มีความเชื่อมั่นว่าสมาชิกในชุมชนมีศักยภาพในการแก้ปัญหา และพัฒนาชุมชนของตนเองได้หากพวกเขาร่วมมือกันโดยใช้ “ศิลปะ” เป็นเครื่องมือ

 

 

“ชุมชนแออัด” อาจเป็นพื้นที่ที่ผู้คนส่วนใหญ่มองเห็นเป็นแหล่งปัญหาที่ไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยว แต่สำหรับ “น้ำมนต์” และเพื่อนนักศึกษาอีก 4 คน จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับไม่คิดเช่นนั้น ทั้ง 5 คนได้รวมกลุ่มกันเพื่อทำโครงการ “ศิลปะชุมชน” ในพื้นที่ชุมชนแออัดวัดสุนทรธรรมทาน หรือวัดแค นางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เพราะมีความเชื่อมั่นว่าสมาชิกในชุมชนมีศักยภาพในการแก้ปัญหา และพัฒนาชุมชนของตนเองได้หากพวกเขาร่วมมือกันโดยใช้ “ศิลปะ” เป็นเครื่องมือ ด้วยกิจกรรมที่พวกเขาพยายามออกแบบ และเพียรพยายามทำอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการดำเนินโครงการได้หลอมรวมให้คนในชุมชนทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ มาทำกิจกรรมร่วมกัน และก่อให้เกิดเรื่องราวดีๆ มากมาย ทำให้โครงการนี้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โครงการ “กล้าใหม่...ใฝ่รู้” ระดับอุดมศึกษา ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ประจำปี 2551

นางสาวนวรัตน์ แววพลอยงาม
หรือ น้ำมนต์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4
คณะศิลปกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แกนนำโครงการศิลปะชุมชน

นางสาวนวรัตน์ แววพลอยงาม หรือ น้ำมนต์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการ เล่าให้ฟังว่า ตัวเธอเองอาศัยอยู่ในชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับส่วนที่เป็นชุมชนแออัด ทำให้เห็นปัญหาของชุมชนมาตั้งแต่เด็ก และมีความคิดที่จะเข้าไปมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาของชุมชนมาโดยตลอด เพราะถือเป็นปัญหาใกล้ตัว และเชื่อว่าหากคนในชุมชนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ชุมชนก็จะได้ประโยชน์ ส่วนเพื่อนๆ ของน้ำมนต์ก็อยากทำกิจกรรมอยู่แล้วแต่ไม่มีพื้นที่ เมื่อความต้องการตรงกันโครงการ “ศิลปะชุมชน” จึงเกิดขึ้น

“โครงการศิลปะชุมชนเป็นโครงการที่ไม่ได้เน้นให้คนในชุมชนต้องเก่งศิลปะ หรือคิดว่าศิลปะเป็นสิ่งเลิศหรู แต่เราใช้ศิลปะเป็นสื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน โดยทุกกิจกรรมที่พวกเราได้เลือกใช้จะมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกัน คือ ใช้ศิลปะเป็นสื่อในการสร้างปฏิสัมพันธ์ และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน…เราต้องการสร้างวัฒนธรรมเล็กๆ แก่เด็กในชุมชนแออัดแห่งนี้เพื่อให้พวกเขาได้เกิดวงจรชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น” น้ำมนต์ บอกถึงความตั้งใจของเธอและเพื่อน

แม้น้ำมนต์จะคุ้นเคยกับชุมชนวัดสุนทรธรรมทานเป็นอย่างดี แต่สำหรับเพื่อนอีก 4 คน ล้วนเป็นคนนอก พวกเขาจึงเริ่มต้นโครงการด้วย การเก็บข้อมูลชุมชน ด้วยการพบปะพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อสร้างความคุ้นเคย พร้อมบันทึกข้อมูลในรูปของ ภาพวิดีโอ เมื่อทำความรู้จักชุมชนมากขึ้นแล้วจึงเปิด เวทีชุมชน ณ พื้นที่หลังวัดสุนทรธรรมทาน เพื่อแนะนำทีมงาน กิจกรรม และวัตถุประสงค์ของการทำกิจกรรมให้ชาวบ้าน และเด็กๆ ได้รับรู้

หลังจากนั้น น้ำมนต์ และเพื่อน จึงเริ่มต้นทำกิจกรรมกับกลุ่มเด็กในชุมชน อายุระหว่าง 7 -15 ปี ซึ่งมีประมาณ 20 คน เพราะเด็กๆ เหล่านี้ คือ อนาคตของชุมชน อีกทั้งเป็นตัวเชื่อมโยงให้ผู้ใหญ่เข้ามาร่วมกิจกรรมในโครงการได้เป็นอย่างดี กิจกรรมแรก คือ กิจกรรมแผนที่ชุมชนที่น้ำมนต์และเพื่อนได้ใช้วันหยุดคือวันอาทิตย์ 3 สัปดาห์ติดต่อกันเพื่อทำกิจกรรม โดยวันอาทิตย์แรกได้เสนอให้เด็กๆ วาดภาพ แผนที่ชุมชน ร่วมกัน โดยวัดระยะห่างระหว่างบ้านด้วยการนับก้าว จากบ้านของตัวเองไปยังบ้านของเพื่อนบ้านอีกหลังหนึ่ง และทำต่อไปเรื่อยๆ เป้าหมายเพื่อให้เด็กๆ ได้ตระหนักถึงการมีอยู่ของชุมชนซึ่งตัวเองเป็นเจ้าของ ที่แม้ก่อนหน้านี้จะเดินผ่านไปมาทุกวัน แต่ไม่เคยใส่ใจ

ผลจากกิจกรรมแผนที่ชุมชนครั้งแรกนี้พบว่าได้ผลเกินกว่าที่น้ำมนต์และเพื่อนคาดคิดไว้ ชาวชุมชนเริ่มเปิดใจให้น้ำมนต์และเพื่อนเข้าทำกิจกรรม ขณะเดียวกันก็เป็นก้าวแรกเพื่อเปิดการรับรู้ของสังคมภายนอกถึงการมีอยู่ของชุมชนแห่งนี้โดยมีศิลปะเป็นตัวเชื่อม ทำให้พวกเธอมีกำลังใจในการทำงานกับชุมชนมากขึ้น และจากความตั้งใจแรกของน้ำมนต์ที่จะใช้พื้นที่หลังวัดจัดกิจกรรมครั้งแรก และครั้งต่อๆ ไปจะย้ายไปจัดกิจกรรม ณ ลานพระอุโบสถ ก็ได้รับข้อเสนอจากชาวชุมชน ให้ใช้พื้นที่ที่พอมีอยู่ในละแวกบ้านของพวกเขาเพื่อทำกิจกรรม เพราะใกล้บ้าน สะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม และมีความเป็นกันเองมากกว่า

นายรณัฐ เลขาขำ หรือ ต้อง
สมาชิกหนุ่มในโครงการศิลปะชุมชน

น้ำมนต์และเพื่อนๆ นำเสนอโครงการ
ต่อคณะกรรมการในการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ

ด้วยเหตุนี้ ทางเดินแคบเล็กของชุมชนที่เคยใช้เป็นที่วางของขาย ตากเสื้อผ้า หรือวางถังขยะระเกะระกะ จึงได้รับการทำความสะอาดและเก็บข้าวของให้เป็นระเบียบโดยคนในชุมชนเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรม ถือเป็นกิจกรรมแรกที่คนในชุมชนได้เข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน ขณะที่กิจกรรมแผนที่ชุมชนครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 น้ำมนต์และเพื่อนได้จัดกิจกรรม ให้แต่ละครอบครัวสร้างบ้านจำลองด้วยกล่องกระดาษ และร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “บ้าน” รวมถึงการตบแต่งถังขยะของชุมชน เพื่อกระตุ้นให้ชาวชุมชนร่วมกันรักษาความสะอาด แต่ละบ้านมีถังขยะเป็นของตัวเอง ผลจากกิจกรรมนี้ทำให้ชุมชนมีถังขยะของชุมชน ชาวชุมชนช่วยกันกำจัดขยะ ขุดลอกและเปลี่ยนท่อระบายน้ำ เทปูนปรับพื้นที่สาธารณะที่ชำรุด และปรับปรุงทางเข้าชุมชน ซึ่งไม่มีใครคิดปรับปรุงในตลอดสิบปีที่ผ่านมา

ส่วนกิจกรรมต่อๆ มาของน้ำมนต์และเพื่อนได้มีการเน้นย้ำการทำให้สมาชิกในชุมชนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของตัวเองและชุมชนมากยิ่งขึ้น ผ่านทางกิจกรรมที่แฝงกุศโลบายน่ารักๆ อย่าง กิจกรรมภาพครอบครัว กิจกรรมนี้ แต่ละบ้านจะเลือก “ชุดสวย – ชุดเก่ง” มาบันทึกภาพครอบครัวร่วมกัน โดยอาศัยช่วงเวลาน้อยๆ ระหว่างการแต่งเนื้อแต่งตัว และจัดแจงโพสท่า เป็นช่วงเวลาของสมาชิกได้พูดคุยและแบ่งปันความรักให้กัน เป็นอีกภาพที่พบได้ยากในชีวิตประจำวันที่มักเต็มไปด้วยคำดุด่าว่ากล่าว เป็นการร้อยรัดความรักความเอื้ออาทรในครอบครัวที่ดูกระจัดกระจายในยามปกติให้สะท้อนออกมาเป็นภาพถ่ายครอบครัวอันอบอุ่น

“กิจกรรมนี้ช่วยบรรเทาเสียงด่าทอให้เบาบางลงได้ อย่างน้อยก็มีช่วงเวลาเล็กๆ ขณะทำกิจกรรมที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สอดแทรกถ้อยคำที่อาจจะไม่ได้ไพเราะ แต่ก็เกิดการพูดคุยกันระหว่างคนในบ้านเดียวกันมากขึ้น” ขณะที่อีกคุณค่าหนึ่งของภาพครอบครัวยังจะเป็นดั่งสิ่งเตือนใจสมาชิกในบ้านไม่หลงลืมแบ่งปันความรักความเอาใจใส่ให้กันเสมอๆ อีกทั้งตัวกิจกรรมยังทำให้เกิดความประทับใจอย่างคาดไม่ถึง เช่น สามี -ภรรยาบางคู่ ระยะหลังไม่เคยกอดกันเลยเพราะความอาย ก็ได้กอดกันเพื่อบันทึกภาพ เกิดเป็นความสุขและความภาคภูมิใจ “ป้าคนหนึ่งแกภูมิใจมาก บอกว่าแกมีภาพแล้ว ภาพที่สามารถเอาไปตั้งหน้าศพตอนแกตายได้เลย” เสียงสะท้อนจากชุมชนว่าอย่างนั้น

ด.ญ.ภริดา แก้วทอง
หรือน้องครีม อายุ 10 ขวบ
เด็กในชุมชนวัดแค นางเลิ้ง

กิจกรรมศิลปะที่เยาวชนนำไปจัดให้กับเด็กๆ
ในชุมชนวัดแค นางเลิ้ง

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ตลอดระยะเวลาของการทำกิจกรรม น้ำมนต์และเพื่อนๆ ยังได้สอดแทรกกิจกรรมน่ารักๆ อยู่ไม่ขาด เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชุมชน เช่น การทำวุ้นรับประทานร่วมกันพร้อมกับชมการฉายหนังกลางแปลง ซึ่งเกิดจากการบันทึกภาพวิดีโอขณะทำกิจกรรมคล้ายกับเป็นโฮมวิดีโอ แต่ขยายสเกลจากคนในครอบครัวเป็นสมาชิกในชุมชน การตกแต่งโต๊ะกิจกรรมและตู้ยาชุมชนด้วยรูปถ่ายของสมาชิกชุมชน กิจกรรมไม่พูดคำหยาบ ที่เด็กๆ และผู้ใหญ่จะคอยสอดส่องไม่ให้มีใครพูดคำหยาบ รวมถึงการเชิญชวนผู้มีความรู้ที่แฝงตัวอยู่เงียบๆ ในชุมชนมาสอนเด็กๆ ทำงานหัตถกรรม อาทิ เครื่องแขวนไทยลาย อย่าง วิมานพระอินทร์ เพื่อใช้ในงานมงคลอย่างงานบวช

และเพื่อเป็นการปิดท้ายโครงการและส่งต่อโครงการให้ชุมชนรับสานต่อสิ่งดีๆ ให้คงอยู่ต่อไปด้วยชาวชุมชนเอง เยาวชนได้จัดกิจกรรมศิลปะภาพพิมพ์ชุมชน “Limited T –Shirt” – เสื้อทีมชุมชน ขึ้น โดยแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักการพิมพ์ลายเสื้อด้วยเทคนิคซิลค์สกรีน เพื่อทำเสื้อทีมชุมชนสวมใส่กันเอง ตอกย้ำความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน พร้อมสอดแทรกการสร้างฐานอาชีพให้ชาวชุมชนที่ส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ประจำ โดยกิจกรรมนี้เป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้ได้เห็นศักยภาพของสมาชิกบางคนในชุมชนที่เคยหลงผิดและติดคุก ทว่ามีความสามารถในการสกรีนเสื้อได้อย่างสวยสดงดงามจนเป็นครูสอนให้คนอื่นๆ สกรีนเสื้อได้

สำหรับความเปลี่ยนแปลงจากการทำกิจกรรมของน้ำมนต์และเพื่อนร่วมกันกับชุมชนคือ ภาพของเด็กๆ ที่ตอนแรกไม่กล้าเข้ามาพูดคุยกับเยาวชนที่เข้าไปทำกิจกรรมด้วย แต่ระยะหลังกลับเป็นฝ่ายวิ่งเข้ามาหยอกล้อ ขอให้อุ้มและขอเล่นด้วยเสียเอง ด.ญ.ภริดา แก้วทอง หรือน้องครีม อายุ 10 ขวบ เด็กในชุมชนวัดแค นางเลิ้ง ยอมรับว่า ทุกวันนี้ เธอยังคงพูดคำหยาบอยู่ แม้พี่ๆ เยาวชนจะแนะนำไม่ให้พูด แต่เธอก็พูดคำหยาบน้อยลง โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า “รักพี่ๆ เพราะพี่เขาใจดี” ซึ่งกิจกรรมที่น้องครีมบอกว่าชอบมากที่สุดคือ การสกรีนเสื้อ รองลงมาเป็นการร้อยวิมานพระอินทร์ที่เธอสามารถทำเองและขายได้ รวมถึงงานหัตถกรรมง่ายๆ อย่างการทำกระต่ายจากเศษผ้า

กิจกรรมศิลปะที่เยาวชนนำไปจัดให้กับเด็กๆ
ในชุมชนวัดแค นางเลิ้ง

กิจกรรมศิลปะที่เยาวชนนำไปจัดให้เด็กๆ
ในชุมชนวัดแค นางเลิ้ง

นอกจากนั้น จากการแนะนำเรื่องสุขอนามัยและความสะอาดยังทำให้ชุมชนมีความสะอาดมากขึ้น กองขยะที่ดูจะเป็นของคู่กันกับชุมชนแออัดก็ไม่ปรากฏให้เห็นอีก แต่เปลี่ยนเป็นพื้นที่เปิดสำหรับการทำกิจกรรมร่วมกัน อีกสิ่งที่เริ่มงอกเงยขึ้นมาคือ ภาพความร่วมแรงร่วมใจของชาวชุมชน ที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมของเยาวชนตามกำลังความสามารถ “ผู้ที่มีความรู้ด้านด้านเครื่องเสียง ไฟ ก็มาช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ ใครมีความรู้ความชำนาญด้านงานฝีมือก็มาช่วยกันสอนอย่างเต็มใจ” เยาวชนโครงการศิลปะชุมชนกล่าว พร้อมกันนั้นชาวชุมชนยังตระหนักว่าตัวเองเป็นเจ้าของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ เด็กๆ ในชุมชนได้ซึมซับสิ่งดีที่พบเห็นเข้าตัว หลังกิจกรรมเลิก เด็กๆ จะช่วยกันเก็บข้าวของเองโดยไม่ต้องร้องขอ อีกทั้งหลายครอบครัวที่ไม่เคยร่วมกิจกรรมของชุมชนมาก่อนก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

“เรานำศิลปะมาทำอะไรที่เป็นประโยชน์บ้าง เพราะสิ่งที่เรียนมาหากไม่ได้นำไปใช้ในทางที่ดีก็ไม่มีประโยชน์ และยังเป็นการพิสูจน์ว่าคนที่สนใจศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ไม่สนใจโลกภายนอก” นายรณัฐ เลขาขำ หรือ ต้อง สมาชิกหนุ่มในโครงการกล่าวและว่า แม้การทำกิจกรรมครั้งนี้จะเป็นงานที่หนักแต่กลับรู้สึกสบายใจ โดยกิจกรรมที่นำเข้าไปทำในชุมชนได้มีการจัดเรียงไว้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน ค่อยๆ ดึงเด็กเข้ามามีส่วนร่วม และผู้ใหญ่ตามเข้ามาดู เป้าหมายเพื่อทำให้ชุมชนน่าอยู่ขึ้นโดยชาวชุมชนเอง คนในชุมชนคิดดี ยิ้มให้กันได้ มีความสุข ไม่ขุ่นเคืองกัน หลุดจากวงจรปัญหาเดิมๆ ที่หากไม่แก้ไขแล้ว ลูกหลานในภายภาคหน้าก็ยังต้องเจอกับปัญหาไม่สิ้นสุด

ขณะที่น้ำมนต์และเพื่อนได้สะท้อนถึงสิ่งที่พวกเขาได้รับจากการทำกิจกรรมเหล่านี้ว่า โครงการศิลปะชุมชนทำให้พวกเขา มองโลกในมุมมองที่เปลี่ยนไป ไม่ด่วนตัดสินใครว่าเป็นคนชั่วจากการกระทำไม่ดีอย่างผิวเผิน โดยเฉพาะ “ต้อง” ที่กล่าวว่า ตัวเขาเองใจเย็นขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง หลังจากได้รับทราบเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งในชุมชนซึ่งพ่อแม่แยกทางกัน แม่มีพ่อใหม่และมีลูกด้วยกัน ลูกใหม่ของแม่จะทราบพาสเวิร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นเกม ยกเว้นเด็กคนนี้ที่ไม่ทราบพาสเวิร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์เพราะไม่มีใครต้องการให้ใช้คอมพิวเตอร์ ทำให้เขามีพฤติกรรมเกเร เที่ยวเปลี่ยนพาสเวิร์ดของเครื่องคอมพิวเตอร์ในศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนบ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อต้องทราบที่มาของปัญหาดังกล่าวแล้วก็ทำให้เข้าใจเด็กคนดังกล่าวมากขึ้น ขณะเดียวกันนั้น สิ่งที่เยาวชนกลุ่มนี้ได้จากการทำโครงการยังทำให้เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ที่สำคัญได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตที่มีค่ายิ่งนอกรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้จากผู้อื่น ...

ตู้ยาชุมชนที่ประดับประดาด้วย
ภาพถ่ายน่ารักๆ ของคนในชุมชน

กิจกรรมข้างต้นนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ที่ร่ำเรียนมาจากในห้องเรียน เพื่อทำประโยชน์ให้แก่สังคม อันเป็นวัตถุประสงค์ของโครงการ “กล้าใหม่...ใฝ่รู้” ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่เมื่อนักศึกษาได้ใช้แรงกายแรงใจเข้าทำกิจกรรม “จิตอาสา” ด้วยความมุ่งมั่นพากเพียร ประกอบกับความร่วมไม้ร่วมมือจากชุมชนแล้ว ก็จะเป็นพลังสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่และมีความสุขมากขึ้น เป็นความสุขที่มีอยู่อย่างยั่งยืน

กิจกรรมของเด็กๆ ในชุมชนภายในวัดแค นางเลิ้ง เนื่องในวันเด็กแห่งชาติเมื่อต้นปี
ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มเยาวชน "กล้าใหม่...ใฝ่รู้"
ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม

ซุ้มกิจกรรมน่ารักๆ รวบรวมผลงาน ซึ่งเยาวชนจัดทำขึ้น
เพื่อนำมาแสดงในงานประกาศผลโครงการ "กล้าใหม่...ใฝ่รู้" ปีที่ 3

 ดาวน์โหลด

Source:http://www.scbfoundation.com/news_info_detail_th.php?cat_id=1&nid=302