การพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล

สวัสดีค่ะ ชาวโกทูโนว์ที่รักทุกท่าน ตอนนี้พอลล่ากำลังรอขึ้นเครื่องอยู่ที่ขอนแก่นค่ะ เครื่องบินมักจะบินตามปกติ คือออกช้ากว่ากำหนด เลยได้มีเวลามานั่งบันทึกสักเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ ความดีงามของชาวสาธารณสุขที่ได้สัมผัส ในช่วงสามวันนี้ค่ะ ถึงแม้ว่าจะเหนื่อย เอาการอยู่กับการที่ต้องอ่านเอกสารเป็นลังๆ แต่รู้สึกว่ามีความสุขที่ได้รับรู้เรื่องราวดีๆ ที่พี่ๆ น้องๆ พยายามจะบอกเล่าในสิ่งที่ทำผ่านทางเอกสารให้ได้รับรู้ก่อนสัมผัสกันตัวเป็นๆ ขอบอกว่าอ่านเอกสารแล้วรู้สึก สมองโปร่งโล่งสบายและชื่นชมในการทำงานของพี่ๆ น้องๆ มากค่ะ แต่อย่างไรก็ตามเรายังไม่ตัดสิน ต้องไปดูของจริงก่อนค่ะ ว่าจะเป็นอย่างที่เขียนเล่ามาหรือ ปล่าวค่ะ

เมื่อไปถึงที่รพ.นี้ ได้รับการต้อนรับด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง พี่หัวหน้าพยาบาล ได้มาทักพอลล่าว่า ดีใจมากที่ได้เจอพอลล่าตัวเป็นๆ และไม่เคยทราบมาก่อนว่า พอลล่า คือ อาจารย์วราภรณ์ คริคริ...ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ได้เจอตัวเป็นๆ แล้ว อย่าเพิ่งผิดหวังนะคะ อิอิ

บรรยากาศของการเยี่ยมสำรวจ เต็มไปด้วยความเป็นกัลยาณมิตร ระหว่างรพ.และผู้เยี่ยมสำรวจ แต่ละคนมีแต่ความกระตือรื้อร้นและอยากจะเรียนรู้ รับฟังและแลกเปลี่ยน วิธีคิด วิธีทำซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง ทีมแล้ว ทีมเล่า หน่วยแล้ว หน่วยเล่า ที่เราได้รับฟังเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพรพ.แห่งนี้ ค่ะ บรรยากาศในการสัมภาษณ์ทีมนำและทีมต่างๆที่ท่านผอ.มีส่วนร่วม ท่านจะสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง ทำให้เจ้าหน้าที่กล้าตอบ กล้าแสดงความคิดเห็น ท่านมักให้โอกาสเจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง แกล้งไม่รู้บ้างเพื่อให้ทีมได้เรียนรู้ด้วยตัวเองและมีความคิด เหตุผลของตนเอง และที่สำคัญท่านผอ.เป็นแบบอบ่างในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำ  การทำงาน ที่มีความโปร่งใส การเป็นแบบอย่างในการดูแลสุขภาพ

ทำให้บรรยากาศของรพ.แห่งนี้ เต็มไปด้วยความสุขและทุกคนมีการเรียนรู้ในงานประจำ มีบรรยากาศ พี่สอนน้องในหน้างานให้เห็นอยู่เป็นจำนวนมาก การพัฒนาของเขาใช้เวลามานานกว่าสิบปี ท่านผอ.ไม่ย้ายไปไหน แม้ว่ารพ.แห่งนี้จะมีปัญหาเรื่องทรัพยากรจำกัด เรื่องเงินงบประมาณเนื่องจากเงินค่าหัวที่ได้รับสนับสนุนจากสปสช.ได้น้อย แต่ทุกคนก็มีความสุข มีอัตราย้ายน้อยมาก แต่ด้วยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เทศบาล อบต จึงมีส่วนรร่วมในการทำกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน มาโดยตลอด ทีมยังมีความเอื้ออาทร เอื้อให้คนต่างด้าวที่ยังไม่มีสิทธิการรักษาพยาบาล และประชาชนที่อยู่ระหว้างรอยต่อได้รับการรักษาพยาบาลฟรี ทั้งที่รพ.และการเข้าเยี่ยมบ้านในชุมชน

ท่านผู้อำนวยการกล่าวกับทีมเยี่ยมสำรวจอย่างสบายๆ ขณะสัมภาณ์ทีมนำ ว่า "เจ้าหน้าที่ที่นี่ เขาคิดว่าผอ.เป็นของเล่น.... " เจ้าหน้าที่ หัวเราะกันครืนๆ เรียกเสียงฮาให้กับทีมผู้เยี่ยมสำรวจได้มากทีเดียว

และแล้วก็มาถึง session สำคัญของการสรุปผลการเยี่ยมสำรวจ ท่านอาจารย์เรวดี หัวหน้าทีม มีการหักมุมทีมเล็กน้อย ถือว่าเป็นมุกที่เรียกหยดน้ำตาให้กับทีมงานรวมทั้งท่านผอ.ได้พอสมควร พอลล่าเห็นแล้วก็อดที่จะ ปลื้มและซึ้งไปกับเขาด้วย(เกือบไปแล้ววววว สิเรา.. อิอิ)

อย่างไรก็ตาม ที่เล่ามาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความดีงามของทีมที่ได้พัฒนาเพื่อประชาชน เพื่อองค์กรมาโดยตลอด เล่าอย่างไรก็คงไม่หมด จึงขอยกตัวอย่างของการทำงานร่วมกันในทีมที่ได้ดูแล ผู้ป่วยที่สิ้นหวังแล้ว ให้กลับมาอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ดังเรื่องต่อไปนี้ค่ะ

          เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2548 โรงพยาบาล รับผู้ป่วยชายไทย อายุ 20 ปี สถานภาพโสด ได้รับอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำ เมื่อ 16 พ.ค. 2548 สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง  พูดไม่ได้  รับรู้การสื่อสารได้เพียงเล็กน้อย  ขยับแขนขาไม่ได้  แพทย์วินิจฉัยว่ามีเลือดออกในสมองและในท้อง ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลจังหวัด มาระยะหนึ่งเป็น Case ระยะสุดท้าย ญาติขอนำผู้ป่วยกลับมาดูแลเองที่บ้าน ต่อมาผู้ป่วยมีไข้สูง ญาติจึงพามารับการรักษาที่โรงพยาบาล จากการประเมินสภาพผู้ป่วยแรกรับพบว่า

          -  ผู้ป่วยรู้สึกตัว ลืมตาได้เอง ใส่ท่อช่วยหายใจ

          -  มีแผลกดทับ ที่บริเวณก้นกบเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด  10 cm. ลึก  1 cm. (ระดับ  3)

          -  มีไข้สูง 39.6 c ภาพร่างกายโดยทั่วไป  รูปร่างผอม  ริมฝีปากแห้งแตก  ผิวหนังแห้ง

          ระหว่างที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ป่วยได้รับการดูแลจากทีมสหวิชาชีพ ประกอบด้วยแพทย์  พยาบาล  เภสัชกร  นักกายภาพบำบัด  นักโภชนาการ และทีมบุคลากรอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยมีการวางแผนการดูแลรักษา  การประชุม/ ทบทวนปัญหาเพื่อนำไปพัฒนาการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง การให้กำลังใจ/ ให้ข้อมูลการเจ็บป่วยแก่ครอบครัวผู้ป่วย เพื่อให้มีกำลังใจและให้ร่วมมือในการดูแลรักษา มีการวางแผนจำหน่ายร่วมกันโดยทีมต่างๆ เช่น ทีมเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน ร่วมในการจัดเตรียมบ้านร่วมกับครอบครัว โดยจัดที่พัก ห้องน้ำไว้ด้านล่างเพื่อให้การดูแล/ การเคลื่อนย้ายสะดวกยิ่งขึ้น  ทีม PCT และแผนกผู้ป่วยในเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว ก่อนการจำหน่ายโดยการสอนการทำแผล  การดูแลผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะคาไว้ สอนการใส่สายยางให้อาหาร การทำอาหารปั่นพร้อมจัดหาเครื่องปั่นอาหารให้ไปใช้ที่บ้านจำนวน  1  เครื่อง และการให้อาหารทางสายยาง  สอนทำการออกกำลังกาย ทีมมีการจัดเตรียมอุปกรณ์ Set สะดวกใช้ในการดูแลแผลเฉพาะรายบุคคล

          หลังจำหน่ายผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ต่อเนื่องที่บ้านอย่างสม่ำเสมอจากทีมต่างๆที่เกี่ยวข้องตลอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ต.ค.  2548-ปัจจุบัน  (2552)

          ในระยะแรกๆมีการติดตามดูแลผู้ป่วย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถรับรู้  ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น สามารถถอดสายสวนปัสสาวะได้ สามารถกลืนอาหารได้โดยไม่สำลัก  แผลที่ก้นหายเป็นปกติภายในระยะเวลา  6  เดือน

          ในระยะเวลาต่อมามีการติดตามดูแลทุก  2  สัปดาห์ ถึงแม้ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นตามลำดับ           แต่ยังคงมีอาการแขน  ขาไม่มีแรง  ทรงตัวไม่ได้ต้องนอนอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับผู้ป่วยมีอาการพูด ไม่ชัด  ศีรษะสั่ง  มือสั่น  หยิบจับสิ่งของไม่อยู่  หลุดมือ  ทำให้ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำกิจวัตรประจำวัน บิดามารดา ยังคงไม่สามารถไปทำงานเพื่อหารายได้ ต้องผลัดเปลี่ยนกันดูแลผู้ป่วย ทั้งนี้ทีมบุคลากรผู้ดูแล ทุกคนต่างมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงได้มีการวางแผนร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริม/ สนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของผู้ป่วยให้สามารถดูแลตนเองได้  เดินได้ ตลอดจนการมีอาชีพที่เหมาะสมรองรับ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเหมาะสมตามอัตภาพ

          ผู้ป่วยได้รับการฝึกทำกายภาพบำบัดโดยนักกายภาพ ร่วมกับบิดา-มารดา ซึ่งเป็นผู้ดูแลเริ่มจากการฝึกพูด  ฝึกออกกำลังกล้ามเนื้อแขน เพื่อใช้ในการพยุงตัวลุกนั่ง  ฝึกการทรงตัว การหยิบจับสิ่งของ ทั้งนี้ด้วยความตั้งใจ ความร่วมมือ ร่วมใจ ของทั้งผู้ป่วยและครอบครัวอย่างดีเยี่ยมภายในระยะเวลา  8 เดือน ผู้ป่วยสามารถพูดได้ชัดเจน นั่งบนรถเข็นได้ รับประทานอาหารได้เอง และเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถไป-มา ได้เองสะดวกยิ่งขึ้น ศูนย์ดูแลต่อเนื่องโรงพยาบาลจึงได้ขอสนับสนุนรถสามล้อนั่งโยก จากงบสนับสนุนผู้พิการให้ผู้ป่วยไว้ใช้ และผลจากที่ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองได้ ทำให้บิดามารดา สามารถไปทำงานหารายได้นอกบ้านได้

          ในปัจจุบันผู้ป่วยยังคงได้รับการฝึกกำลังกล้ามเนื้อขา ฝึกยืน และเขียนหนังสือโดยนักกายภาพบำบัดมาฝึกให้ที่บ้านทุก 2 สัปดาห์ และได้ร่วมกับครอบครัวผู้ป่วยจัดทำอุปกรณ์ช่วยฝึก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถฝึกต่อได้เอง โดยมีเป้าหมายคือ ผู้ป่วยสามารถเดินได้ในระยะเวลาต่อมาและสามารถช่วยครอบครัว หารายได้ได้

          ในขณะเดียวกันสิ่งที่ทีมงานภาคภูมิใจในตัวผู้ป่วยคือ ผู้ป่วยได้รับการ Empowerment                 จนสามารถเสริมสร้างคุณค่าให้กับตนเองในการเป็นอาสาสมัครรับทำหน้าที่ในการนำพาเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เพื่อไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยรายอื่นๆ ในชุมชนที่อาศัยอยู่ได้เป็นอย่างดี และสามารถหารายได้จากการเร่ขายผ้าในหมู่บ้านโดยใช้สามล้อโยก

เป็นเพียง 1 ตัวอย่างจากร้อยๆ พันๆ ตัวอย่างที่เกิดขึ้นนะคะ

ท้ายนี้ขอสรุปว่า รพ.พระยืน ...พัฒนาอย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ