"...

17 พฤษภาคม 2518

ลูกชายคนเล็กพาฉันไปที่หลุมศพพี่ชายของเขา และเอามีดเล็ก ๆ ไปสลักที่ต้นตาลข้างหลุมศพว่า

"โศ โทโมรี 12 พฤษภาคม 2518"

ฉันกอดต้นไม้แล้วเริ่มร้องไห้ ลูกชายคนโตของฉันโทโมรี อายุ 17 ปี ลูกคนนี้คลอดยาก ฉันต้องผ่าท้องที่โรงพยาบาลโตเกียว เมื่อเรามีลูกชายคนแรกด้วยกัน สามีของฉันดีใจมาก ลูกคนนี้มีชื่อเขมรและชื่อญี่ปุ่นที่แม่ของฉันตั้งให้ เขาไม่แข็งแรงมาแต่เด็ก เพราะเป็นหวัดตอนเกิดใหม่ ๆ จึงไม่ได้ไปโรงเรียน ฉันจ้างครูมาสอนที่บ้าน เขาเป็นคนน่ารัก แต่เดี๋ยวนี้เขานอนอยู่ใต้ดินสีแดง โดยที่ฉันไม่มีโอกาสช่วยอะไรเลย จะหาขนมหวานที่เขาอยากกินมาให้ก็ไม่ได้ เขาต้องตายบนเสื่อผืนเดียวแท้ ๆ

สามีของฉันได้แต่ปลอบใจว่า มันเป็นโชคชะตา เขาเคยเล่าให้ฟังเกี่ยวกับคำทำนายของพระในวังที่พนมเปญว่า มีอีกาคาบผลไม้กลิ่นหอมมาจับกิ่งไม้อยู่ กาตัวนั้นตกใจอะไรสักอย่าง พอส่งเสียงร้อง ก็ทำให้ผลไม้หล่นลงมา ผลไม้นั้นเน่า น้ำสกปรกจากผลไม้ไหลท่วมเมืองพนมเปญ และนี่เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2518

และก็เป็นความจริงที่ว่า กองทัพสีดำของพอลพตซึ่งมีชื่อเรียกกันว่า "อีกา" เข้ามายังพนมเปญ ทำให้คนตายมากมาย

นี่หรือคือโชคชะตาของเรา - - - 

..."

 

  

หนังสือเล่มที่แสนจะเก่า วางไว้อยู่บนชั้นหนังสือวรรณกรรมเยาวชนของห้องสมุดมหาวิทยาลัย เห็นแค่ฉบับเดียว ภาพปกเป็น "นางอัปสร" แห่งนครวัด

หนังสือเล่มนี้ชื่อ "4 ปี นรกในเขมร" เขียนโดย ยาสึโกะ นะอิโต แปลโดย ผุสดี นาวาวิจิต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มเดียวที่ไม่ว่าผมจะไปอยู่ที่ไหน ผมได้มีโอกาสยืมมาอ่าน แต่เชื่อไหมว่า ผมอ่านไม่เคยจบแม้แต่ครั้งเดียว ครั้งนี้คงเป็นครั้งแรก ณ ที่ทำงานปัจจุบันที่ผมได้ใช้เวลาอ่าน 2 วันจบ

หนังสือเล่มนี้เขียนจากชีวิตจริงของ ยาสึโกะ นะอิโต ภรรยาของท่านฑูตชาวเขมรที่อาศัยอยู่ในกรุงพนมเปญเมื่อปี พ.ศ.2518 - 2522 เป็นการแต่งงานข้ามเชื้อชาติระหว่างเขมรกับญี่ปุ่น

หากจะว่ากันตามจริงคือ เธออยู่ชนชั้นระดับสูงของประเทศเขมรในสมัยนั้น ถ้ามาอยู่บ้านเรา ผมว่า เข้าถึงขั้นคุณหญิงแล้ว

 

 

หนังสือเล่มนี้เป็นงานเขียนในลักษณะไดอารีหรือบันทึกประจำวัน นับตั้งแต่กรุงพนมเปญแตก โดยฝีมือเขมรแดง นับจากนั้นไปอีก 4 ปี ก็คือ สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรด้วยกันเอง ฝีมือและความคิดของการต้องการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมเขมรใหม่ของพลพต ผู้นำเขมรแดงที่ในอดีต คือ ครู

บันทึกเริ่มในวันที่ 15 เมษายน 2518 - 16 มิถุนายน 2552

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เริ่มจากการยึดเมืองหลวงพนมเปญ หลังจากนั้น ก็ไล่คนที่อาศัยอยู่ในพนมเปญออกจากเมือง ไปสู่หัวเมือง หรือ สถานที่ที่กำหนดไว้ แล้วใช้แรงงานคนเหล่านั้นจนตาย เหมือนค่ายกักกันแรงงานในสมัยนาซีเรืองอำนาจไม่มีผิด แต่ผมว่า เขมรโหดกว่า

ยาสึโกะ นะอิโต และครอบครัว ก็ต้องอพยพออกไปจากพนมเปญเหมือนคนอื่น ๆ แรก ๆ มีของติดตัว แต่ระหว่างทางก็ถูกทหารเขมรแดงยึดหมด จนเหลือแต่ตัว

ไดอารีได้เล่าความเป็นไปในการเดินทางและความยากลำบาก การกระทำของพวกเขมรแดงไว้ได้อย่างหดหู่และเวทนาเป็นที่สุด ที่ไม่น่าเชื่อว่า คนเชื้อชาติเดียวกันจะทำร้ายกันเองได้

ยาสึโกะ นะอิโต ต้องเสียลูกชาย ลูกสาว และสามีจากการใช้แรงงานหนัก เหลือเธอคนเดียวเท่านั้นที่มีชีวิตรอด

เส้นทางเดินทางของเธอ คือ ศรีโสภณ ใกล้ชายแดนไทยมาก อพยพมาทีละหมู่บ้านที่กำหนด พักนานบ้าง ไม่นานบ้าง ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของคำสั่งเขมรแดง

 

ยิ่งอ่านเรื่องราว เหมือนในหนังชีวิตในสงครามที่นำเสนอให้เราชม

มนุษย์เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งที่ต้องการเอาชีวิตรอด เขาจะไม่มีเพื่อนไม่มีฝูงอีกต่อไป เขาพร้อมจะทำอย่างไรก็ได้ให้มีชีวิตรอดเหนือคนอื่น เรียกว่า ทรยศเพื่อนได้ทันที

เราจะพบเห็นเหตุการณ์นี้ในเรื่องเล่าของยาสึโกะตลอดการเดินทาง

ที่ผมเห็นเด่นชัดอีก คือ การไม่มีการใช้เงินมาแลกเปลี่ยนสินค้าอีกต่อไป สังคมใหม่ของเขมร จะใช้แรงงานแลกข้าวมากิน ใครไม่ทำงาน จะไม่ได้การปันส่วน

หากอยากได้สินค้าอื่น ๆ ก็ดูในตัวของแต่ละคนว่า มีอะไรที่มีค่าบ้าง ก็นำออกไปแลกมา เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้า นาฬิกา ปากกา ยารักษาโรค ฯลฯ แลกของกินได้หมด

ความอดอยากที่เห็น บังคับให้ต้องกินทุกอย่าง เช่น หมา แมว แมลง งู ฯลฯ ทุกอย่างเพื่อความมีชีวิตรอด

 

ยาสึโกะ  นะอิโต รอดมาได้จากความช่วยเหลือของนักข่าว NHK ของญี่ปุ่น ที่ชื่อ โนริโมโต โมริ

และการที่เขมรฝ่ายเฮง สัมริน ได้นำพาทหารเวียดนามเข้ามายึดเขมรคืนได้สำเร็จ แล้วจัดตั้งรัฐบาล

คุณจะมองภาพเห็นเลยว่า เวียดนามดีกว่าเขมรแดงเยอะแยะ ในกรณีนี้ ไม่ต่างจากสัมพันธมิตรยึดกรุงเบอร์ลิน

ยาสึโกะ นะอิโต ขณะที่รอดมาได้นั้นเหลือตัวคนเดียว อายุ 45 ปี ได้กลับมาอยู่ญี่ปุ่นได้แค่ 4 ปี ก็ตายด้วยโรคมะเร็ง หลังจากการใช้ชีวิตอย่างทรหดในเขมรนั้น ด้วยอายุ 49 ปี

 

แต่เรื่องเล่าของเธอกลายเป็นวรรณกรรมแห่งความเป็นจริงที่โลกปฏิเสธไม่ได้ถึงความโหดร้ายของเขมรแดงที่มีต่อคนประเทศเดียวกัน

สิ่งที่ผมมองเห็นในเมืองเขมร คือ การแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย แล้วทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเอง

ประชากรของเขมรสมัยนั้นมี 7 - 8 ล้าน หลังสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เหลือไม่ถึง 3 ล้านคน ถ้าไม่ตาย ก็สาบสูญหมด

 

หันมาดูประเทศไทย ณ ปัจจุบัน ทำไมจะเกิดการฆ่าล้างคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองบ้างล่ะ ในเมื่อ แค่ใส่เสื้อคนละสี ก็ตะโกนด่ากันว่า เอ็งมันคนละพวกกับข้า ... ฆ่ามันเลย

คนไทยทั้งสองฝ่ายนั้นแหละ ใช้ปัญญาคิดไตร่ตรองให้ดี ๆ อย่าไปหลงงมงายกับตัวบุคคลที่จะพาเราทำลายประเทศของตัวเอง จงทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อประเทศและในหลวงของเราไม่ดีกว่าหรือครับ

โง่ งม งาย หลง ใหล ได้ ปลื้ม กับสิ่งหลอกลวงให้เราฆ่ากันเอง ละ ดีกว่าไหมครับ

 

คุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้หรือยัง ?

 

บุญรักษา ประเทศของเรา ... อย่าให้เป็นแบบที่เขมรเป็นเลยครับ

 

 

บันทึกที่เกี่ยวข้อง

กร่อนคำ..ถอดความ จากหนังสือ "กัมพูชากับสงครามล้างเผ่าพันธุ์ฯ" ... ( 1 )

กร่อนคำ..ถอดความ จากหนังสือ "กัมพูชากับสงครามล้างเผ่าพันธุ์ฯ" ... ( 2 )

กร่อนคำ..ถอดความ จากหนังสือ "กัมพูชากับสงครามล้างเผ่าพันธุ์ฯ" ... ( 3 )

 

 

แหล่งอ้างอิง

ยาสึโกะ นะอิโต (ผุสดี นาวาวิจิต, ผู้แปล).  4 ปี นรกในเขมร. พิมพ์ครั้งที่ 9.  กรุงเทพฯ: ผีเสื้อ, 2543.