พุทธสถาน

 

 

 

 


วันที่ 20 ส.ค. 2552 ณ เนินหินที่เขาไกรลาศ แห่งอดีตนครอินทรปัตถ์ เมืองหลวงของแคว้นกุรุก็เปลี่ยนไป
วันนี้ ไม่ใช่เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว ที่กัมมาสะธัมมะนิคมเป็นศูนย์กลางการแก้ห่อผ้าของพ่อค้าจากเมืองต่างๆ จนทำให้เป็นตลาดการค้าที่คึกคักของนครอินทรปัตถ์
พระราชรัตนรังสี พระธรรมทูตสายอินเดียได้กล่าวว่า ในอุโบสถสูตร กล่าวถึงสังคมในครั้งพุทธกาลที่แบ่งเขตการปกครองออกเป็นแคว้นๆ มีมหาชนบล ๑๖ แคว้น แต่ละแคว้นมีผู้ปกครองเป็นพระราชาบ้าง มหาราชาบ้าง อธิบดีบ้าง มีเมืองหลวงชื่ออินทรปัดถ์ แห่งแคว้นกุรุ มีพะราชานามว่า พระเจ้าโกรัพยะ ในครั้งพุทธกาลเมืองนี้ไม่มีความสำคัญทางด้านการเมืองมากนัก แต่หากมีทำเลเหมาะแก่การชุมนุมของพ่อค้าพาณิชย์ เป็นชุมทางของเมืองน้อยใหญ่และอาณาเขตใกล้เคียง รวมถึงเส้นทางการค้าขายในโบราณ เช่น ทางสายไหมสู่ประเทศจีน และเส้นทางติดต่อทางโลกตะวันตก 
 บรรดากองคาราวานเกวียน ๕๐๐ จากเมืองน้อยใหญ่ในชมพูทวีป มีที่นี้เป็นที่แก้ห่อสินค้า แลกเปลี่ยนกันด้วยสิ่งของ และตีค่าด้วยเงินทอง แคว้นกุรุ จึงเป็นเมืองที่ทุกภาคส่วนต้องผ่าน ด้วยสภาพสิ่งแวดล้อมดังกล่าว พลเมืองในแคว้นนี้จึงมีชีวิตที่สมบูรณ์ สุขภาพอนามัยดี ฉลาดหลักแหลม มีความคิดล้ำลึก ใฝ่ศึกษา ชำนาญทางศิลปะและปรัชญา วัฒนธรรมที่งดงามผสมประสานระบำรำฟ้อน
 ด้วยความเป็นพ่อค้าวานิช คนเมืองนี้จึงเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายขายของ แลกเปลี่ยนสินค้า เจรจาต่อรอง ตั้งแต่อาทิตย์อุทัยจนอัสดง ด้วยความสับสนเหมือนความวุ่นวายเข้าแทรกในชีวิตทั้งวัน เมื่อพุทธองค์เสด็จผ่านมาด้วยกิตติศักดิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสดงธรรมอันเป็นเครื่องดับทุกข์ได้จริง จึงชักชวนเหล่ากัลยาณมิตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอรับฟังคำสอนในส่วนที่ไม่สิ้นเปลืองด้วยเวลา ไม่มีเวทนาต่อร่างกายที่ต้องเมื่อยขบ ยากต่อการเข้าถึง เพราะบรรดาผู้ประกอบอาชีพแห่งพาณิขย์กรรมแม้ประสงค์จะบรรเทาทุกข์ที่ย่ำยีแต่วิถีชีวิตจะต้องขับเคลื่อนเลื่อนไป
นี่คงเป็นที่มาของการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงมหาสติปัฏฐาน 4 แก่ชาวแคว้นกุรุที่เหมาะสมกับปัญญาและวิถีชีวิตของชาวแคว้นกุรุเพื่อที่จะนำสติมาใช้ในการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน


วันนี้ไม่ใช่เมืองในแคว้นกุรุในอดีตที่สมัยนั้นชาวเมืองมีความสมบูรณ์ด้วยฤดูกาลและอาหาร อีกทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตในแคว้นกุรุก็รู้จักและคุ้นเคยและพากเพียรกับการเจริญสติปัฏฐานกันอย่างกว้างขวาง กล่าวกันว่าหากผู้ใดออกจากบ้านโดยลืมเจริญสติ ก็จะต้องกลับบ้านไปและเจริญสติก่อน

ความโดดเด่นของชาวแคว้นกุรุนี้เลื่องลือกันมาก แม้สัตว์เดรัจฉานก็ยังเจริญสติได้ เช่นเรื่องของนกแขกเต้าพุทธรักขิต
ณ สถานที่นี้ เมื่อสองพันกว่าปี เป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดชาวเมืองกัมมาสธัมมะนิคม ด้วยพระสูตรที่ถือว่าสูงสุดในพุทธศาสนา ที่พระอาจารย์อารยะวังโสเคยเปรียบไว้ว่าพระสูตรนี้เป็นเสมือนมงกุฎของธรรม พระอาจารย์บอกด้วยว่าในทุกสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปนั้น ยังมีความสำคัญที่ชาวพุทธต้องระลึกถึง

ด้วยความสำคัญของสถานที่นี้ จึงนับเป็นความโชคดีของชาวพุทธที่ทางการอินเดียได้ทำการอนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถานที่สำคัญระดับชาติ โดยการล้อมรั้วเอาไว้เป็นเขตที่แน่นอนเพื่อมิให้มีการบุกรุกใช้พื้นที่ในทางที่ผิด และก็นับว่าโชคดีที่ปรากฏหลักฐานจารึกของพระเจ้าอโศกเป็นภาษาพรหมมีอยู่ ณ หินก้อนหนึ่งบนเนินหินสีแดง ระบุว่า
“ณ ที่แห่งนี้ องค์สมเด็จพระศาสดาได้เสด็จมาแสดงธรรมที่เป็นธรรมที่สูงสุดได้แก่มหาสติปัฏฐานสูตร”
จึงทำให้เชื่อว่ามีที่มาน่าเชื่อได้ นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่กรมโบราณคดีกล่าวด้วยว่าจารึกของพระเจ้าอโศกนี้พิเศษกว่าหลักฐานของพระเจ้าอโศกที่พบที่อื่นเพราะเป็นจารึกที่มีอยู่ ณ ที่เดิม ไม่ได้นำมาจากที่อื่นเช่นโบราณสถานที่อื่นๆ ที่พบว่าถูกนำมาจากที่อื่น  เช่น เสาอโศก

วันนี้ไม่ใช่เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดชาวเมืองกุรุก็จริง แต่เป็นวันที่เจ้าหญิงจากแดนไกลเสด็จมาเยี่ยมชมเนินหินที่ว่านี้  สำหรับกรมโบราณคดีอินเดียนั้นต้องถือว่ามีความตื่นเต้นและยินดีเป็นพิเศษ

เนินหินสีแดงที่ชาวพุทธหลายคนไปเยือนแล้วบ่นว่าสกปรกด้วยกองขยะหน้าทางเข้า แถมมีบ้านเรือนหรือสลัมคนจนที่อยู่ข้างๆ ทำให้ปลงธรรมสังเวชเหลือเกิน แต่วันนี้ สิ่งที่ไม่น่าดู ไม่น่าศรัทธาเหล่านั้น  จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ไม่ใช่เนินหินที่ปราศจากการดูแลอีกต่อไป ไม่ใช่โบราณสถานที่มีศาลาปูนมีลูกกรงเหล็กที่ขึ้นสนิม ไม่ใช่พื้นดินที่แห้งแล้งปราศจากหญ้าและขยะที่กองพะเนินอยู่ข้างรั้วนอกประตูทางเข้าอีกต่อไป

แต่วันนี้ กัมมาสธัมมะนิคม เป็นเนินหินประวัติศาสตร์ ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนโฉมจนสวยงามดุจสวนสวรรค์ กองขยะข้างประตูทางเข้าถูกจัดการทำความสะอาดและนำผ้าขาวมาปิดกั้นดูสะอาดตา พื้นหญ้าที่แห้งแล้งมีหญ้าเขียวเป็นหย่อมๆ กลับกลายเป็นพื้นหญ้าที่เขียวชะอุ่มไปทั่ว มีต้นไม้ดอกปลูกเป็นกลุ่มเป็นระยะ แม้แต่ต้นไม้ที่เคยแห้งไม่น่าดู ก็ยังถูกประดับด้วยดอกไม้งามตาที่ลำต้นระดับสูงเหนือศรีษะ
ทางเดินหินที่ทอดยาวลัดเลี้ยวไปตามร่องโขดหิน ถูกโรยด้วยแป้งขาวเป็นเส้นนำสายตาน่าดู เต้นท์ใหญ่ถูกเนรมิตอย่างสวยงามด้านเหนือของเนินหิน แม้แต่บนยอดเนินหิน ทางเดินขึ้นที่เลาะไปตามเนินหิน จากที่ไม่เคยมีการดูแล ณ บัดนี้ มีรั้วเหล็กสีขาวติดตั้งไปตามแนวบันไดหินพร้อมกับพรมแดงที่สวยงามจนถึงยอดเนินหิน
ศาลาปูนที่ครอบก้อนหินจารึกเอาไว้ ที่เดิมมีสภาพตามยถากรรมบัดนี้ถูกยกพื้นด้วยโครงเหล็กเป็นทางลาดเรียบปูด้วยไม้อัดและปูพรมแดงอย่างดี ทำให้เดินรอบก้อนหินจารึกได้อย่างสบาย ส่วนลูกกรงเหล็กที่ขึ้นสนิมก็ได้รับการทาสีใหม่ รวมทั้งรั้วรอบบริเวณโบราณสถานแห่งนี้ทั้งหมดด้วย
ไม่น่าเชื่อเลยว่าสถานที่แห่งนี้จะเปลี่ยนโฉมได้เพียงไม่กี่วัน

วันหนึ่ง ณ กัมมาสะธัมมะเป็นวันหนึ่งที่มีความสำคัญ ควรค่าแก่การจดจำครับ

.................................................

ขอบุญกุศลที่เกิดจากการณ์ครั้งนี้ จงมีแด่กัลยาณมิตรทุกท่านที่อ่านครับ