การเดินจงกรมและการกำหนดอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อย ด้วยการเคลื่อนไหว พร้อมเปล่งเสียง (ทั้งที่ออกเสียงและกำหนดอยู่ในใจ) จะทำให้เรามีกาย วาจา ใจ เป็นปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกุศลสูงสุด

 

 

       ระหว่างวันที่ 15-22 สค.52 ที่ผ่านมาคนไม่มีรากมีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมฝึกกรรมฐาน หลักสูตรพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาและสันติสุข” ที่ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นหลักสูตรที่ คุณแม่สิริ กรินชัย เป็นผู้วางรากฐานการนั่งวิปัสสนากรรมฐานไว้ให้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2528 

       ความตั้งใจที่จะไปเข้ากรรมฐานนี้ เกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจและความคิดถึง “แม่”  ในช่วง “วันแม่” คนที่โชคดีได้ไปกราบแม่ แต่คนที่แม่ไม่อยู่แล้ว อดจะรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้ และเมื่อไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ จึงบอกตัวเองว่า...งั้นเราควรทำสิ่งดี ๆ “ให้แม่”  เมื่อปี 2546 แม่เคยไปเข้ากรรมฐานกับคุณแม่สิริ กรินชัย ที่ยุวพุทธิกสมาคม ฯ 3 วัน กลับมา แม่ดูมีความสุข ผ่องแผ้วเบิกบานในธรรมอย่างยิ่ง...พยายามชักชวนอยากให้ลูกสาวไปบ้าง แต่ครั้งนั้นจำได้ว่าปฏิเสธเพราะงานยุ่งและต้องไปต่างจังหวัดตลอดเวลา...

 

คิดแล้ว...ก็ให้รู้สึกอยากไปมากมาย แต่คงไม่ง่ายนัก เพราะได้ยินว่าต้องมีการจองคิวกันยาวเหยียดข้ามปี ... เราจะมีบุญพอไหม?  แล้วก็พบว่าตัวเองเป็นคนมีบุญและโชคดีจริง ๆ เพราะคิดและปรารถนาสิ่งใดแล้ว มักจะมี “กัลยาณมิตร” ช่วยเหลือนำทางให้เสมอ  หลังจากปรารภว่าอยากไปเข้ากรรมฐานที่ยุวพุทธ ฯ(เน้นด้วยว่าต้องที่ยุวพุทธ ฯ เท่านั้นนะ)ก็มีน้องที่เรียนด้วยกัน โทรมาบอกว่าจัดการให้ได้เข้าอบรมในช่วง 15-22 สค.52 นี้... ตื่นเต้นยินดีสุดใจ...(แม้จะรู้สึกละอายแก่ใจ เพราะเป็นการใช้โควต้าของวิทยากรก็ตาม)

  

 

 

การปฏิบัติธรรมเข้ากรรมฐานตามหลักสูตรนี้ ใช้เวลา 8 วัน 7 คืน โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นต่าง ๆ อาทิเช่น ห้ามพูดคุยกันตลอดหลักสูตร ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ(ต้องนำไปฝากไว้กับเจ้าหน้าที่ตั้งแต่วันแรกที่ไปถึง) รับประทานอาหารมังสวิรัติ 3 มื้อที่จัดให้ สวมใส่ชุดขาว และควรที่จะสามารถอยู่ปฏิบัติได้ตลอดหลักสูตร

        ผู้มาปฏิบัติถูกเรียกว่า ลูกโยคี” ซึ่งมาจากคำว่า “โยคีมาวจร” มีความหมายว่า “ผู้เพียรเพ่งเผากิเลส” ด้วยการ “กำหนด ระลึกรู้

        การกำหนด/ระลึกรู้ หมายถึง การรับรู้ ตระหนัก ยอมรับอารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งที่พอใจและไม่พอใจ แล้วก็ปล่อยวาง ไม่ยึดไว้ นับเป็นการตัดภพ ตัดชาติ ไม่นำไปปรุงแต่งที่จิตต่อให้เกิดทุกข์

 

        กิจกรรมหลักสามประการ ในหลักสูตรนี้ คือ 

1) การเดินจงกรม ที่ออกเสียงประกอบการเคลื่อนไหว เช่น ยืนหนอ อยากเดินหนอ ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ลงหนอ ถูกหนอ ฯลฯ เพื่อให้ กาย วาจา ใจ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในปัจจุบันขณะ (ใช้เวลาแต่ละรอบประมาณ 40-50 นาที)

2) การนั่งสมาธิ โดยกำหนดที่ท้อง ด้วยคำบริกรรม “พองหนอ ยุบหนอ” (ใช้เวลาแต่ละรอบประมาณ 25-35 นาที)

3) การกำหนดอิริยาบถ ทั้งอิริยาบถใหญ่ (ยืน เดิน นั่ง นอน)และอิริยาบถย่อย (กะพริบตา กลืนน้ำลาย เคลื่อนไหว ฯลฯ) ซึ่งควรกำหนดตลอดเวลาที่ยังตื่นอยู่จนกว่าจะหลับ 

  

สรุปว่าเน้น การให้ความสำคัญกับการกำหนดรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบกับทวารทั้ง 6 ของเรา (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เมื่อรับรู้และตระหนักแล้ว จะเห็น “ไตรลักษณ์” ซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติของทุกสรรพสิ่ง นั่นคือ อนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (ทนอยู่ไม่ได้) อนัตตา (ไม่มีตัวตน) และเมื่อเห็นไตรลักษณ์ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) จิตจะยกระดับขึ้นเกิด “ปัญญา” ที่จะรู้ว่า ชีวิตที่ต้องเวียนวนอยู่ในสังสารวัฏนี้เป็นทุกข์ล้วน ๆ  ความสุขก็คือทุกข์น้อยที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะเท่านั้น และหนทางเดียวที่จะพ้นทุกข์ก็คือ การพ้นจากสังสารวัฏ นั่นคือ “การนิพพาน” นั่นเอง

 

      ท่านวิทยากร อธิบายต่อว่า การเดินจงกรมและการกำหนดอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อย ด้วยการเคลื่อนไหว พร้อมเปล่งเสียง (ทั้งที่ออกเสียงและกำหนดอยู่ในใจ) จะทำให้เรามีกาย วาจา ใจ เป็นปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นกุศลสูงสุดส่วนการนั่งสมาธิจะเป็นการภาวนาที่ใช้สมถะภาวนาเป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสสนาญาณ  

 

การฟังธรรม จะได้ฟังธรรมบรรยายจากวิปัสสนาจารย์ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส อาทิ พระคุณเจ้าพระราชสิทธิมุนี (วิ)  คุณแม่สิริ กรินชัย  ท่านอ.พันเอก(พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธิน  อ.วรากร ไรวา  อ.เรณู  ทัศณรงค์  อ.นิศา เชนะกุล  คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง  อ.เวทย์ บรรณกรกุล  อ.ฉัตรชัย สุจริตกุล  พตอ.นรวัฒน์ เจริญญรัชต์ภาคย์  รศ.ดร.นวลศิริ เปาโลหิตย์ ซึ่งบางท่านจะได้ชมดีวีดีที่ได้อัดไว้ และบางท่านได้ฟังประสบการณ์ธรรมจากท่านโดยตรง 

 

คนไม่มีรากรู้สึกตื่นเต้น ตามประสาของคนที่ได้ไปปฏิบัติธรรมกับคนหมู่มากเป็นครั้งแรก เพราะปกติจะนั่งสมาธิที่บ้าน โดยมีตำราของครูบาอาจารย์หลาย ๆ ท่านเป็นเครื่องนำทาง  เช่น ของท่านพระธรรมสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตาวณโณ) เจ้าอาวาสวัดโสมนัสวรวิหาร ท่านดร.สนอง วรอุไร เป็นต้น ใช้วิธีการภาวนา “พุทโธ” ซึ่งเป็นแบบสมถะกรรมฐาน เน้นให้เกิดสมาธิ ความสงบนิ่ง สุขใจ แต่ยังไม่สิ้นและพ้นจากอาสวะกิเลส อุปมาคล้ายการนำ หิน(สมาธิ)ไปทับหญ้า(กิเลส ความทุกข์) เมื่อยกหินออก หญ้าก็จะกลับงอกงามเช่นเดิม

 

การฟังธรรมตลอด 7 วัน ทำให้เห็นชัดว่า การศึกษาหาความรู้ด้วยการอ่าน การฟัง ต่างจาก “การปฏิบัติ” อย่างมาก  คุณแม่สิริ กรินชัย ได้กล่าวไว้ว่า ให้เราเรียนรู้ โลกภายในตัวเรา” แทนที่จะส่งจิตออกนอกไปเรียนรู้ ศึกษาแต่เรื่องนอกตัว

 

        เนื่องจากไม่ให้มีการพูดคุยกันระหว่างลูกโยคี คุยได้กับวิทยากรผู้คอยดูแลและสอบอารมณ์เท่านั้น  การต้องนั่งเงียบ ๆ โดยไม่พูดไม่จากันนี้  แรก ๆฟังแล้วก็ยิ้ม ...ไม่พูดทั้งวันน่ะ...ชอบเลยล่ะเรา (ยังดีที่ไม่ห้ามยิ้มหรือหัวเราะ...แย่เลย) เพียงผ่านไปครึ่งวัน ต้องแปลกใจมาก...เห็นบางสิ่งชัดเจนขึ้นจนน่าตกใจ....

        เพิ่งรู้ว่า อ้าวเรานี่... ขี้บ่น ช่างติ ช่างว่า ขี้หงุดหงิดนะนี่  เอ...ทำไมคนนี้ไม่นั่งเสียที อาจารย์ก็เริ่มบรรยายแล้ว อ้าวคนนี้ทำไมนั่งหลับ อ้าวอาจารย์พูดซ้ำ ๆ อีกแล้ว เอ๊ะ คนนี้ทำไมทำแบบนี้ล่ะ คนนี้ถามทุกครั้งที่อาจารย์ให้ยกมือ คนนี้ ... คนนั้น...

 

        .... ส่งจิตออกไปนอกตัวตลอด ไม่เคยมองหรือพิจารณาตัวเองเลย...

 

        คิดแล้ว...ยิ้มเลย...อ้อ...เข้าใจแล้วล่ะว่า เพราะอะไรอาจารย์จึง  “ห้ามพูด” ให้อยู่กับ “ตัวเอง”  

 

 

     

ตอนสอบและส่งอารมณ์กับวิทยากร หลายคนเกิด ปิติ” จากการนั่งสมาธิ มีประสบการณ์ต่าง ๆ กัน ทั้งขนลุก น้ำตาไหล ตัวโยก กระตุก เห็นแสงสว่าง เห็นนิมิต บางคนเห็นภาพต่าง ๆ ทั้งคน สัตว์ ที่ตนเองได้เคยมีกรรมสัมพันธ์มาก่อน

เอาล่ะสิ…จะบอกอาจารย์ได้ไงล่ะว่าเรา ไม่เห็นอะไรเลย นั่งแล้วสบาย ๆ เย็น ๆ บางครั้งก็เมื่อย ๆ ปวด ๆ บางทีก็ง่วงนอน ไม่เห็น ไม่พบปิติอะไรเหมือนคนอื่น ๆ เลย ใจเริ่มไม่ค่อยดี อัตตามานะมันกลัวเสียหน้า อาจารย์จะมองว่าเรานี่...ไม่เพียรปฏิบัติ ไม่ตั้งใจ ไม่ทุ่มเทหรือเปล่า ครั้นจะไม่พูดตามจริง ก็ได้สมาทานศีลห้าไว้แล้ว ไม่อยากผิดศีล

 

 คิดแล้ว ก็บอกกับตัวเองว่า ยอมรับไปเถอะ..ก็เราไม่ก้าวหน้าในการนั่งกรรมฐานเหมือนคนอื่น ๆ นี่นา ... แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ได้แน่ ๆ คือ ได้เห็นได้รู้ชัดแจ้งขึ้นมาว่าเรายังมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง เพราะไม่เคยตระหนักมาก่อนเลยว่า ตัวเองเป็นคนที่ขี้หงุดหงิด ช่างติเตียนคนอื่นขนาดนี้ ... ตามปกติหากไม่ชอบไม่พอใจ จะไม่ค่อยพูดออกมา แต่เก็บไว้คิด ไตร่ตรอง หาเหตุผล ทำไมคนนี้พูด ทำแบบนี้ เขาคงมีเหตุผลอย่างนี้อย่างนั้น เขาคงมีปัญหา มีใครทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ หาเหตุผลไปต่าง ๆ นานา แต่...

        การคิดเช่นนี้ ความจริงแล้ว เป็นการหาเหตุผลเพื่อให้ตัวเอง รู้สึกดีขึ้น (กับคนอื่น) และรู้สึกว่าตัวเองเป็น “คนดี” ที่เข้าใจและยอมรับคนอื่น ...ซึ่งความจริงแล้ว ... ไม่ใช่เลย ...

 

        ตระหนักได้ตรงนี้แล้วนั่งอมยิ้มละมุนละไมอย่างมีความสุข วิชาของพระพุทธเจ้า” นี้ ช่างวิเศษ มหัศจรรย์เช่นนี้เองหนอ... เพราะทำให้เรา รู้จักตัวตน เห็นกิเลส เห็นตัวเองได้อย่างกระจ่างใจ

 

        อาจารย์ยังปลอบใจว่า สิ่งที่คนไม่มีรากได้เห็นได้รู้นี้ ถือเป็นสิ่งที่อยากให้ลูกโยคีได้อย่างแท้จริง การได้ปิติต่าง ๆ การเห็นภาพนิมิตร แสง สี เสียง ขนลุก น้ำตาไหล ตัวสั่น ตัวโยก ตัวคลอนอะไรเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องบอกความก้าวหน้าของการนั่งสมาธิ แต่จุดประสงค์หลักของการปฏิบัติกรรมฐานนั้น เพื่อให้เราเห็น ได้รู้ เพื่อที่เราจะได้ยกระดับของ “ปัญญา” และเปลี่ยนพฤติกรรมของเราให้รู้ดี รู้ชั่ว รู้ผิด รู้ถูก ต่างหาก...

 

ขอกราบนอบน้อมต่อพระรัตนตรัยและครูบาอาจารย์ผู้มีพระคุณ การปฏิบัติธรรม เข้ากรรมฐานครั้งนี้ คนไม่มีรากได้ มากกว่าที่คาดคิด เอาไว้ และขอน้อมนำ “ปัญญา” ที่ได้เพิ่มขึ้นนี้ไปปฏิบัติต่อไป

 

ขอให้กัลยาณมิตรทุกท่านได้อนุโมทนากุศลที่เกิดขึ้นด้วยกันนะคะ ... ขอให้เบิกบานในธรรม ค่ะ

                                                (^____^)

 

ขอบคุณอย่างสุดใจกับ น้องนันทภา ปัญญารัตน์ กัลยาณมิตรที่ทำให้คนไม่มีรากได้มีโอกาสเข้าปฏิบัติธรรมในครั้งนี้ค่ะ.