วันที่ 20 ส.ค. 2552 ณ เนินหินที่เขาไกรลาศ แห่งอดีตนครอินทรปัตถ์ เมืองหลวงของแคว้นกุรุก็เปลี่ยนไป
วันนี้ ไม่ใช่เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว ที่กัมมาสะธัมมะนิคมเป็นศูนย์กลางการแก้ห่อผ้าของพ่อค้าจากเมืองต่างๆ จนทำให้เป็นตลาดการค้าที่คึกคักของนครอินทรปัตถ์
พระราชรัตนรังสี พระธรรมทูตสายอินเดียได้กล่าวว่า ในอุโบสถสูตร กล่าวถึงสังคมในครั้งพุทธกาลที่แบ่งเขตการปกครองออกเป็นแคว้นๆ มีมหาชนบล ๑๖ แคว้น แต่ละแคว้นมีผู้ปกครองเป็นพระราชาบ้าง มหาราชาบ้าง อธิบดีบ้าง มีเมืองหลวงชื่ออินทรปัดถ์ แห่งแคว้นกุรุ มีพะราชานามว่า พระเจ้าโกรัพยะ ในครั้งพุทธกาลเมืองนี้ไม่มีความสำคัญทางด้านการเมืองมากนัก แต่หากมีทำเลเหมาะแก่การชุมนุมของพ่อค้าพาณิชย์ เป็นชุมทางของเมืองน้อยใหญ่และอาณาเขตใกล้เคียง รวมถึงเส้นทางการค้าขายในโบราณ เช่น ทางสายไหมสู่ประเทศจีน และเส้นทางติดต่อทางโลกตะวันตก
บรรดากองคาราวานเกวียน ๕๐๐ จากเมืองน้อยใหญ่ในชมพูทวีป มีที่นี้เป็นที่แก้ห่อสินค้า แลกเปลี่ยนกันด้วยสิ่งของ และตีค่าด้วยเงินทอง แคว้นกุรุ จึงเป็นเมืองที่ทุกภาคส่วนต้องผ่าน ด้วยสภาพสิ่งแวดล้อมดังกล่าว พลเมืองในแคว้นนี้จึงมีชีวิตที่สมบูรณ์ สุขภาพอนามัยดี ฉลาดหลักแหลม มีความคิดล้ำลึก ใฝ่ศึกษา ชำนาญทางศิลปะและปรัชญา วัฒนธรรมที่งดงามผสมประสานระบำรำฟ้อน
ด้วยความเป็นพ่อค้าวานิช คนเมืองนี้จึงเกี่ยวข้องกับการจำหน่ายขายของ แลกเปลี่ยนสินค้า เจรจาต่อรอง ตั้งแต่อาทิตย์อุทัยจนอัสดง ด้วยความสับสนเหมือนความวุ่นวายเข้าแทรกในชีวิตทั้งวัน เมื่อพุทธองค์เสด็จผ่านมาด้วยกิตติศักดิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แสดงธรรมอันเป็นเครื่องดับทุกข์ได้จริง จึงชักชวนเหล่ากัลยาณมิตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ขอรับฟังคำสอนในส่วนที่ไม่สิ้นเปลืองด้วยเวลา ไม่มีเวทนาต่อร่างกายที่ต้องเมื่อยขบ ยากต่อการเข้าถึง เพราะบรรดาผู้ประกอบอาชีพแห่งพาณิขย์กรรมแม้ประสงค์จะบรรเทาทุกข์ที่ย่ำยีแต่วิถีชีวิตจะต้องขับเคลื่อนเลื่อนไป
นี่คงเป็นที่มาของการที่พระพุทธองค์ทรงแสดงมหาสติปัฏฐาน 4 แก่ชาวแคว้นกุรุที่เหมาะสมกับปัญญาและวิถีชีวิตของชาวแคว้นกุรุเพื่อที่จะนำสติมาใช้ในการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน
วันนี้ไม่ใช่เมืองในแคว้นกุรุในอดีตที่สมัยนั้นชาวเมืองมีความสมบูรณ์ด้วยฤดูกาลและอาหาร อีกทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตในแคว้นกุรุก็รู้จักและคุ้นเคยและพากเพียรกับการเจริญสติปัฏฐานกันอย่างกว้างขวาง กล่าวกันว่าหากผู้ใดออกจากบ้านโดยลืมเจริญสติ ก็จะต้องกลับบ้านไปและเจริญสติก่อน
ความโดดเด่นของชาวแคว้นกุรุนี้เลื่องลือกันมาก แม้สัตว์เดรัจฉานก็ยังเจริญสติได้ เช่นเรื่องของนกแขกเต้าพุทธรักขิต
ณ สถานที่นี้ เมื่อสองพันกว่าปี เป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดชาวเมืองกัมมาสธัมมะนิคม ด้วยพระสูตรที่ถือว่าสูงสุดในพุทธศาสนา ที่พระอาจารย์อารยะวังโสเคยเปรียบไว้ว่าพระสูตรนี้เป็นเสมือนมงกุฎของธรรม พระอาจารย์บอกด้วยว่าในทุกสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปนั้น ยังมีความสำคัญที่ชาวพุทธต้องระลึกถึง
ด้วยความสำคัญของสถานที่นี้ จึงนับเป็นความโชคดีของชาวพุทธที่ทางการอินเดียได้ทำการอนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถานที่สำคัญระดับชาติ โดยการล้อมรั้วเอาไว้เป็นเขตที่แน่นอนเพื่อมิให้มีการบุกรุกใช้พื้นที่ในทางที่ผิด และก็นับว่าโชคดีที่ปรากฏหลักฐานจารึกของพระเจ้าอโศกเป็นภาษาพรหมมีอยู่ ณ หินก้อนหนึ่งบนเนินหินสีแดง ระบุว่า
“ณ ที่แห่งนี้ องค์สมเด็จพระศาสดาได้เสด็จมาแสดงธรรมที่เป็นธรรมที่สูงสุดได้แก่มหาสติปัฏฐานสูตร”
จึงทำให้เชื่อว่ามีที่มาน่าเชื่อได้ นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่กรมโบราณคดีกล่าวด้วยว่าจารึกของพระเจ้าอโศกนี้พิเศษกว่าหลักฐานของพระเจ้าอโศกที่พบที่อื่นเพราะเป็นจารึกที่มีอยู่ ณ ที่เดิม ไม่ได้นำมาจากที่อื่นเช่นโบราณสถานที่อื่นๆ ที่พบว่าถูกนำมาจากที่อื่น เช่น เสาอโศก
วันนี้ไม่ใช่เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่พระพุทธองค์เสด็จมาโปรดชาวเมืองกุรุก็จริง แต่เป็นวันที่เจ้าหญิงจากแดนไกลเสด็จมาเยี่ยมชมเนินหินที่ว่านี้ สำหรับกรมโบราณคดีอินเดียนั้นต้องถือว่ามีความตื่นเต้นและยินดีเป็นพิเศษ
เนินหินสีแดงที่ชาวพุทธหลายคนไปเยือนแล้วบ่นว่าสกปรกด้วยกองขยะหน้าทางเข้า แถมมีบ้านเรือนหรือสลัมคนจนที่อยู่ข้างๆ ทำให้ปลงธรรมสังเวชเหลือเกิน แต่วันนี้ สิ่งที่ไม่น่าดู ไม่น่าศรัทธาเหล่านั้น จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ไม่ใช่เนินหินที่ปราศจากการดูแลอีกต่อไป ไม่ใช่โบราณสถานที่มีศาลาปูนมีลูกกรงเหล็กที่ขึ้นสนิม ไม่ใช่พื้นดินที่แห้งแล้งปราศจากหญ้าและขยะที่กองพะเนินอยู่ข้างรั้วนอกประตูทางเข้าอีกต่อไป

แต่วันนี้ กัมมาสธัมมะนิคม เป็นเนินหินประวัติศาสตร์ ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนโฉมจนสวยงามดุจสวนสวรรค์ กองขยะข้างประตูทางเข้าถูกจัดการทำความสะอาดและนำผ้าขาวมาปิดกั้นดูสะอาดตา พื้นหญ้าที่แห้งแล้งมีหญ้าเขียวเป็นหย่อมๆ กลับกลายเป็นพื้นหญ้าที่เขียวชะอุ่มไปทั่ว มีต้นไม้ดอกปลูกเป็นกลุ่มเป็นระยะ แม้แต่ต้นไม้ที่เคยแห้งไม่น่าดู ก็ยังถูกประดับด้วยดอกไม้งามตาที่ลำต้นระดับสูงเหนือศรีษะ
ทางเดินหินที่ทอดยาวลัดเลี้ยวไปตามร่องโขดหิน ถูกโรยด้วยแป้งขาวเป็นเส้นนำสายตาน่าดู เต้นท์ใหญ่ถูกเนรมิตอย่างสวยงามด้านเหนือของเนินหิน แม้แต่บนยอดเนินหิน ทางเดินขึ้นที่เลาะไปตามเนินหิน จากที่ไม่เคยมีการดูแล ณ บัดนี้ มีรั้วเหล็กสีขาวติดตั้งไปตามแนวบันไดหินพร้อมกับพรมแดงที่สวยงามจนถึงยอดเนินหิน
ศาลาปูนที่ครอบก้อนหินจารึกเอาไว้ ที่เดิมมีสภาพตามยถากรรมบัดนี้ถูกยกพื้นด้วยโครงเหล็กเป็นทางลาดเรียบปูด้วยไม้อัดและปูพรมแดงอย่างดี ทำให้เดินรอบก้อนหินจารึกได้อย่างสบาย ส่วนลูกกรงเหล็กที่ขึ้นสนิมก็ได้รับการทาสีใหม่ รวมทั้งรั้วรอบบริเวณโบราณสถานแห่งนี้ทั้งหมดด้วย
ไม่น่าเชื่อเลยว่าสถานที่แห่งนี้จะเปลี่ยนโฉมได้เพียงไม่กี่วัน
วันหนึ่ง ณ กัมมาสะธัมมะเป็นวันหนึ่งที่มีความสำคัญ ควรค่าแก่การจดจำครับ
.................................................
ขอบุญกุศลที่เกิดจากการณ์ครั้งนี้ จงมีแด่กัลยาณมิตรทุกท่านที่อ่านครับ
ขณะนี้กำลังติดตามหลวงพ่อพระอาจารย์อารยะวังโสมาอยู่ที่
วัดไทยสิริราชคฤห์ในระหว่างเวลาที่ท่านมาจำพรรษาอยู่ที่วัด
ญี่ปุ่นบนเขารัตนคีรี เทือกเขาเดียวกับเขาคิชฌกูฏ ซึ่งมีพระคันธกุฎีของพระพุทธองค์ มีเหตุการณ์อัน
เป็นมงคลเกิดขึ้นมากมาย เช่น เมื่อวันที่ ๖ สิงิหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๙.๓๐ น. คณะพระนานาชาติทั้ง ๒ นิกายคือ เถรวาทและมหายานได้นิมนต์หลวงพ่อไปเป็น
ประธานในการทำพิธีสวดมนต์ให้ฝนตกที่ใต้พระศรี
ีมหาโพธิ์ิ์ พุทธคยา เพื่อสร้างปาฏิหาริย์ ทำให้ชาวบ้าน
หันมานับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งมีการถ่ายทอดไปทั่ว
ประเทศอินเดีย เพราะตอนนี้อินเดียแล้งจัด ข้าวยาก
หมากแพง ราคาถั่วจากกิโลกรัมละ ๓๐ กลายเป็น ๙๐ รูปี ผู้คนเดือดร้อนเป็นทุกข์ แรกๆสวดด้วยกัน ตอนหลัง
พระองค์อื่นๆเลิกสวด นิ่งฟังเสียงหลวงพ่อกันหมด เพราะท่านสวดได้ไพเราะ มีพลัง และเป็นทำนอง
มคธโบราณที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน ท่านสีวลี
พระเถระชาวศรีลังกา และภิกษุณีเวียดนาม ปรารภว่า
เสียงสวดมนต์ของกูรูยีมีพลังมาก หลวงพ่อสวดแล้ว
อธิษฐานขอพระพุทธานุภาพ พระธัมมานุภาพ พระสังฆานุภาพ ช่วยเกื้อกูลสรรพสัตว์ให้พ้นความทุกข์
์เดือดร้อน ขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ชาวไร่ชาวนา
ได้ทำไร่ทำนา ประกอบสัมมาอาชีวะ ถ้าฝนไม่ตกคน
จะอดอยาก ยากจน โจรผู้ร้ายจะมากขึ้น เสร็จแล้วท่าน
ประกาศต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ว่า ภายใน ๓ วันนี้ฝนจะตก คืนนั้นเมื่อกลับมาจากพุทธคยาท่านได้อธิษฐานที่พระคันธกุฎี บนเขาคิชฌกูฏอีกครั้ง ขณะอธิษฐานนั้นฝนเริ่ม
โปรยปรายบนเขาคิชฌกูฏ อันเป็นนิมิตหมายอันดี ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นฝนตกใหญ่ แล้วท่านก็สัตตาหะ
กลับเมืองไทย ๗ วัน เมื่อเดินทางกลับไปอินเดีย
ก่อนเข้าราชคฤห์ หลวงพ่อได้แวะไปกราบและสวดมนต์
์ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พอสวดมนต์จบ ฝนก็เทมา
รอบใหญ่ ท่านสีวลีได้พบท่านจึงทักออกมาว่า กุรูยี
นำฝนมาให้ และมาทราบภายหลังว่า ระหว่างที่หลวงพ่อ
ไม่อยู่ ๗ วันนั้นฝนทำท่าอยากจะตก แต่ก็ไม่ตกอั้นไว้
้ทำให้อากาศร้อนจัด และเพิ่งมาตกตอนหลวงพ่อ
สวดมนต์เสร็จที่ใต้พระศรีมหาโพธ์ิ ตลอดเส้นทางเดินทางไปราชคฤห์ได้เห็นน้ำในนา ตามลำคลอง ตามห้วยเจิ่งนอง ชาวบ้านร่าเริง
ตักน้ำใส่หม้อแขกแบกเข้าบ้าน เป็นอันว่าคนรู้กันไป
ทั่วแล้วในบารมีของหลวงพ่อ แม้แต่พระนานาชาติเองก็
ยอมรับ และพร้อมใจกันร่วมจัดงานมาฆบูชาโลก
ในปี๕๓นี้ ตอนนี้พระจากประเทศต่างๆขอนิมนต์
์หลวงพ่อกันใหญ่ในต้นกพ.นี้พระเถระศรีลังกาจาก
สมาคมมหาโพธิ์ จะจัดสวดพระไตรปิฎก จึงขอหลวงพ่อ
ไปเป็นผู้นำการสวด และขอให้จัดคอร์สพิเศษสอน
ภาวนากับคณะพระนานาชาติด้วย ท่านรับนิมนต์
์แม้จะไม่ได้ทั้งหมดเพราะเวลาไม่อำนวยเพราะท่าน
เห็นเป็นการดีต่อการทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาต่อไป
เหตุการณ์นี้ถือเป็นปาฏิหารย์ในช่วงแรกสำหรับ
การจำพรรษาในชมพูทวีปครั้งที่ ๓ ของท่าน
ขออนุโมทนากับทุกท่านที่มีจิตมุ่งมั่น เดินหน้า
ในการทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างไม่หวั่นไหว
ต่ออุปสรรค ภัยมารใดๆ
เอื้องอุมา ( ฐาปนา รักติประกร )
คุณเอื้อง Thapana Ruktiprakorn ครับ
ขอบพระคุณมากครับและขออนุโมทนาบุญที่ได้ตามพระอาจารย์ไปที่อินเดีย
ถือเป็นบุญและมหากุศลจริงๆ
ความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นโดยกุรุจีนั้นผมและพวกเราหลายคนได้สัมผัสมาแล้ว ไม่มีข้อสงสัยเลยครับ
สำหรับเหตุการณ์ที่กัมมาสะธัมมะที่ผมบันทึกไปนั้น ถ้าจำกันได้ พระอาจารย์เคยพูดกับผม เป็นนัยๆ ว่าจะต้องเกิดและก็เกิดจริงๆ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2552 คือมีบุคคลสำคัญเสด็จมา
รวมทั้งเรื่องการที่คณะเราจะขอพัฒนากัมมาสะธัมมะ บัดนี้ก็ได้ทราบว่ากรมโบราณคดีอินเดียที่ดูแลสถานที่จะพัฒนาและสร้างมณฑปในอีก 6 เดือนข้างหน้า ก็เป็นสิ่งที่พระอาจารย์ปรารภไว้ในอดีตเช่นกัน ไม่ว่าอินเดียจะสร้างหรือไทยจะสร้าง
ขอบพระคุณคุณเอื้องที่บอกเล่าประสบการณ์ที่ราชคฤห์ครับ ปีติมากครับ
ขอบคุณสำหรับคำที่บอกว่า "ขออนุโมทนากับทุกท่านที่มีจิตมุ่งมั่น เดินหน้า
ในการทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค ภัยมารใดๆ"
ถือเป้นคำที่ให้กำลังใจครับ
เพราะในความเป็นจริง การสร้างบุญกุศลใดๆ ไม่ง่ายเลยครับกว่าจะลุล่วงไป
ดีที่ได้คำสอนของหลวงพ่อเป็นกำลังใจให้สู้ต่อไป
ยินดีจะช่วยงานต่อไปครับ เท่าที่จะมีแรง
หากมีเวลา ขอกรุณาเล่าเรื่องการตามพระอาจารย์ในครั้งที่ 3 นี้อีกนะครับ
ระลึกถึงเสมอครับ
สวัสดีครับ ท่านพลเดช เข้ามาเยี่ยมครับ เห็นท่านในทีวีอยู่ครับ
ท่านบางทราย
เอาบุญที่เกิดจากมหากุศล ณ กัมมาสะธัมมะนิคม มาฝากครับ
เห็นเมฆในวันนั้น ณ ตรงนั้น บดบังแสงแดดตรงบริเวณนั้นพอดี และมีลำแสงพุ่งลงมา 1 ลำแสง
ถ้าวาดได้คงจะวาดเก็บไว้ครับเพราะเป็นช่วงเวลามหัศจรรย์เพียงไม่กี่นาที
ขอบคุณครับที่แวะมาทักทายกัน
สวัสดีค่ะ
มากราบอนุโมทนาบุญกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ตั้งแต่ครั้งแรกที่พี่โยคีเดินทางไปที่สำคัญนั้น
ตลอดจนต่อมามีเรื่องราวเกิดขึ้นเป็นลำดับๆ
จนถึงวันเสด็จ
เพราะ...ความบังเอิญไม่มีในโลก
สาธุ สาธุ สาธุ
ตันติราพันธ์ โยคีน้อย
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
บังเอิญมีแต่รูปกับนาม
และบังเอิญมีเหตุกับผล
และบังเอิญมีผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้
:)
ปิติค่ะ ปิติมากๆค่ะ
อนุโมทนาบุญกับพี่โยคีนะคะ
และอนุโมทนาบุญกับคุณเอื้อง Thapana Ruktiprakorn ด้วยนะคะ
รู้สึกเหมือนกับพี่โยคีค่ะ ตรงที่
ขอบคุณสำหรับคำที่บอกว่า "ขออนุโมทนากับทุกท่านที่มีจิตมุ่งมั่น เดินหน้า
ในการทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค ภัยมารใดๆ"
อ่านแล้วได้กำลังใจดีขึ้นจริงๆค่ะ
น้องโยคีแพรภัทร
รูดว่าทุกคน ทุกสายกำลังเหนื่อยกัน
แต่เป็นการเหนื่อยในการทำความดี มีจิตมุ่งมั่นในการทำงานพื่อพระพุทธศาสนา
อุปสรรคนั้นมีแน่นอนและก็มีมาเรื่อยๆ
ก็ดังที่คุณอื้องบอกได้อย่างดีแล้วว่า
ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและมารใดๆ
สาธุกับคำของคุณเอื้องครับ
เราต้องเดินหน้าต่อไปจ๊ะ
ได้ทราบจากพระราชรัตนรังษีว่าวัดไทยกุสินาราและวัดไทยลุมพินี ยินดีหากจะมีอาสาสมัครไปช่วยงานวัด
ผู้ในสนใจติดต่อไปได้จ๊ะ
สาธุ ขอร่วมอนุโมทนาด้วยหนึ่งรูป
จากนาคปูร์ ดินแดนพุทธใหม่
นมัสการครับ
สนใจอยากทราบเรื่องราวของดินแดนพุทธใหม่ครับ
ขอนิมนต์เล่าสู่กันฟังใน G2K ด้วยครับ
ด้วยความจริงจากใจที่จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ในฐานะเป็นชาวไทยและเป็นชาวพุทธ ออกจะเห็นด้วยแต่ขัดแย้งกับคุณพลเดช ที่มีฐานะเป็นนักการทูต ที่เห็นด้วยคือการแสดงความความชื่นชมใพระบารมีต่อสมเด็จพระเทพฯ ที่ขัดแย้งในฐานะที่เป็นชาวพุทธคือไม่ชื่นชอบกับการกล่าวปาฏิหาริย์นอกระบบ และเป็นการสร้างอัตตลักษณ์ในอนัตตา คือการพยายามทำให้บุคคลเป็นผู้วิเศษ ซึ่งไม่ถูกต้องกับคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา แต่หากจะกล่าวว่าด้วยการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเปี่ยมพร้อมด้วยศีลาจารวัตร และมีศรัทธาในพระรัตนตรัย ได้เข้าถึงซึ่งมงคลธรมในพระศาสนา อันนำไปสู่ความสำเร็จที่เกินค่าปกติที่เราชอบเรียกว่า คุณวิเศษ ย่อมที่จะเป็นไปได้ แต่ควรเกิดขึ้นมาจากพื้นฐานความศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นแบบอย่างของบุคคลที่กำลังเดินทางไปสู่พระศาสนา เพราะความดีนั้นมีผล อย่างนี้ควรกล่าว เพราะคนรุ่นใหม่จะฟังอย่างสมเหตุสมผล สามารถคิดเชิงอนุมานได้อย่างเข้าใจ และสามารถยอมรับได้กับความจริงที่ปรากฏ แม้จะไกลเกินคิดแต่ก็สามารถสาวความรู้สึกไปสู่เรื่องดังกล่าวได้ และยอมรับได้อย่างไม่ยาก สำคัญอย่างยิ่งคือเจตนาที่บริสุทธิ์ของการกล่าวเล่าเรื่องทั้งหลายเป็นสำคัญ ซึ่งต้องประกอบด้วยปัญญาหรือความเข้าใจด้วยในความบริสุทธิ์นั้น เพราะการเขียนหรือการพูดใดๆ ย่อมมีผลตกกระทบเสมอ ไม่บวกก็ลบ จึงควรระมัดระวังในการกล่าวเล่าเรื่องเช่นนี้ต่อสังคม โดยเฉพาะสังคมยุคไร้จิตวิญญาณทางมโนธรรมในปัจจุบัน
จริงๆแล้ว...เรื่องกัมมาสธัมมะมีมากมายอันควรกล่าว เรื่องพระราชศรัทธาของฟ้าหญิงก็มีมากมายที่ควรเล่า เรื่องดีๆอิงธรรมะที่ผลิดอกออกผลในวันที่ฟ้าหญิงเสด็จก็คงมีหลากหลายเรื่องราวที่ควรนำเสนอ ผู้อ่านจะชื่นใจหากสิ่งที่นำเสนอนั้น อิงอรรถอิงธรรม มากกว่า อิงก้อนเมฆกับแสงพระอาทิตย์ อิงสายลมแสงแดด...เสียดายจริงๆที่เขียนเพียงแค่นี้ น่าจะใช้โอกาสนี้นำเสนอสิ่งที่ดีๆ ที่ปรากฏมีอยู่จริงจะสร้างสรรค์กว่า
ด้วยความปรารถนาดีจริงๆ
จาก...ผู้ไม่ชอบเป็น (ตรี) ทูต
ไม่แสดงตน
ขอน้อมรับความเห็นที่แสดงมาครับ
และขอบคุณมากที่ให้ความสนใจในบันทึกเรื่องนี้ครับ
จะได้นำข้อคิดไปพิจารณาใช้เป็นแนวทางในการบันทึกต่อไปครับ
ผมเห็นด้วยจริงๆ ครับว่า
"การเขียนหรือการพูดใดๆ ย่อมมีผลตกกระทบเสมอ ไม่บวกก็ลบ จึงควรระมัดระวังในการกล่าวเล่าเรื่องเช่นนี้ต่อสังคม โดยเฉพาะสังคมยุคไร้จิตวิญญาณทางมโนธรรมในปัจจุบัน"
จึงได้ปรับแก้ไขแล้ว ด้วยความขอบคุณ
การเก็บความประทับใจต่างๆ นั้น ไม่ว่าจะบันทึกหรือไม่ เราก็สามารถเก็บไว้ "ส่วนตัว" ได้อยู่แล้ว จึงไม่ได้สูญหายไปแต่อย่างใด
เจริญสุขนะครับทุกท่าน
เรียนกัลยาณมิตรทุกท่าน
วันนี้ ได้มีโอกาสกราบพระอาจารย์อารยะวังโสซึ่งเดินทางจากนาคปูระ แวะเปลี่ยนเครื่องบินที่เดลี ก่อนกลับไปยังกรุงราชคฤห์
ได้เรียนพระอาจารย์ถึงเรื่องที่ทางการอินเดียโดยกรมโบราณคดีจะบูรณะกัมมาสะธัมมะ โดยการสร้างมณฑปครอบบริเวณหินจารึกพระเจ้าอโศก ท่านอาจารย์อนุโมทนาและกล่าวว่าใครทำก็เป็นเรื่องน่ายินดีทั้งนั้น
สำหรับเรื่องการไปเป็นแขกพิเศษของชาวพุทธที่นาคปูร์ ลูกศิษย์พระอาจารย์จะได้เล่าเรื่องและส่งมาเผยแพร่กันต่อไป
เจริญสุขครับ