ช่วงหลังมานี้  มีการจัดงานที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมอยู่บ่อยครั้ง ลักษณะของการจัดงานก็จะเน้นไปที่การพูดถึงวัฒนธรรมไทยในอดีต  โดยจะมีการนำเด็กและเยาวชนมานั่งฟัง  มาชมนิทรรศการ  เพื่อให้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทยในอดีต  พร้อมกับบอกว่าให้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้ในวิถีชีวิต

          เท่าที่ผมสังเกตบรรยากาศ พบว่าเด็กและเยาวชนไม่ค่อยสนใจ และ ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไรนัก  กับบรรยากาศดังกล่าว

        

           ผมลองมาวิเคราะห์ดูว่าที่เด็กไม่สนใจเพราะ

         1.  ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วครับ  จะให้เด็กและเยาวชนมาถอยหลังเข้าคลองย้อนกลับไปหาอดีต  ใช้ชีวิตแบบอดีต  มันเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงครับ (วิทยากรหลายท่าน มักจะออกมาพูดว่าเป็นเพราะการพัฒนาที่ผิดพลาด  เป็นการพัฒนาแบบตะวันตก  ทำให้สังคมไทยมีปัญหา ทางแก้ คือ ต้องย้อนกลับไปหาสิ่งที่ดีงามใน อดีต)

         

     2.  ผู้จัดมักจะมองวัฒนธรรมในมิติเดียว  คือ มิติรูปแบบที่แยกส่วน   เช่น  การแสดง การเล่น  ภาษา  การแต่งกาย   การฝีมือ ศิลปวัตถุ ฯลฯ  จึงมองไม่เห็นความเป็นองค์รวมและความเชื่อมโยงกับชีวิตจริงในปัจจุบัน  เป็นวัฒนธรรมที่ไม่มีพลังในการพัฒนา

           3.   บรรยากาศการจัดงาน มักจะเป็นบรรยากาศของวิทยากรเซ็นเตอร์ครับ  ให้เด็กมานั่งฟังบรรยาย โดยไม่มีส่วนร่วม  ไม่ได้แสดงออก  ก็น่าเบื่อนะครับ

        ในมุมมองของผม ผมว่าหากจะนำวัฒนธรรมไทยมาใช้ในการพัฒนาชีวิตให้เกิดประโยชน์อย่างสอดคล้องกับสภาพสังคมในยุคปัจจุบัน  คงจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า

       วัฒนธรรมไทย จะปรับตัวอย่างไรให้เป็นผู้นำ  ในกระแสเทคโนโลยีสารสนเทศที่เชี่ยวกราก

         

         แนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว คือ ต้องมองไปที่สาเหตุก่อนครับ

          ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ บอกว่าปัจจัยหลักที่ทำให้สังคมไทยอ่อนแอ มี 2 อย่าง คือ

           1. การหวังพึ่งอำนาจดลบันดาล (จากการพึ่งพาคนอื่น และ พึงพาสิ่งมีอำนาจเร้นลับ) ทำให้ไม่เพียรพยายามทำการให้สำเร็จด้วยตนเอง

          2. การเห็นแก่ความสะดวกสบาย และ ค่านิยมเสพบริโภค  ชอบความโก้เก๋

          ดังนั้น  แนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว จะต้องสร้างวัฒนธรรม ที่นำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับคนไทย  ด้วยการ “ใฝ่รู้  สู้สิ่งยาก” (พระพรหมคุณาภรณ์)

          และการจัดระบบวัฒนธรรมให้เด็กและเยาวชน “ใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก”  จะต้องเป็นระบบวัฒนธรรมที่ “ทำให้เด็กและเยาวชนพึ่งตนเองได้”  ครับ  ไม่ใช่ ระบบที่คอยป้อน คอยบอก คอยสอน คอยสั่งให้ทำตาม

          นั่นคือ จะต้องเป็นการจัดงานด้วย  “วัฒนธรรมแห่งปัญญา” ครับ

          เป็น "วัฒนธรรมแห่งปัญญา"  ที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเป็นตัวของตัวเอง   เป็นผู้นำด้วยการ "ใฝ่รู้ สู้สิ่งยาก"

           ไม่ใช่ “วัฒนธรรมแห่งอำนาจ”  ด้วยการสอนการสั่งให้ถอยหลังเข้าคลอง ย้อนกลับไปหาอดีตที่ไม่มีความเป็นพลวัต