ผมต้องขออภัยที่จะต้องบันทึกความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า    โครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการของ สกอ. เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้งบประมาณแผ่นดินสร้าง mediocrity ในวงการอุดมศึกษา   นี่คือความเห็นของผม ซึ่งอาจจะผิดก็ได้

          โครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการ ตั้งขึ้นด้วยเจตนาดี ที่ต้องการระดมทุนเอาไปหนุนขีดความสามารถด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัย   และใช้ความเป็นเลิศด้านการวิจัยเป็นหัวรถจักรลากจูงประเทศไปสู่สภาพที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น

          โดยหาได้ตระหนักไม่ ว่ารูปแบบการจัดการของศูนย์ความเป็นเลิศฯ นั้น  แทนที่จะสร้างความเป็นเลิศ (excellence) กลับจะสร้างความไม่เป็นเลิศ (mediocrity) ของการวิจัย   เพราะโดนวัฒนธรรมเล่นพวกของไทยเข้าไปแปดเปื้อน   แทนที่จะใช้วัฒนธรรมสร้างความเป็นเลิศ คือตรวจสอบคุณภาพทางวิชาการอย่างเข้มงวดด้วย peer review   กลับใช้วิธีอนุมัติด้วยกลไก bureaucracy ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการแบ่งเค้กกันระหว่างมหาวิทยาลัยที่เข้าไปอยู่ในศูนย์ 

          ผมเข้าใจเรื่องนี้ชัดเจนขึ้นจากการที่มีการนำเอาโครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เข้าสู่ กกอ.   และผมได้เขียนบันทึกแสดงความตกใจไว้แล้วที่  ,    บันทึกทั้งสองนี้ทำให้มีผู้ให้ข้อมูลวิธีการจัดการศูนย์ความเป็นเลิศฯ    และวิธีพัฒนาโครงการใหม่ของศูนย์ ว่าตกอยู่ใต้วิธีการเล่นพวกอย่างไรบ้าง   ซึ่งเป็นที่มาของรูปแบบการใช้งบประมาณแผ่นดินที่นำไปสู่ mediocrity ทางวิชาการ    คือแทนที่จะได้ความเป็นเลิศ กลับขัดขวางความเป็นเลิศ 

          ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่า    การจัดการงบประมาณแผ่นดินของไทยมีแนวโน้มจะขัดขวางความเป็นเลิศทางวิชาการ มากกว่าสนับสนุนความเป็นเลิศทางวิชาการ    เพราะเราไม่ได้ใช้จารีตของความเป็นเลิศทางวิชาการ คือการตรวจสอบคุณภาพโดย peer review อย่างเข้มงวด   เรากลับใช้วิธีการแบบใครเป็นพวกใครก็ช่วยกัน ซึ่งจะได้โครงการและงานวิชาการระดับ mediocre เต็มไปหมด  อย่างที่เห็นๆ กันอยู่

          นี่คืออุปสรรคสำคัญของการใช้อุดมศึกษาเป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนสังคม/เศรษฐกิจฐานความรู้    หากเราไม่ปลดล็อกอุบาทว์นี้ เราจะหวังให้อุดมศึกษาเป็นที่พึ่งของสังคมไม่ได้เลย

วิจารณ์ พานิช
๑๓ ส.ค. ๕๒