อควา รีสอร์ท..ที่พักสุดฮิป

    

 

วันเอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม 2552 (ต่อ)   แล้วในที่สุดฉันก็พาเพื่อนสาวมาถึง Aqua Resortจนได้    ปรากฏว่ามีห้องว่างแล้วสองห้อง คือห้อง 01 และ 10    ราคาปกติคือหนึ่งพันบาทแต่ลดให้เหลือห้าร้อยบาทต่อคืนเพราะเป็นช่วงหน้าฝน    ฉันยังมีหน้าถามพี่เด่นว่า "ลดเหลือสี่ร้อยบาทไม่ได้จริงๆ อ่ะ?"    พี่เด่นยิ้ม..ม..ม แล้วบอกว่า "ไม่ได้จริงๆ ครับ"     ฉันอยากได้ห้องที่ติดลำธารแต่พี่เด่นบอกว่าแขกจะอยู่ต่อคืนนี้    เศร้ามากเลยกะจะเอาเสียงน้ำไหลซู่ๆ ไว้บิวด์อารมณ์เขียนโปสการ์ดถึงพี่ๆ เสียหน่อยก็ไม่ได้    เลยเรื่องมากอีกขอพี่เด่นเลือกห้องที่ไกลๆ ผู้คน และเงียบสงบ     พี่เด่นยื่นกุญแจห้อง 10 ให้ฉันไปเดินดู    เดินจนขาลาก..ไกลมากๆ  แต่เพื่อนสาวติว่า.. "คุณ..ค่ำ ๆ น่ากลัวแน่ๆ และต้องเดินไกลขนาดนี้ไม่ไหวค่ะ    ไหนจะเป็นห้องกระจก   ไหนจะต้นไม้รอบบ้านดูแห้งแล้งยังไงก็ไม่รู้   เค้าไม่ชอบอ่ะ   ไม่เอาห้องนี้นะคุณ   นะนะน๊า.."     แล้วฉันจะมีสิทธิ์เลือกหรือคะ???????    เลยเดินกลับไปบอกพี่เด่นว่าเลือกห้อง 01 ค่ะ    ก็ได้กุญแจมาเปิดห้องทันที   

ห้องพักหมายเลข 01 ของฉันดูน่ารักและโรแมนติก    แต่ไม่เหมาะกับคู่รักที่หวังจะมาฮันนีมูน อิอิ     เพราะโดยรอบเป็นผนังห้องกระจกที่แสนจะสวยงามแต่คนพักต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวเล็กน้อยอยู่บ้าง    เอาล่ะ..ก็ไม่ได้โล่งโจ้งขนาดนั้นเพราะรอบๆ บ้านก็มีต้นไม้ปลูกไว้โดยรอบพอจะกันสายตาคนนอกได้มากอยู่เหมือนกัน    และบ้านพักแต่ละหลังก็มีระยะห่างกันสักยี่สิบเมตรได้ล่ะมั้ง (ไม่แน่ใจ)   บรรยากาศน่าอยู่น่าอาศัย   ห้องพักดูสะอาด  เตียงก็น่านอน   ฉันดีใจที่เลือกที่นี่ในราคาห้าร้อยบาทในช่วงโลว์ซีซั่นนี้เหลือเกิน    แถมยังมีบริเวณกว้างขวางหลายไร่ และมีสระว่ายน้ำสำหรับแขกที่มาพักให้ได้ลงเล่นน้ำกันด้วย

 

ห้องสวยชวนฝัน..ของฉัน

   

   

 

ริมระเบียง..สำหรับนั่งคิดถึงใคร

   

 

เดินออกไปทางระเบียงก็เจอห้องน้ำ

    

 บริเวณอ่างล้างหน้า

ฉันเดินสำรวจห้องน้ำ  แล้วเห็นอ่างล้างหน้าเข้าท่าดีก็เลยงับประตูแล้วล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย    แล้วจู่ๆ เจ้าบูบู้ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้เปิดประตูเข้ามาในห้องน้ำ..ฉันเลยร้องกรี๊ด..ด..ด     อยากเตะสักป๊าบแต่กลัวจะเสียภาพพจน์น้องนางเอกของพี่ปู P (poo)เลยได้แต่ฮึ่มๆ อยู่ในใจ    เจ้าหมาไม่มีมารยาท..ไม่รู้จักเคาะประตูก่อนเปิดผั๊วะเข้ามา    เจ้าหมาไม่ได้รับการสั่งสอน    เจ้าหมา!&%$#+\^&*    นั่งดุมันจนเมื่อยก็ดูเหมือนมันไม่ได้สำนึกเอาเสียเลยเพราะยังคงอยากกระโดดกอด เอ๊ย! เกาะฉันอยู่นั่น    ฉันเองก็ไม่ได้อยู่ชมรมคนรักหมาเสียด้วย     เป็นประเภทเอ็นดูแบบไม่ต้องเข้ามาใกล้     แต่เจ้านี่คงจะไม่รู้     รีบล้างมือแล้ววิ่งเข้าห้องปิดประตูดังปัง! หนีมันไปเลย     เจ้าบูบู้ที่วิ่งตามมาก็เลยนั่งแหมะเฝ้าฉันกับเพื่อนสาวอยู่นอกห้องเสียเลย     แล้วก็มีเจ้าน้องหมาจากไหนไม่รู้มานั่งเฝ้าเป็นเพื่อนด้วยกัน    

เจ้านี่ชื่อ "บูบู้"..เป็นเจ้าบ้าน

เจ้าตัวนี้ไร้ชื่อ..ชอบเดินตามฉัน

 

ฉันนอนอ่านหนังสือที่นำติดตัวไปด้วย    ในคราวนี้เลือกหยิบ "เท่าดวงอาทิตย์" ของคุณประภาส  ชลศรานนท์ ติดกระเป๋ามาถึงแม้ว่าจะเคยอ่านอยู่หลายครั้งแล้วที่บ้าน    ฉันตีสนิทกับผู้ชายคนนี้โดยที่เขาไม่เคยจะรู้สึกตัว    ฉันมีหนังสือชุดคุยกับประภาสไว้ที่บ้านซึ่งหนังสือนั้นก็ไม่ใช่ของตัวเอง    เป็นของเจ้P(ครูบิ๋ม-ลูกสาวเจ้านาย)ที่เป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ไม่ว่าจะเรื่องอะไรต่อมิอะไรของฉัน    ฉันเคยคุยกับคุณเดย์Padayday ถึงพี่จิก (เริ่มเรียกแบบสนิทสนม อิอิ) ว่า..ถ้าถามพี่ว่า "ประภาส  ชลศรานนท์" เป็นใคร???   พี่ตอบได้เลยในทันทีว่า..เขาเป็นอัจฉริยะ  ^^   พี่ให้คำจำกัดความสั้นไปไหมคะ?    หนังสือชุดคุยกับประภาส เป็นของเจ้คนสวย (ลูกสาวเจ้านาย)ค่ะ    เธอซื้อมาให้ยืมอ่าน    เวลาผ่านไปเนิ่นนานหลายปีก็ยังไม่เห็นทวงสักที อิอิ   อ้อ..เคยบอกจะคืนไปทีล๊ะ  แต่เธอบอกว่าเก็บไว้ก่อนเพราะเธอยังไม่มีเวลาอ่านแน่ๆ    พี่ก็เลยมีเวลาหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่รู้เบื่อจนถึงบัดเดี๋ยวนี้    พี่เคยสงสัยว่าคุณประภาสอาจจะมาจากดาวดวงอื่น ที่มีชื่อว่า "ดวงดาวหมายเลข 9"  และสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงนั้นต้องมีสมองอันชาญฉลาดไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม  วัฒนธรรม  วิทยาศาสตร์  ปรัชญา  ศิลปะ  ฯลฯ   ตลอดจนมีการดำรงชีวิตที่น่าสนใจมาก    พี่ไม่ใช่แฟนมติชนหน้า 14 อย่างที่ใครๆ เขาเป็น   แต่พี่เคยแวะเวียนไปเยือนเวบไทยมุงเมื่อหลายปีก่อน    และพี่เป็นเหมือนเดย์ก็คือแอบทำความรู้จักมักจี่โดยที่คุณประภาสไม่รู้ตัว    ทุกๆ ครั้งที่หยิบหนังสือคุณประภาสขึ้นมาอ่าน   สิ่งหนึ่งที่พี่ได้จากเขาก็คือ "ความคิด"    อืม ถ้าพี่ได้มีโอกาสเจอคุณประภาส   พี่ก็คงจะยิ้มอย่างเขินอาย และบอกเขาไปว่า "ขอบคุณใครหรืออะไรก็ตามที่ทำให้คุณเกิดมายืนอยู่ตรงนี้"  อิอิ  จะต่างไปจากคุณเดย์ไหมเนี่ย???????

นอนอ่านหนังสือจนงีบหลับไป..มารู้สึกตัวก็บ่ายแก่ๆ    เพื่อนสาวชวนออกไปหาอะไรทานกัน(อีกแล้ว)    โอเค..มีหรือฉันจะกล้าปฏิเสธเพราะท้องร้องจ้อกๆ เหมือนกัน     สองสาวขี่มอเตอร์ไซค์ไปหาร้านผัดไทหน้าวินอันลือลั่น     หลงไปหลงมาก็เลยจอดรถถามผู้ชายคนหนึ่งแต่ไม่ได้เรื่องเพราะฉันฟังเขาพูดสำเนียง "โผเอาแคเราะมาฝ่ะ" ไม่เข้าใจ     เลยอำลาจากเขาแล้วไปหลงทางต่อก็จอดรถถามน้องผู้หญิงข้างทาง    จริงๆ แล้วมันไม่ไกลจากจุดที่ถามเลย อิอิ     แต่เพื่อนสาวบอกให้ซิ่งมอเตอร์ไซค์ผ่านไปก่อนเพราะดูเหมือนว่าร้านผัดไทหน้าวินไม่มีคนเลย     แล้วเธอก็สะกิดให้ฉันจอดหน้าร้านคุณนาก๋วยเตี๋ยวไทยที่มีลูกค้ารุมเนืองแน่น    เห็นลูกค้าเนืองแน่นนี่มันสร้างความมั่นใจให้เราระดับหนึ่งแต่ก็อย่าเพิ่งมั่นใจจนกว่าจะได้ชิมด้วยตัวเอง    ฉันสั่งผัดไทเส้นข้าวซอย(สี่สิบบาท) และเพื่อนสาวสั่งก๋วยเตี๋ยวไทยไทย(สามสิบบาท)    ส่วนเครื่องดื่มเพื่อนสาวพกน้ำเปล่ามาจากที่พัก อิอิ เห็นไหมว่าเธอแสนจะรอบคอบ    ฉันสั่งนมเย็น (ที่ได้มาน่ะหวานโครตๆ เลยแต่ก็อร่อยดี)    ผัดไทเส้นข้าวซอยของฉันก็อร่อยใช้ได้ แต่เพื่อนสาวบ่นว่าก๋วยเตี๋ยวไม่อร่อย   

ร้านคุณนาก๋วยเตี๋ยวไทยไทย

   

 

จากนั้นเราก็ไปต่อกันที่ร้าน All about coffee อันโด่งดัง     เพื่อนสาวสั่งเฟรนส์โทสต์กับสมู๊ทตี้ผลไม้นมโยเกิร์ต   ส่วนฉันเลือกสั่งบานอฟฟี่ในตำนาน     ที่สั่งเนี่ยเพราะดูจากในเวบไซต์ที่เห็นใครๆ ก็บอกว่าอร่อย    ได้ยิน-ได้ฟัง-ได้อ่านเกี่ยว กับร้านนี้มาเยอะ     ทั้งในด้านดีและไม่ดี    บ้างก็ว่าเป็นร้านที่มีอัตตาสูง..ไม่เอาใจใส่ลูกค้า    บ้างก็ว่าร้านนี้น่ารักมาก..น่ารักสุดๆ    แต่ฉันไม่ทันจะได้ซึมซับอะไรเกี่ยวกับร้านนี้นอกจากรีบจัดการมื้ออิ่มตรงหน้านี้ให้หมดเพื่อจะได้กลับไปนอนโอ้ลั๊นลาที่บ้านพัก (ดีกว่า)

All about coffee  ในปายฝน..ดูเงียบเหงา

เฟรนส์โทสต์ กับบานอฟฟี่ในตำนานของใครๆ

   

    

ผนัง..รอบๆ ห้องชั้นบน กับงานศิลป์

    

 

ระหว่างทางกลับที่พักก็แวะซื้อน้ำสีๆ    เซ็งมากๆ เพราะตอนฉันจะกว้านซื้อเสียทุกสี ทุกยี่ห้อ เพื่อนสาวก็เหน็บว่า.."หนัก..อีกเดี๋ยวเราก็จะออกมาอีกน่ะ   แล้วคุณจะขนไปทำไมนักหนา    ทำอย่างกะว่าจะไม่ออกมาแล้วงั้นล่ะ"    โอย..ย..ย ยัยคนนี้นี่    พี่คนขาย (ที่ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับเราบ้างแล้วเพราะสองสาวซื้อทีละมากๆ)ได้แต่ยืนยิ้มกริ่มคอยดูว่าฉันจะทำยังไงต่อไป    จากสิบขวดก็เลยเหลือแค่ไม่กี่ขวด (กะจะทำวิจัยนะเนี่ยว่าแต่ละสี  แต่ละรสชาติ  แต่ละยี่ห้อ จะต่างกันยังไง)     ตามเงื่อนไขก่อนมาปาย..เธอให้ฉันตามใจเธอมากๆ ก็เลยทำให้ฉันไม่กล้าขัดใจเธอ 

    

พอกลับมาถึงAqua Resort ฉันก็เลยทำงอนเสียเลย    ออกมานั่งเขียนโปสการ์ดถึงพี่ๆ ดีกว่า แต่เขียนได้สองสามใบก็ไม่ไหวล่ะ    เพราะเจ้าบูบู้กับเจ้าไร้ชื่อมาป้วนเปี้ยนขอขนมกินใกล้ๆ    เลยนั่งคุยกับเจ้าน้องหมาสองตัวนี่ประชดถึงคนที่อยู่ในห้องเสียเลย    ฉันนั่งดื่มโดยมีน้องหมานั่งแหมะอยู่ตรงหน้าสองตัวเป็นเพื่อน    แต่ดื่มไปได้สักพัก..ฝนก็ตกมาปรอยๆ    เลยเก็บโปสการ์ดเข้าไปไว้ในห้องแล้วออกมานั่งดื่มกับน้องหมาสองตัว    สักพัก..ฝนฟ้าก็ตกหนักจนทั้งคนทั้งหมากระเจิงไปคนละทิศ  

 

ผ่อนคลาย..ผ่อนใจ..ผ่อนอารมณ์

 

ค่ำๆ ที่ความมืดโรยตัวมาครอบคลุมทั่วผืนบริเวณ   ข้างนอกห้องก็มีสายฝนโปรยปรายดูโรแมนติกเหลือเกิน    ฉันเดินเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำแล้วทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเพื่อนสาวกรีดร้อง    ปรากฏว่า..เธอเจอตุ๊กแกตัวใหญ่ยักษ์อยู่บนด้านหัวเตียง   เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปไว้ อิอิ   พอตามพี่เด่นมาจัดการไล่เจ้าตัวประหลาดออกไปให้แล้วเพื่อนสาวก็เริ่มจ๋อย    คงเพราะกลัวว่าเจ้าตุ๊กแกจะมาเยือนยามวิกาลอีกครา    จนฉันชักจะสงสารก็เลยบอกเธอไปว่า.. "ย้ายที่พักไหม   ไปปายภูฟ้ากันไหมคุณ  ใกล้ๆ นี่เอง   บ้านพักก็เป็นหลังเล็กๆ น่ารัก  และน่าจะมีแอร์มั้งไม่แน่ใจ...."    เธอทำหน้าเศร้าแต่ก็ไม่ย้าย    ฉันจึงจัดการกางมุ้งให้เรียบร้อย และคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เธอตลอด

ฝนตกเป็นระยะเวลายาวนานถึงสี่ห้าชั่วโมงและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก     ข้างนอกห้องก็มืดสนิท    ข้างในห้องก็เริ่มอยู่กันอย่างไม่สงบเพราะหิว    แอบเซ็งเพราะคืนนี้เราสองสาวกะจะไปนั่งชิลล์ๆ ที่ร้านไหนก็ได้     และที่สำคัญกะไปกว้านซื้อโรตีชีสมาทานให้จุกตายไปเลย    ดูซิ..ปาเข้าไปจะสองทุ่มแล้วฝนฟ้ายังคงตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย    ขนมที่มีไว้ก็พอจะเอามาทานให้พอประทังความหิวกันไปได้นะ..แต่ไม่ใช่ "ข้าว" อ่ะ    ความหิวนี่สร้างความกดดันให้กันและกันพอสมควร    ฉันรับอาสาขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปซื้อข้าวให้แต่เธอไม่ยอม    ในที่สุดจะสองทุ่มแล้วก็เลยออกไปยืมร่มพี่เด่นแล้วพากันซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ออกไปหาอะไรทาน

 

ฝนตกหนักขนาดนี้ถนนคนเดินเลยโล่งร้าง    ร้านรวงต่างก็ปิดเพราะคงไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนตากฝนออกมาหาอะไรทาน (นอกจากฉันกับเพื่อนสาว)    ไอ้ที่วาดวิมานในอากาศไว้ตั้งแต่ตอนเย็นๆ ว่าจะมาถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศคืนสุดท้ายก็มีอันต้องฝันสลาย    ก็สลายไปหมดนั่นล่ะรวมทั้งโรตีชีสด้วย    ขี่มอเตอร์ตากฝนไปเรื่อยๆ พลางนึกในใจว่า.."ไอ้ร่มนี่ไม่เห็นจะช่วยอะไรได้เลยนิ  และคงต้องฝากท้องไว้กับ 7-11 แล้วสิ"     ก็เจอร้านข้าวต้ม-อาหารตามสั่ง-หมูกระทะบุฟเฟ่ต์ เลยเลี้ยวเข้าไปจอดรถหน้าร้าน    ร้านนี้ค่อนข้างจะมีผู้คนหนาแน่นพอสมควร    สองสาวเลือกทานบุฟเฟ่ต์หมูกระทะ คนละแปดสิบเก้าบาทกัน    จากนั่งชิลล์ๆ เปลี่ยนมาเป็นนั่งตัวเปียกและรมควันหมูปิ้งเนี่ยนะ..ฮือๆๆ    แต่เพื่อนสาวยังมีอารมณ์หรรษาชี้ชวนให้ฉันถ่ายรูปเป็นหลักฐานไว้ว่าเราได้มานั่งทานหมูกระทะด้วยกันที่ปาย     ฉันเลยอดหัวเราะไม่ได้ทั้งที่ก็เป็นแม่เสือยิ้มยากคนหนึ่งเหมือนกัน     เลยเย้าเธอว่า.. "คิดเสียว่าเรานั่งทานบาบิคิวพลาซ่า  ไดโดม่อน  หรือ MK  หรืออะไรก็ได้ที่มันหรูๆ เนอะคุณ    ไว้กลับไปเชียงใหม่จะพาไปเลี้ยงให้ดีกว่านี้เนอะ.."   ^^    ถามว่าอร่อยไหม?..ไม่อร่อยหรอกสำหรับคนที่ enjoy eating อย่างฉันกับเพื่อนสาว (ที่เจอกันครั้งแรกก็ชวนไปทานบุฟเฟ่ต์อาหารเวียดนาม  ดู๊-ดู มีฟอร์มกันซะที่ไหน  แถมยังเกี่ยวก้อยกันตะลุยกินแหลกซะเกือบทุกอาทิตย์)    แต่วินาทีนั้นเราก็รู้สึกว่ามันอร่อยดีอยู่เหมือนกัน    ไอ้หมูสามชั้นบางๆ เค็มๆ มันๆ กับของที่มีเพียงไม่กี่อย่าง    ลักษณะสภาพร้านและสภาพอาหารบนถาดที่เราสองคนคงจะไม่มีวันเดินเข้าไปทานแบบนี้แน่ๆ ถ้าอยู่เชียงใหม่    หากแต่มันก็เป็นประสบการณ์ของเราสองคนที่มีร่วมกัน     สามทุ่มกว่า..เราสองคนก็เลยพากันขี่มอเตอร์ไซค์ตากฝนกลับบ้านพักที่อยู่ไกลออกไป

   ไปกินกันไกล..ถึงปายเชียวนะ

 

ค่ำคืนนี้ที่ได้นั่งมองดูสายฝนโปรยปราย..   เคยมีคนถามฉันว่า "เคยเห็นปลาร้องไห้ไหม?"    ตอนนั้นฉันได้แต่อมยิ้มและไม่ได้พูดอะไรออกไป    แต่หลายๆ ครั้งที่ฉันอยากจะร้องไห้ก็เคยเดินออกไปท่ามกลางสายฝน    น้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสายกับเม็ดฝนที่โปรยร่วงลงมาจากบนฟ้าได้ทักทายกัน     ฉันคิดเอาเองว่า..คงจะไม่มีใครมองเห็นเวลาเราร้องไห้กลางสายฝนแน่ๆ     แต่บางครั้งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น     เพราะมีอยู่บ่อยๆ ที่จะมีมือของใครสักคนเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้ฉันเบาๆ แล้วถามว่า.. "ร้องไห้ทำไมคะ?   โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะ"

 

โปรดติดตามตอนต่อไป..