“…ทำนามันเป็นหนี้ก็จริง แต่ก็ได้ลงมือทำของเราเอง พอเกี่ยวข้าวมากินหรือขาย ไม่ได้เงินร่ำรวยก็จริง แต่มันชื่นใจ...”

        ในความเป็นจริงนั้น วิถีชีวิตชาวบ้าน การทำนาทำไร่ มีความเป็นเนื้อเดียวกับความเป็นทั้งหมดของชีวิตจิตใจ มากกว่าจะแยกเป็นวิถีกลไกว่าเป็นอาชีพอย่างวิธีคิดของสังคมสมัยใหม่ ความที่เป็นเนื้อเดียวกับชีวิตนั้น จึงต้องทำอย่างเป็นหน้าที่ของชีวิต ทำเพื่อกล่อมเกลาตนเองและสร้างภาวะแห่งตนให้เติบโตงอกงาม ทำอย่างเป็นการเข้าถึงธรรมและความเป็นชีวิต โลกทรรศน์และชีวทัศน์อย่างนี้ยากอย่างยิ่งที่จะเข้าใจให้ซาบซึ้ง หากไม่สามารถเข้าไปอยู่ในจุดยืนเดียวกับชุมชนการผลิตของชาวนา

น้าของผมคนหนึ่ง เคยปรารภกับหลานๆที่อยู่กรุงเทพฯว่า“..หากอยู่กรุงเทพฯทำมาหากินลำบากก็กลับบ้านเราเถิด หากใครกลับบ้านแล้วละก็ น้าก็จะแบ่งนาให้ทำสักแปลงหนึ่ง  หลานคนหนึ่งก็ออกปากว่า “..จะยกให้ทำทำไมในเมื่อทำนาไปก็มีแต่หนี้สินอยู่ตลอดน้าก็พูดว่า“…ทำนามันเป็นหนี้ก็จริง แต่ก็ได้ลงมือทำของเราเอง พอเกี่ยวข้าวมากินหรือขาย ไม่ได้เงินร่ำรวยก็จริง แต่มันชื่นใจ

เหตุผลจากวิถีดำเนินชีวิตอย่างนี้ทำให้ชาวนาและชุมชนการผลิตอยู่กับสภาพซึ่งมองจากจุดยืนคนภายนอกแล้วก็อาจจะเห็นว่าเป็นความจนและความน่าลำบากยากแค้น  รวมทั้งไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ทั้งที่ก็เป็นหนี้ ยากจน และยากไร้โอกาสตามค่านิยมของสังคมภายนอกมากมายอย่างนั้น ทำไมชาวนาและเกษตรกรโดยทั่วไปก็ยังอยู่กับวงจรเดิมๆอย่างนั้น

จนตรอกและไม่มีความรู้พอสำหรับการผลิตเพื่อสร้างความร่ำรวยกระนั้นหรือ ข้อที่น่าฉงนเหล่านี้จะให้ภาพอีกแบบเมื่อได้เห็นว่าวิถีชีวิตชาวนาและชุมชนการผลิต เป็นการดำรงอยู่ด้วยฐานคติอีกแบบหนึ่งซึ่งอาจต่างจากค่านิยมในกระแสหลักของสังคมทั่วไป

การทำนา ดำรงชีวิตอยู่กับการงานและการผลิต มีวิชาชีวิตและหลักปฏิบัติต่างๆอยู่มากมาย เป็นระบบคิดที่วางอยู่บนคุณธรรมของการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นและการปรับตนเองให้สอดคล้องกลมกลืนไปกับธรรมชาติ เช่น หลังการเกี่ยวและนวดข้าว กระทั่งขนข้าวใส่ยุ้งฉางแล้ว ก็จะถือหลักห้ามนำเอาข้าวเปลือกออกมาขายหรือทำกิน ต้องรอจนถึงเดือน ๓ ถึงย่างเดือน ๖ ซึ่งก็จะเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนมกราคมและต้นเดือนกุมภาพันธ์ และถ้าหากจะให้ดี ก็จะต้องจกข้าวในวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ซึ่งจะเป็นวันที่ชาวนาเรียกว่า กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮูขี้(กบไม่มีปากและนาคไม่มีรูก้น)

ในวันดังกล่าว มีหลักให้ว่า พอถึงเที่ยงคืนไปจนถึงก่อนสว่างก็ต้องรีบจกข้าวเปลือกในยุ้งฉางออกมาสักถังหรือกระบุงหนึ่ง ตอนไหนก็ได้ เนื่องจากในวันดังกล่าวจะทำให้ จกบ่หมด ใช้กินอยู่บ่หมด(ตักตวงไม่หมด ใช้ไม่หมด) จากนั้นก็จะนำออกไปขายหรือทำอยู่ทำกินอย่างไรก็ทำได้ตลอดไปจนถึงเดือน ๖ ชาวบ้านและชุมชนเชื่อว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ผลผลิตต่างๆจะไม่เกิดการสูญเสียและมีความเป็นมงคลต่อชีวิตทั้งของตนเองและต่อหลักชุมชนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา 

วิชาชีวิตและหลักปฏิบัติในวิถีชาวบ้านดังกล่าว ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในรูปของสถิติตัวเลขและวิชาหนังสือ ทว่า เมื่อศึกษาและวิเคราะห์ให้รอบด้านแล้ว ก็จะเห็นถึงความเป็นเหตุเป็นผลไปกับธรรมชาติและฤดูกาลอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นหน้าแล้ง ทางเกวียนและดินตามท้องนาจะแห้งแข็ง เหมาะสมสำหรับเกวียนและรถบรรทุก

ขณะเดียวกัน ก็จะมีเวลาเก็บข้าวให้ลดความชื้นลงโดยไม่แห้งกรอบจนทำให้เม็ดข้าวหักมากจนเกินไปอีก ช่วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการ จกบ่หมด ใช้บ่หมด มากที่สุดของแต่ละปี ซึ่งจะเห็นว่าเป็นบทสรุปที่สะท้อนถึงการเก็บสถิติและตกผลึกประสบการณ์ สืบทอดเป็นหลักปฏิบัติรุ่นต่อรุ่นจนเป็นเนื้อเดียวกับวิถีชีวิต

ตลอดช่วงชีวิตที่อยู่บ้านกับแม่ พ่อ และพี่ๆน้องๆ กระทั่งย่างเข้า ๑๗-๑๘ ปีนั้น ที่บ้านเราไม่ต้องกินข้าวขาวหรือข้าวจากโรงสีเลย ทั้งรำข้าว และปลายข้าวสำหรับเลี้ยงหมูและไก่ ก็ไม่ต้องซื้อ

 

                        

 

ในหน้าแล้ง หลังให้ข้าวเลี้ยงหมู ไก่ หมา แล้ว พอตกสายๆ แม่ก็จะเกณฑ์พวกเราไปสีข้าวและตำข้าวครกกระเดื่อง รอบแรกก็จะนำข้าวเปลือกมาสีก่อนจนได้ ๗-๑๐ กระบุง จากนั้นก็จะซ้อมข้าวด้วยครกกระเดื่อง เพื่อได้ข้าวสาร รำ และปลายข้าว สำหรับทำกินและเลี้ยงหมู หมา ไก่ แม่พาพวกผมทำอย่างนี้อยู่สองสามรอบ ก็จะได้ข้าวสารหลายกระสอบเพื่อเก็บไว้กินจนถึงการเวียนมาของหน้าข้าวใหม่ปีถัดไป

การสีข้าวแบบแรงมือและคันโยก ต้องผ่อนแรงและดันคานเหวี่ยงเหมือนผลักออกไปจากตนเองอย่างเป็นจังหวะ อีกทั้งต้องมีความสม่ำเสมอ  หากกระแทกกุกกักหรือเร่งเกินไป ข้าวที่เปลือกยังไม่กระเทาะก็จะไหลปนจนเกินจะนำไปตำต่อไปได้

เมื่อสีข้าวเปลือกออกมาแล้ว แม่ก็จะฝัดด้วยกระด้งเพื่อแยกแกลบออกไป แม่เป็นคนฝัดข้าวด้วยกระด้งเก่งและดูสวยงาม  เวลาที่แม่ถือกระด้งไปยืนฝัดข้าว พวกไก่และหมาช่างแสนรู้ก็จะตามไปยืนล้อม รอกินเมล็ดข้าวและรำที่กระเด็นออกจากกระด้ง จากนั้นก็จะช่วยกันนำข้าวกล้องที่สีแล้วไปซ้อมด้วยครกกระเดื่อง พวกผมและแม่พ่อทั้งบ้าน กระจายเป็นแรงงานช่วยแม่ไปตามถนัด ซึ่งบางทีก็ขี้เกียจ อยากไปโดดน้ำและปีนต้นไม้เล่นกับเพื่อนอย่างใจะขาดเหมือนกัน

ในหน้าตำข้าว หมู่บ้านของเราก็จะมีแต่เสียงครกกระเดื่องดังโป๊กเป๊กจากบ้านเหนือจรดบ้านใต้ เสียงแม่ไก่และลูกไก่ร้องเจี๊ยวจ๊าวสลับกับเสียงหมาเห่า ผสมผสานเป็นลมหายใจและดนตรีกาลแห่งท้องทุ่ง

หอมไอหุงข้าวใหม่ยามเช้าจะอวลไปทั่วทั้งละแวกบ้าน  เป็นเหมือนหมุดหมายถึงการสิ้นสุดสิ่งเก่าๆและการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆที่มีชีวิตชีวาและความสดใสของแต่ละปี เมื่อแม่และพ่อประจงตักข้าวใหม่พาพวกผมไปใส่บาตรแล้วก็นั่งกินด้วยกันร้อนๆพร้อมหน้ารอบสำรับข้าว ก็ช่างให้รสคำข้าวที่หวานกำซาบไปทั่วทุกขุมขนและเส้นเอ็น.