เพียงแค่เราใส่ใจ สังเกต ความรู้สึกของคนไข้ที่อยู่ตรงหน้าเรา ว่าเขามีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร เท่านี้เราก้อจะสร้างความดีเล็กๆ น้อยๆ แต่ยิ่งใหญ่ในใจของคนอีกหลายๆคน เราสามารถทำความดีแบบนี้แกเพื่อนร่วมงาน และทุกๆคน

ตอนบ่ายวันหนึ่ง  หลังจากที่ดิฉันได้ตรวจร่างกายประจำปีเสร็จเรียบร้อย  ดิฉันก็ได้นำแฟ้มประวัติผู้ป่วยของตนเองไปส่งยังห้องศูนย์สุขภาพชุมชน  ระหว่างทางได้เห็นเด็กผู้ชายใส่เสื้อสีแดง  กางเกงวอร์มสีดำและร้องเท้าผ้าใบสีดำ  หน้าตามอมแมม ก็คงเป็นธรรมดาที่เด็กๆไปโรงเรียนคงเล่นกับเพื่อน  ดิฉันคิดในใจว่าคงต้องเป็นชุดพละศึกษาของโรงเรียนที่ไหนสักแห่งหนึ่งที่ดิฉันไม่รู้จัก แต่คงไม่สำคัญแต่อย่างใดเลย  ถ้าดิฉันไม่สังเกตไปที่มือของเด็กเสื้อแดงคนนี้มีแฟ้มประวัติผู้ป่วยนอก  พร้อมกับสีหน้าที่งุนงงมองซ้าย  มองขวา  เหมือนเด็กคนนี้จาหาอะไรสักอย่าง  แต่เด็กคนนี้ไม่ได้ถามอะไรดิฉัน  ซึ่งดิฉันกำลังจะเดินผ่านเขาไป  ขณะนั้นในใจคิดว่าเด็กคนนี้คงจะเด็กกว่าน้องชายของดิฉันแน่ๆเลย  แล้วขึ้นมาทำอะไรบนนี้นะ  ดิฉันจึงถามเด็กคนนี้ว่า

 หนูขึ้นมาทำอะไรบนนี้ค่ะ   เด็กเสื้อแดงยิ้มอย่างดีใจแล้วตอบว่า

 

 ขึ้นมาตรวจหูครับ”                                                

 

ดิฉันจึงบอกทางเด็กคนนั้น แล้วเด็กก้อรับคำดิฉัน แต่ทำไมเด็กคนนี้ยังทำท่างง ๆ  อยู่นะ  ดิฉันก้าวลงบันไดได้สองสามก้าว  แล้วตัดสินใจเดินตามเด็กคนนั้นไป  เป็นอย่างที่คิด   เด็กน้อยไปไม่ถูกจริงๆ    ก็อย่างว่าแหละค่ะ  ทางที่จะเข้าไปยังห้องศูนย์สุขภาพชุมชนค่อนข้างที่จะอธิบายให้คนเข้าใจยากสักนิด  แล้วเด็กคนนี้ก็คงเป็นคนหนึ่งที่จะไปไม่ถูก  เด็กเสื้อแดงเดินตรงไปแล้วไม่เลี้ยวเข้าไปในห้องอย่างที่ดิฉันบอก    แต่เดินเลยทางเข้า  ดิฉันจึงเรียก

 

หนูๆ  มาทางนี้จ๊ะ  เดี๋วยพี่พาไปนะคะ    ดิฉันได้พาเด็กเสื้อแดงไปยังห้องศุนย์สุขภาพชุมชน  เพื่อตรวจหูพร้อมกับบอกเจ้าหน้าที่ว่า

 

มีคนไข้มาตรวจหูหนึ่งคนค่ะ“  

 

แล้วดิฉันจึงเดินกลับห้อง  ระหว่างนั้นดิฉันก็พบเวรเปลยืนคุยกับคุณยายอายุสักประมาณ 50  ซึ่งมีท่าทางกระวนกระวายใจ  ฟังคุณยายพูดแล้วได้ใจความว่า 

 

ไปดูหลานชายให้ยายหน่อย  มันใส่เสื้อสีแดงๆนะ  ยายพามันไปไม่ไหว  ปวดขา  ขึ้นบันไดไม่ได้ไม่รู้จะถูกหรือป่าว 

คุณยายคงเป็นห่วงหลานชายมากเลยทีเดียว  ทั้งที่มือข้างหนึ่งยังยันที่หัวเข่าตัวเอง  และมีสีหน้าที่แสดงถึงความเจ็บปวดที่หัวเข่า  ก็ยังพยายามที่จะยืนคุยกับเวรเปลให้ช่วยดูหลาน  ดิฉันจึงเดินเข้าไปหาคุณยาย  ยิ้มแล้วพูดว่า

 

ไม่เป็นไรนะคะคุณยาย  คุณยายไปนั่งเถอะค่ะ  หลานของยายอยู่กับเจ้าหน้าที่ห้องตรวจหูแล้วนะคะ  และกำลังรอตรวจหูอยู่นะคะ  ยายนั่งรออยู่แถวๆนี้นะคะ  หลานยายลงมาจะได้เห็นยายเลย 

 

ยายยิ้มด้วยความดีใจที่ได้รู้ว่าหลานของตัวเองถึงที่หมายแล้วจึงพูดกับดิฉันว่า 

 

ขอบคุณนะคะคุณหมอ  ยายห่วงมันกลัวมันไปไม่ถูก  งั้นเดี๋ยวยายไปนั่งรอมันก่อน 

 

ซึ่งคุณยายก็เดินมานั่นรอหลานอยู่หน้าห้องศูนย์ประกันสุขภาพ  คุณยายพูดคุยกับคนรู้จักที่มาโรงพยาบาลเหมือนกัน  แต่ระหว่างที่คุณยายคุยหรือนั่งรอหลาน  คุณยายจะหันมามองและยิ้มให้ดิฉันเสมอ

 

ดิฉันยิ้มกับตัวเองแล้วคิดในใจว่า  ถ้าเราคิดว่าผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการทุกคนที่เข้ามาในโรงพยาบาลคือคนในครอบครัวของเรา  อย่างที่ดิฉันเข้าใจและคิดว่าเด็กเสื้อแดงคนนั้นเป็นเหมือนน้องชายดิฉัน  และพร้อมที่จะช่วยเหลือเขา  ไม่ปล่อยให้เขาคิดว่ามาโรงพยาบาลมีแต่คนแปลกหน้า  มีเพียงคุณยายคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเหลือเขาได้  เพียงแค่เราใส่ใจ  สังเกต  ความรู้สึกของคนไข้ที่อยู่ตรงหน้าเรา  ว่าเขามีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร  เท่านี้เราก้อจะสร้างความดีเล็กๆ  น้อยๆ  แต่ยิ่งใหญ่ในใจของคนอีกหลายๆคน  เราสามารถทำความดีแบบนี้แกเพื่อนร่วมงาน  และทุกๆคน  เหมือนที่ดิฉันได้ทำกับหัวใจเล็กๆของยายกับหลานสองคนนี้  แล้วเราผู้ให้บริการทุกท่านก็จะได้ถึงความรู้สึกของการให้ว่ามีความสุขแก่การเป็นผู้รับขนาดไหน  นั่นแหละเป็นความดีที่จะหล่อเลี้ยงสังคมของเราในปัจจุบัน 

                                                                                 ขอบคุณเรื่องราวดีๆ

 

                                                                               จาก....ศูนย์ประกันสุขภาพ