที่ว่า "Ability without opportunity mean nothing" ส่วนชาวตะวันออกนั้นกล่าวว่า "การเดินทางหมื่นลี้ เริ่มจากก้าวแรก" แต่ ณ วันนี้เราก็เสมือนแต่ถอยหลังลงคลอง เพราะเพื่อนๆ ต่างเดินไปข้างหน้ากันหมดแล้ว

ถ้าไม่มีเอกชนใดกล้าลงทุน ทำไมรัฐไม่ลงทุนเสียเอง แล้วเอารถไฟนี้มาใช้กับระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนทั้งหลายของ กทม แล้วก็รถไฟ ของ รฟท

อาจเริ่มจากร่วมทุนกับเจ้าของเทคโนโลยี ในอัตราส่วน 51:49 หรืออัตราส่วนอื่นๆ แล้วระบุ (ใน TOR) เลยว่า รถไฟ (หรือไฟฟ้า) ที่จะใช้ในประเทศไทยต้องใช้ของโรงงานนี้ หรือถ้ามั่นใจก็ลงทุนเอง 100 เปอร์เซ็นต์ก็ยังได้ เหมือนกับมาเลย์เซียที่ผลิตรถโมโนเรลใช้เอง

  • เคยมีผู้ทักท้วงผมว่า เราไม่มีเหล็กเพื่อจะทำแท่นเครื่อง (Chasis) หรืออะไรทำนองนี้
  • ผมก็บอกว่าแล้วทำไมไม่ทำให้มันมีล่ะ เรามีโรงงานเหล็กใหญ่ๆ ตั้งกี่โรง

พูดไปพูดมาชักจะยาวเลยเรื่องเวียตนามไป เรื่องของเรื่องคือว่า เวียตนามมีโรงงานผลิตรถไฟตั้ง 2 โรง

สุดท้ายนี้ ในเมื่อเรายังไม่ได้หัวรถจักรใหม่มา ก็ช่วยกันอย่าให้หัวรถจักรที่มีอยู่พังไปเสียหมด ปัจจุบันมีข่าวรถไฟชนรถบ้างรถชนรถไฟบ้าง เฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละครั้ง ถ้าชนในอัตรานี้ต่อไปเรื่อยๆ อีกไม่นานประเทศไทยจะไม่มีรถไฟไว้รับส่งผู้โดยสารหรือสินค้าอีกต่อไป เพราะว่าหัวรถจักรพังหมดแล้ว ฝันที่จะเป็น Hub Logistics ก็จะสลายไป

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ

  • มีจุดตัดระหว่างทางรถไฟและถนนรถยนต์ (At grade crossing) เป็นพันๆ จุดที่ไม่ได้รับการจัดการด้านความปลอดภัยอย่างเหมาะสม
  • ผู้ขับรถส่วนใหญ่จะประมาท คิดว่าแค่นี้พ้น น่ะ
  • มองไม่เห็นว่ารถไฟมา
  • ไม่รู้ว่าเป็นทางตัด (Rail road crossing)
  • อื่นๆ

ขอบคุณที่อ่านครับ

-----------------------------------------------------------------------------

เราตื่นหรือยัง? เวียดนามมาแรง แซงไทยแล้ว...

11 พฤษภาคม 2549 18:25 น.
ผมมีกำหนดจะแวะเวียนไปเมืองจีนกับเวียดนามในเร็ววันนี้ กำลังเก็บข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสองประเทศเพื่อนบ้านที่น่าติดตามยิ่งอยู่ก็มีข่าวคราวเรื่องเวียดนาม

     กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในหลายๆ ด้านขึ้นมา จึงต้องนำมาปูทางเอาไว้ก่อน ก่อนที่จะเจาะลึกลงไปถึงการเมืองและเศรษฐกิจของเวียดนามวันนี้

เวียดนามมาแรงนั้นไม่ใช่ประเด็นใหม่ มีสัญญาณบอกกล่าวมาหลายปีแล้ว เพียงแค่คนไทยไม่ได้ใส่ใจเพียงพอ และผู้นำไทยที่กำลังต้องการจะสร้างภาพว่าเป็น "ผู้นำแห่งภูมิภาค" ด้วยกิจกรรมโฉ่งฉ่างทั้งหลายก็กลบ "ของจริง" ไปหลายเรื่อง

ข่าวจากกระทรวงพาณิชย์บอกว่า การส่งออกของเวียดนามไม่ว่าจะเป็นข้าว, สิ่งทอ, เสื้อผ้าสำเร็จรูป, อาหารทะเล, หรือแม้สินค้าที่ไทยคุยว่าแข็งแกร่งเป็นพิเศษ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ กำลังตามไล่หลังไทยเรามาติดๆ และบางเรื่องก็แซงหน้าไทยไปแล้ว

วันนี้ เขาอาจจะขยับไม่แซง แต่ถ้าดูจากอัตราโตอย่างต่อเนื่องและสภาพ "นิ่ง" ของไทยเราทางด้านนี้, ก็เป็นไปได้ว่าต่อไปเวียดนามจะกลายเป็นประเทศที่ส่งสินค้าออกได้มากกว่าไทย และเพราะตลาดเกือบจะเหมือนกับไทย, เวียดนามจึงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว

ไม่เพียงแต่เรื่องส่งออกเท่านั้น, การลงทุนจากต่างประเทศก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่เวียดนามแข่งกับเรา ล่าสุด ผลการสำรวจประจำปีของ "JETRO" หรือองค์การการค้าต่างประเทศญี่ปุ่นถามความเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นประจำภูมิภาคเอเชียสำหรับปีที่แล้ว ได้ผลออกมาว่าพวกเขาเห็นพ้องว่าเวียดนามเป็นประเทศน่าลงทุนที่กำลังดีวันดีคืน และกำลังจะเทียบได้กับประเทศไทย

ที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่งคือนักลงทุนญี่ปุ่นไม่น้อยมองว่าเวียดนามอาจจะเป็น "ทางเลือก" ใหม่สำหรับทดแทนตลาดจีนหากจำเป็นต้อง "กระจายความเสี่ยง"

ขณะที่ไทยอาจจะไม่ถูกจัดอยู่ในหมวดของการที่จะเป็น "แหล่งลงทุนทางเลือก" เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในจีน

ผลสำรวจของเจโทรครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ว่านักลงทุนญี่ปุ่น บอกว่า ในบรรดา 6 ประเทศอาเซียน (อินโด, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม) บวกกับอินเดีย นั้น ในระยะยาวแล้ว ไทยกับเวียดนาม จุดหมายปลายทางที่พึงปรารถนาที่สุด

เดิมไทยอยู่เหนือชั้นเวียดนามเพราะความสะดวกหลายด้าน และที่สำคัญประการหนึ่งคือบรรยากาศแห่งเสรีภาพและคล่องแคล่วของสังคมไทย แต่วันนี้ เมื่อการไหลเทของข่าวสารและเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นถูกจำกัดลง จุดแข็งด้านนี้ของไทยก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่ได้โดดเด่นกว่าเวียดนามที่ยังปกครองด้วยระบอบการเมืองแบบรวมศูนย์

น่าสนใจว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ก็มีข่าวว่าไทยกับเวียดนามต่างก็เข้าไปแข่งขันในตลาดกัมพูชาอย่างเข้มข้น และสินค้าบริโภคหลายยี่ห้อของเวียดนามนั้น ก็อ้างว่า คุณภาพดีกว่า และที่สำคัญ คือ ถูกกว่า ของไทยอีกด้วย

ประเด็นการแข่งขันระหว่างสินค้าไทยกับเวียดนามในเขมรและลาวนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เพราะการแข่งขันดุเดือดมากยิ่งขึ้น และเพราะเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศรัดตัวมากขึ้น ต้องแย่งตลาดกันในทุกๆ ด้าน, เรื่องของคุณภาพกับราคาระหว่างของไทยกับของเวียดนาม จึงกลายเป็นเรื่องที่เป็นหนามยอกอกไทยเราตลอดมา

ต้องไม่ลืมว่าสินค้าบริโภคไทยเราไม่ได้แข่งแต่เฉพาะกับเวียดนามเท่านั้น แต่เงาทะมึนของสินค้าบริโภคจากประเทศจีน ก็กำลังเป็นภัยคุกคามต่อเราอย่างน่าหวาดหวั่นอีกเช่นกัน

รัฐบาลนี้พูดเรื่อง "ความสามารถในการแข่งขัน" มาหนักหนาแล้ว ถึงกับตั้งคณะกรรมการระดับชาติมีนายกฯ เป็นประธาน...แต่วันนี้ใครต่อใครต่างก็พุ่งแรงแซงหน้าเราไปเสียแล้ว

วันหน้า ยังมีข้อมูลและแนวทางวิเคราะห์ "ความสามารถในการแข่งขัน" ของไทยเรากับเพื่อนบ้านอีกหลายด้านที่จะมาเล่าสู่กันฟังในคอลัมน์นี้

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2006/05/17/u001_103092.php?news_id=103092