- วันนี้โชคดีมากได้เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษของอาจารย์แม่ รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชมงคล สุรินทร์
- ท่านได้ให้ข้อคิดศาสตร์และศิลป์ ของความเป็นครูเพื่อศิษย์ เพื่อประเทศชาติไว้อย่างน่าสนใจ จึงขอนำบทเรียนบางส่วนมานำเสนอดังนี้ครับ
1. รู้เขา รู้เรา
2. รู้เหตุ รู้ผล
3. รู้ตน รู้ใจ
4. รู้ให้ รู้รับ
5. รู้ปรับ รู้อยู่
6. รู้สู้ รู้รุก
7. รู้ผูก รู้แก้
(ต้องไปขึ้นรถกลับโรงแรมแล้วครับ จะกลับมาเขียนต่อ)
สวัสดีครับ มาขอแบ่งคาถาอาจารย์แม่ไปใช้บ้างครับ ขอบพระคุณ
หัวอกคนไทย
อ่าน: 145
คนเรามีเวลาอยู่บนโลกนี้ประมาณ 100 ปี
ส่วนจะอยู่มากน้อยย่อมขึ้นปัจจัยและเงื่อนไขที่ดำเนินชีวิตแห่งตน
บางคนอยู่นานทุกข์ทรมานทำให้เปลืองทรัพยากรโลก
บางคนอยู่เพราะยังมีลมหายใจก็ซังกะตายอยู่ๆไป
อยากจะยื้ออยู่เพื่อสร้างความกระเหี้ยนกระหือให้บ้านเมือง
อยู่ทำไม อยู่ทำอะไร เปลือกอ็อกซิเย่นเปล่าๆ
จำนวนพลเมืองโลกนับวันจะมากขึ้น มนุษย์ดิ้นรนที่จะอยู่กันไปอย่างทรหด สิ่งเรียกว่าความเจริญ หรือการพัฒนา แต่ที่จริงแล้วสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเหล่านั้นส่วนมากกำลังทำลายล้างความปกติของโลก ทำไปเพื่อบำรุงกิเลศและบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า คนผิดปกติ สังคมผิดปกติ โลกผิดปกติ ถามว่ารู้วิธีที่จะอยู่กับความปกติทั้งมวลนี้แล้วหรือยัง
มนุษย์สาละวันสาละวนกับการสร้างมลภาวะทางจิตใจให้หยาบกระด้างขึ้น เชื้อความไม่ชอบมาพากลแพร่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า ถ้าศีลธรรมอ่อนแรงก็หมายว่ามนต์ดำกำลังกล้าแข็งขึ้น วินัยทางสังคมที่ทุกศาสนาทำหน้าที่โอบอุ้มเสื่อมอานุภาพ สภาพแวดล้อมของโลกก็เสื่อมโทรมตามไปด้วย
“ยังจะเรียนฟรี 15 ปี เพื่อไปวิ่งสอบจนขาขวิดอย่างนั้นหรือ”
“ทำไมไม่เรียนฟรี 15 ปี ที่จบออกมาทำอะไรๆได้บ้าง”
“วิชาความเป็นผู้เป็นคนทำไมไม่สอนกันบ้าง”
“ความสุข ความดีงามมีจริงไหม หรือว่าดีแต่เล่นชิวหากันไปวันๆ”
เมื่อการศึกษาหลงทิศทาง ตัวก่อปัญหาไม่สำนึก
ปัญหาจึงก่อหวอดขึ้นทุกหัวระแหง
จิตใจคนเน่าอะไรๆก็ส่งกลิ่นตุๆ
คุยกันที่ร้านไก่ตะกร้าเมื่อคืนนี้ว่า..วันนี้ลำพูนรถติดทั่วเมือง..คนนับแสนแห่กันมาสอบบรรจุและส่งญาติมิตร..เหนื่อยกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง คุณครูเพิ่งกลับกันหมดเมื่อสักครึ่งชั่วโมงนี้ ถ้าลูกหลานไทยต้องวิ่งสอบคราวละหลายหมื่นคนในทุกสนาม เพื่อบรรจุเข้าทำงานครั้งละ100-200คน เพื่อสนับสนุนความเชื่อที่จะต้องเป็นเจ้าคนนายคน..ความเชื่อที่ก่อวิกฤติผิดปกตินี้มีใครรับผิดชอบ มีใครเป็นเจ้าภาพ มีใครเป็นตัวหลักที่จะแก้ไข คนตกงาน คนว่างงานจริงๆมีแค่ไหน เพราะอะไร ที่สำคัญมองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ หรือผืดปกติ ใส่ใจที่จะแก้ไขไหม หรืออยู่ซังกะตายเพื่อเดินหน้าสร้างปัญหาต่อๆไป
“ยังจะเรียนฟรี15ปี เพื่อไปวิ่งสอบจนขาขวิดอย่างนั้นหรือ”
“ทำไมไม่เรียนฟรี 15 ปี ที่จบออกมาทำอะไรๆเป็นบ้าง”
“วิชาเป็นผู้เป็นคนทำไมไม่สอนกันบ้าง”
จะเอาคนที่กำใบปริญญาจนเปียกชื้นไปวางไว้ตรงไหน ในเมื่อความรู้ที่อ้างไว้ในกระดาษขาดคุณค่าอย่างร้ายแรง เมื่อไม่รู้จริงจะไปแปลงเป็นมูลค่ามันก็ยากอย่างที่เห็นตำตา ถามว่าเราจะให้ลูกหลานเรียนไปทำอะไร เรียนไปแล้วทำได้จริงหรือไม่ ถ้าเรียนความไม่จริง จะทำอะไรๆได้จริงอย่างนั้นหรือการศึกษาที่ไม่สมประโยชน์ไม่คุ้มทุนคุ้มค่านี้ตีเป็นความสูญเสียปีละกี่แสนกี่ล้านๆบาท คนไทยลำบากหาเงินมาส่งลูกเรียนอย่างกระเสือกกระสน จบมาแล้วต้องขอดเงินจนหมดตัวซื้อตำแหน่งให้ลูกอีก
มองให้ชัดว่าระบบราชการที่ผ่านมาอาจจะดูดี แต่ต่อไปนี้ไม่ใช่แล้ว มันไม่ได้ดีกว่าการทำงานภาคเอกชน หรือทำงานอาชีพอิสระ ถ้าจะเปลี่ยนแนวทางการศึกษาแบบอุ้มช้างรอดรูเข็ม ก็ควรจะผ่าตัดแผนการศึกษาชาติใหม่ เลิกค่านิยมเชิงเดี่ยว จะเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเดียว ควรจะเอางานเป็นเป้าหมายชีวิต ถ้างานดีเงินจะไปไหนเสีย เปิดโอกาสให้องค์กรหรือสถาบันต่างๆมีอิสระมีส่วนวางแผนในการคิดและทำเรื่องที่คลี่คลายปัญหาของการศึกษาชาติ ลงทุนสร้างครูพันธุ์ดี คัดกรองคนที่แฝงตัวมาเป็นครูออกไป ให้ครูอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ดูแลครูให้มีรายได้คุ้มกับรายจ่าย ไม่ต้องงมโข่งทำอาจารย์3แบบพิสดาร
ไม่แน่นะ..
จุดจบของการศึกษาไทยอาจจะส่งผลกระทบไปจนกระทั้งสิ้นชาติ
ในเมื่อคนสมัยนี้เห็นเรื่องของตนเองสำคัญกว่าชาติ
คนไทยบางส่วนไม่มีความรู้เพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้
รัฐบาลก็ต้องมาแบกภาระให้คนที่ไม่มีทางออกเหล่านี้
ไม่แบกได้ไหม..ไม่ได้หรอก
เพราะเป็นคนไทยที่มีสิทธิกาคะแนนเลือกควายเข้าคอก
เงินไม่มากาไปถูกเสียด้วยสิ
ที่เขาเป็นอย่างนี้ก็เพราะพวกคุณพ่อรู้ดีทั้งหลายนั้นแหละ
มาฝึกอบรมให้เขาสิ้นไร้ไม้ตอก
นี่แหละวิบากกรรมประชาธิปตายอย่างเขียดแบบไทยๆ
สุดท้ายสังคมก็ถูกลอยแพ
จะให้คนที่ไส้เต็มไปด้วยน้ำเหลืองคิดทำอะไร
ลำพังช่วยเหลือตนเองก็ย่ำแย่อยู่แล้ว
ประเทศชาติที่ไร้ศักยภาพจะไปต่อสู้หรือแข่งขันใคร
ประเทศที่เต็มไปด้วยคนอ่อนแอ จะเป็นอย่างไร
สุดท้ายก็ขายๆๆทุกอย่างที่ขวางหน้า
ขายทรัพยากรธรรมชาติ ขายทรัพยากรมนุษย์
ขายสิทธิในการแสวงหาประโยชน์ให้ต่างชาติ
ขายอำนาจหน้าที่
ขายความเป็นคนไทย และวัฒนธรรมประเพณีไทย
ขายแม้กระทั่งอนาคตไทย
ตอนนี้กำลังสนุกกับการขาย
ขายกันเก่งเหลือเกิน
เจ้าพวกพ่อค้าพันธุ์ใหม่
หมายเหตุ:
แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาไทย อาจารย์หมอประเวศ วะสี ชี้ช่องดังนี้
เนื้อหาความรู้ในโลกนี้เพิ่มขึ้นรวดเร็ว
ประมาณว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในเวลา3-4ปีเท่านั้น
แต่เวลาเรียนยังมีอยู่เท่าเดิม
การพยายามยัดเยียดความรู้ขนาดมหึมาเข้าไปในเวลาเท่าเดิม
จึงไม่ต่างกับการจับช้างยัดเข้าไปในรูเข็ม
จึงลำบากและบอบช้ำอย่างยิ่ง
ครูก็ลำบากเพราะไม่สามารถจดจำเนื้อหาต่างๆได้
ครูจึงขาดความมั่นใจ
ครูจึงหาทางออกด้วยการแบ่งกันสอนเป็นวิชาๆ
แต่นักเรียนไม่มีทางออกต้องเรียนทุกวิชาแบบแยกส่วน
สุดท้ายก็ฝืนทนไม่ไหว
ถ้าครูทิ้งเด็ก เด็กก็จะทิ้งครู
ถ้าครูทิ้งโรงเรียน ทิ้งสังคม
สังคมก็จะทิ้งโรงเรียน
เด็กจำนวนมากจึงทิ้งครู ทิ้งโรงเรียน ทิ้งการเรียนที่น่าเบื่อหน่าย
หันไปแสดงออกด้วยการ ปาหินใส่รถยนต์ในยามค่ำคืน
ยกพวกตีกัน และประชดชีวิตต่างๆนานา
เพราระบบการศึกษาปรับตัวไม่ทันกับการจัดการสอนเด็กพันธุ์ใหม่
การเรียนโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง
โดยไม่เอาวิถีชีวิตเป็นตัวตั้ง
ทำให้เกิดปัญหาตามมาเช่น
1. เรียนยาก
เพราะท่องจำไม่ไหว นักเรียนเกือบทั้งหมดกลายเป็นคนไม่เก่งแต่ละคนมีความชอบความถนัดต่างกัน ถ้าได้เรียนสิ่งที่ชอบจะง่ายและเรียนเก่ง การถูกบังคับให้ท่องจำมากมาย ทำให้ขาดความสุข ขาดการสร้างสรรค์ เป็นการทำลายศักยภาพของคนอย่างรุนแรง ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดความมั่นใจและความภูมิใจในตนเอง
2. มีปริญญาแต่ทำอะไรไม่เป็น
เคยมีคนถามคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ว่า “คุณเจริญ คุณก็มีโรงแรมมาก ทำไมคุณไม่จ้างคนไทยทำงาน”คุณเจริญตอบว่า “ผมจ้างแล้ว เขามีปริญญาแต่ทำงานไม่เป็น”
3. เกิดความแปลกแยกจากเพื่อนมนุษย์และความเป็นจริง
เด็ก ที่เรียนแบบท่องจะเครียดมาก ไม่อยากคุยแม้แต่กับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เพราะคุยแล้วไม่ได้คะแนน คะแนนไปอยู่ที่วิชา การเรียนแบบนี้จึงไม่ให้ความสำคัญสัมพันธภาพใด ๆ ในสังคม เหมือนเด็กถูกตัดขาดหรือไปถูกกักขังอยู่กับ“วิชา” ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสังคมที่เปลี่ยนแปลง
4. ขาดศีลธรรม
ศีลธรรมเกิดจากวิถีชีวิตร่วมกัน การเรียนวิชาศีลธรรมสร้างไม่ได้ เมื่อเรามองการเรียนเป็น“วิชา”ไป หมด ไม่มองว่าการเรียนรู้เกิดในวิถีชีวิตและการทำงาน เมื่อระบบการศึกษามาแยกผู้คนออกจากวิถีชีวิตจริง ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมก็หนีไม่พ้น
5. ตัดรากทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรม คือวิถีชีวิตร่วมกันของชุมชน ที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่งๆ บุคคลเรียนรู้ในวัฒนธรรมได้ง่าย เพราะผู้คนเขาปฎิบัติอยู่รอบตัว ต้นไม้ต้องมีรากฉันใด สังคมก็เช่นเดียวกัน
จะเห็นว่าหนทางเกียรติยศอันคับแคบของระบบการศึกษาปัจจุบัน ก่อให้เกิดความบีบคั้นอย่างหนักในสังคม เราควรจะผ่าตัดระบบการศึกษาอย่างถึงรากถึงโคนไหม จุดเปลี่ยนอยู่ที่การเคารพความรู้ในตัวคน เราไม่ได้ปฏิเสธความรู้ในทางทฤษฎีและความรู้ในตำรา เพียงแต่ควรจัดสัมพันธ์ความรู้ในตัวคนกับความรู้ในทฤษฎีให้ถูกต้อง อะไรเป็นฐาน อะไรต่อยอด อะไรเป็นส่วนเสริม
“การจัดการความรู้” คือรูปธรรมของการเคารพความรู้ในตัวคน เท่าที่ประเมินสถานการการศึกษาในปัจจุบัน ถามว่าไม้ซีกอย่างเราจะไปงัดอะไรได้การศึกษาไทยถูกคุมกำเนิดไปแล้ว เห็นแต่ความดันทุรังที่จะปีนเกลียวความจริงอย่างที่ท่านอาจารย์หมอประเวศบอก
: ประมวลบทวิพากษ์จากเหล่าเครือญาติเฮฮาศาสตร์